EP 6 ร่วงละลิ่วสู่ความมืด
ผมยังจำเสียงแตกหักของชะง่อนหินได้อย่างชัดเจน ทั้งที่มันเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่ร่างของผมจะหลุดจากจุดยืนเดิม ร่วงลงสู่ความว่างเปล่าเบื้องล่าง
ภาพสุดท้ายก่อนร่างผมจะหลุดลอย คือมือสีทองที่พุ่งลงมาด้วยแรงสะบัดของโซ่ ที่ยึดมันไว้กับท่อนแขนของดาบสทองคำ
มันไม่ควรพลาดเป้า
แต่กลับ พลาด
แทนที่จะคว้าตัวผม มันกลับฟาดใส่ชะง่อนหินที่ผมจับอยู่เต็มแรง
หินแตก มือผมหลุด และโลกก็พลิกกลับด้านในพริบตาเดียว
พร้อมๆ กับความทรงจำที่ไม่คลายความสงสัยว่า
'ขณะที่พี่เมฆร่วงลงไปเมื่อกี้เขาได้เห็นอะไร แล้วทำไมอยู่ๆ ร่างของเขากับทหารหนุ่มถึงได้หายวับไปในพริบตา...?
่ระยะเวลาที่ผมร่วงหล่น ผมไม่มีเวลาคิดว่าตัวเองจะตายหรือรอด
เพราะพริบตาต่อมานั้น ผมก็ได้รู้สึกถึงแรงดึงที่เฉียบคม ม้วนรัดที่บั้นเอว ก่อนที่ร่างของผมจะถูกกระชากสวนแรงโน้มถ่วงกลับขึ้นไป!
เชือก... ไม่สิ สิ่งที่เหมือนเชือก แต่ราวกับมันมีชีวิต
ผมไม่ต้องเห็นก็รู้ว่าเป็ของพี่เมฆา
จากนั้น ทุกอย่างก็เกิดขึ้นราวถูกจัดวางไว้แล้ว
แรงเหวี่ยงพาผมพุ่งเข้าปากถ้ำแคบ ๆ ริมผนังบ่อหิน
พื้นถ้ำรับร่างผมอย่างไม่ปรานีเท่าไร ผมกลิ้งไปสองตลบ ก่อนหัวไหล่จะกระแทกหินเข้าอย่างค่อนข้างแรง จนลมหายใจสะดุดไปชั่วครู่ ก่อนที่จะตระหนักคิดได้ว่า
ที่แห่งนี้เอง ที่เป็สาเหตุให้พี่เมฆหายวับไปกับตา มันก็คือ ปากถ้ำอีกแห่งที่ซ่อนเร้นอยู่ริมผนังบ่อั์นั่นเอง
ก่อนที่จะคิดอะไรได้มากกว่านี้ ก็ได้ยินเสียงลนลานตามติดมา เป็เสียงที่คุ้นหูยื่ง...
“พะ...พี่กิต! พี่กิตมาแล้วจริง ๆ!”
จัน!
เขาอยู่ที่นี่
เขายังมีชีวิต
และยังดูหน้าซีดเหมือนเดิม
เขาทำสีหน้าราวกับไม่รู้ว่าควรถอยหลัง หรือควรเข้ามาพยุงผมก่อน
แม้ผมจะาเ็อยู่บ้าง แต่ผมก็ยังรู้สึกถึงความรู้สึกที่ผ่อนคลายลงอย่างโล่งอกของตนเอง เมื่อแน่ใจในความปลอดภัยของจัน
ผมยังไม่ตอบอะไรเขาทันที
ไม่ใช่เพราะเจ็บ แต่เพราะยังไม่ได้หายใจเข้าเต็มปอดั้แ่ตกลงมา
เสียงดังบางอย่างในหัวผมยังสะท้อนอยู่ เสียงแตกของชะง่อนหิน เสียงโซ่ เสียงลมวูบถลาลงสู่เบื้องล่าง
มันยังไม่หายไปไหน
แล้วร่างพี่เมฆก็ตามติดเข้ามา
เขาพยุงร่างที่ยังดูไร้สติของทหารหนุ่มไว้ แม้ว่าตัวพี่เมฆเองนั้น จะอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายแค่ไหน แต่เขาก็ไม่เคยทิ้งใครไว้ข้างหลังเลยสักครั้ง
เขาเดินเข้ามาอย่างมั่นคง ราวกับทุกอย่าง ยังอยู่ในการคำนวณของเขามาตลอด
ส่วนผมนั้น... ผมเพิ่งเริ่มรู้สึกว่า ลมหายใจของตัวเองกลับมาเป็จังหวะ
แต่สิ่งที่ไม่กลับมา คือความมั่นใจว่าจะ “พ้นภัยแล้วจริง ๆ”
ผมขยับหันกลับไปมองที่ริมผาตามสัญชาตญาณประหลาด ที่เกิดขึ้นในตอนนี้
ที่ตำแหน่งนั้น ว่างเปล่า...
ความว่างเปล่าที่ควรทำให้โล่งใจ กลับทำให้ผมต้องเพ่งมองซ้ำอีกครั้ง
ดาบสทองคำ... หายไปแล้ว
มันไม่ได้ยืนอยู่ตรงขอบผาอีกต่อไป
ไม่มีร่างสีทอง ไม่มีสายตาแข็งกร้าว ไม่มีโซ่ ไม่มีมือที่พุ่งลงมาเหมือนเมื่อครู่
มีเพียงลมหายใจอึมครึมของบ่อั์ และความคิดบางอย่างที่กดทับขึ้นมาเอง โดยไม่ต้องมีใครบอก
ศัตรูที่เห็นอยู่ต่อหน้า ยังสู้ได้
แต่ศัตรูที่ “หายไป” โดยไม่ทิ้งร่องรอย…
นั่นต่างหากที่ทำให้ผมต้องกวาดสายตาไปรอบๆ ตัวในขณะนี้ อย่างที่ไม่รู้ตัว
จันเมื่อสังเกตเห็นการอาการกิริยา ที่ดูไม่ปกติของผม
เขากลับไม่ถามอะไร แต่ก็ถอยไปชิดผนังถ้ำราวกับกลัวว่า คำตอบจะโผล่มาแทนคำพูด
ความเงียบเริ่มกัดกินถ้ำ
มีเพียงเสียงลมหายใจของพวกเรา และเสียงโซ่... ที่แ่อยู่ลึกเข้าไปด้านใน
เสียงนั้นไม่ดัง
ไม่ถี่
แต่ ชัด พอจะทำให้คนไม่อยากจะเดินเข้าไปในทันที
ผมเงยหน้ามองฝ่าความมืดเข้าไป ความมืดที่ดูลึกพอ จนพอจะซ่อนอะไรไว้ก็ได้
พี่เมฆเพียงหรี่ตา...
นิ่ง ราวจะฟังมากกว่ามอง
จากนั้น เสียงใหม่ก็ดังขึ้น
ไม่ใช่เสียงโซ่
ไม่ใช่เสียงหินหล่น
แต่เป็เสียงบางอย่างที่…
เหมือนจะอันตรายกว่าเสียงก่อนหน้า...?
( โปรดติดตามตอนต่อไป)