After apocalypse saga บทที่ 3 ตอนที่ 2
“แย่แล้วพวกเราโดนหลอก” ชนะวินพูดเตือนทุกคนด้วยความใ ผมเองก็ไม่คิดว่าอีกกลุ่มจะวางแผนแบบนี้ ผมมองโลกแง่ดีเกินไป
“เร็ว ๆ รีบวางอาวุธแล้วมารวมตัวให้จับสะดี ๆ” ชายคนเดิมที่ดูเป็หัวหน้าพูดด้วยน้ำเสียงดูเหนือ
“พวกนาย้าอะไร” ผมถามอีกฝ่ายเพราะการเจรจาดีที่สุดในเวลาแบบนี้
“แล้วมึงเป็ใคร” ชายคนนั้นยังคงพูดด้วยสายตาดูถูกปนสงสัย
“ผมโทวมะ เป็คนจากอาณาจักรนิวมูนและสยามครับ พวกเราควรพูดคุยกันก่อน ที่ผมมาในวันนี้คือผม้าพูดคุยกับพวกคุณ”
“แกพูดอะไร กูฟังไม่รู้เื่ ที่กู้าคือชีวิตของไอ้วิน มันฆ่าน้องชายกู มันต้องตายส่วนคนอื่น ๆ เอากลับไปเป็ทาสให้หมด” ชายคนนั้นไม่สนใจสิ่งที่ผมพูดเลยสักนิด เหมือนความแค้นของเขาบดบังความ้าของผมไปแล้ว
“อย่าไปยุ่งกับพวกคุณโทวมะ เขาเป็แขกต่างถิ่น ถ้านายจะจัดการพวกเราก็ปล่อยเขาไปสะ” ชนะวินแทรกพูดขึ้นมา
“มึงจะบอกว่านอกจากพวกเรา 2 เมือง ยังมีเมืองอื่นอยู่อีกเหรอ” ชายคนนั้นพูดอย่างขอไปที แต่ดูเหมือนจะจุดความสนใจของอีกฝ่ายได้ไม่น้อย
“ใช่แล้ว มีอีกหลาย 10 เมืองเลย ตอนนี้พวกเราส่งคนออกเดินทางไปทำการค้าอยู่ คุณโทวมะก็้าพูดคุยเื่นี้กับพวกนาย” ชนะวินรีบบอกถึงความ้าของผมให้อีกฝ่ายรู้ เพื่อที่พวกนั้นจะไม่ทำร้ายพวกผม
“มึงเห็นด้วยตาหรือไง บางทีอาจจะมีแค่พวกมัน เมืองเดียวก็ได้ กูไม่เชื่อพวกมัน พวกมันเป็ใครก็ช่าง แต่วันนี้ไอ้วินมึงต้องตาย” ชายคนนั้นยังคงไม่ลดความโกรธแคนของพวกเขาลง กลุ่มลาดตระเวนของเมืองภูเพชรตอนนี้ก็ถูกกดดันให้มารวมตัวกันเป็กลุ่มใหญ่ พวกผมทั้ง 16 เองก็เช่นกัน
“ทำไมนายต้องทำแบบนี้ วันนั้นเพราะน้องนายจะฆ่าเพื่อนของพวกเรา วินเขาแค่มาช่วย น้องนายจะฆ่าคนอื่นก่อนก็ควรเตรียมใจไว้ด้วยสิว่าจะโดนคนอื่นฆ่า” อเล็กอดไม่ได้เริ่มที่จะโกรธออกมา
“มึงไม่ต้องพูดมาก ไอ้พวกต่างถิ่น ใครจะตายกูไม่สน แต่เมื่อใครฆ่าน้องกูมันก็ต้องตายตาม” ชายคนนั้นยังโกรธและเถียงกับอเล็กด้วยเสียงอันดัง
“นายมีสิทธิ์อะไรมาตัดสินชีวิตคนอื่น นายเป็หัวหน้าเมืองธงชัยหรือไง” อเล็กยังคงพูดต่อปากต่อคำ
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ แน่นอนกูมีสิทธิ์ กูเป็ลูกเ้าเมืองคนปัจจุบัน ทุกคนในที่นี้ต้องฟังข้า ฮ่า ๆ ๆ”
“เหรอ งันก็ดีจะได้จบไว ๆ” อเล็กพูดจบร่างของเขาก็หายไปจากสายตาทุกคน พร้อมกันนั้น ชายที่เป็ลูกเ้าเมืองธงชัยก็มีมีดจอที่ลำคอพร้อมกับร่างสูงใหญ่ของอเล็กปลดอาวุธอีกฝ่ายแล้วล๊อกตัวไว้เป็ตัวประกัน
“พวกธงชัย ถ้าไม่อยากให้หัวหน้าพวกนายตายรีบวางอาวุธลงสะ” อเล็กะโเสียงดัง
“อย่าไปฟังพวกเรามีเยอะกว่า มันไม่กล้าหรอก” ชายคนนั้นยังไม่ยอม ผมมองดูพวกธงชัยเกิดความลังเลจึงเป็จังหวะที่ดี
“หน่วยสำรวจ จัดการปลดอาวุธอีกฝ่ายเท่าที่ทำได้ เมื่อผมลงมี”
ผมพูดด้วยเสียงไม่ดังเกินไปแต่ราบเรียบด้วยความมั่นคงและเป็ภาษานิวมูนเพื่อป้องกันอีกฝ่ายเข้าใจ ไม่นานก็ได้ยินเสียงตอบรับมาตามสายลม ก่อนที่พวกธงชัยจะคิดอะไรได้ อยู่ ๆ ก็เกิดลมบ้าหมูขึ้นมารอบกลุ่มคนของชนะวิน มันได้หอบเอาฝุ่นดินและใบไม้โจมตีใส่คนที่อยู่รอบนอกจนเสียจังหวะ ในเวลาเดียวกัน คน 15 คนก็กระโจนออกไปจัดการกลับคนอื่น ๆ ด้วยความรวดเร็ว ร่างพวกนั้นล้มลงกองบนพื้นอย่างรวดเร็ว ผมที่มีความเร็วมากกว่าอีก 14 คนที่ตามกันออกมา ผมใช้สันมือฟันใส่ก้านคอเป้าหมายให้สลบหลายคนด้วยความรวดเร็ว ทางธงชัยเองก็ดูเหมือนจะรู้ตัวแล้วว่าพวกเขาบางส่วนถูกลอบโจมตี จึงเริ่มหันอาวุธมาใส่พวกผม
“พวกนายอย่าขยับดีกว่าไม่งั้น หัวหน้านายตายแน่ รีบ ๆ วางอาวุธสะ”
อเล็กยังคงะโเสียงดัง แต่ว่าตัวประกันในมือเหมือนจะสลบไปแล้ว อเล็กมันคงรำคาญเลยจัดการอีกฝ่ายให้หลับไปเสียจะดีกว่า แต่ดูเหมือนพวกนั้นยังคิดว่าจะจัดการพวกผมได้ แล้วในตอนนั้นเอง คนหลายคนก็ไฟลุกขึ้นมา พวกนั้นใมาก ผสานกับลมที่แรงเปลวไฟยิ่งลุกขึ้นไปอีก คนเ่าั้รีบทิ้งตัวหวังให้พื้นดินช่วยดับไฟ แต่มันไม่ง่ายเพราะมันไม่ใช่ไฟธรรมดา เสียงร้องเ็ปจากพิษไฟดังไม่ขาดสาย คำพูดมากมายที่พูดคุยกันอย่างไม่เชื่อในสายตาของคนอื่น ๆ นั้นฟังจนไม่เป็ศัพท์
“เร็ว ๆ สิ ถ้าไม่อยากให้เพื่อนพวกนายตายเพราะไฟเผารีบวางอาวุธสะ”
เสียงะโของอเล็กยังคงดังกลบเสียงคนอื่น ๆ ชัดเจน พวกธงชัยบางคนทิ้งดาบและธนูลงด้วยอารมณ์ที่ยากจะบรรยาย ชนะวินเองก็เหมือนจะงงงวยอยู่บ้าง แต่เขาไม่ยอมเสียโอกาส สั่งลูกน้องกระจายกำลังเก็บรวบรวมอาวุธของอีกฝ่ายพร้อมกวาดต้อนพวกนั้นไปรวมกลุ่มกัน ไฟได้ดับลงไปแล้ว หลายคนถูกไฟไหม้จนเป็แผลดูหน้ากลัว พวกเราใช้เวลาหลายนาทีในที่สุดก็สามารถควบคุมสถานการณ์ได้
“โทวมะ อเล็ก เมื่อกี่มันเกิดอะไรขึ้น” ชนะวินเดินเข้ามาถามพวกผมทันที เมื่อเห็นว่าลูกชายเ้าเมืองธงชัยถูกมัดเรียบร้อยแล้ว
“มันก็แค่เวทมนต์” อเล็กตอบแทนผมที่กำลังหาคำพูดที่ดูปกติไม่ได้ ตอนนี้มันไม่จำเป็ต้องปกปิดอีกแล้ว
“เวทมนต์?” ชนะวินทวนคำอย่างไม่อยากเชื่อ
“วิน รายละเอียดไว้กลับไปคุยกันที่เมืองภูเพชร เื่นี้จริง ๆ มันก็ไม่ได้เป็ความลับอยู่แล้ว เพราะอาณาจักรนิวมูนและสยามคือเมืองที่มีผู้ใช้เวทมนต์”
ผมตัดสินใจบอกอีกฝ่าย พวกเราใช้เวลานานมากกว่าจะขนขบวนเชลยศึกในครั้งนี้กลับเมืองภูเพชร และจัดทำคุกขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อคุมขังเหล่าเชลย แต่ก่อนที่ผมจะหาเื่ไปพูดคุยกับลูกชายเ้าเมืองธงชัย ผมก็ต้องไปหาวินและเ้าเมืองภูเพชรเสียก่อน เพราะการที่ผมเปิดเผยเื่เวทมนต์ออกไป มันทำให้คนหลายคนกลัวพวกผมขึ้นมา
“ต่อไปนี้คือความจริงของโลกใบนี้ โลกใบนี้มีความแตกต่างสำคัญกว่าโลกใบเก่า หนึ่งในนั้นคืุ์อย่างพวกเราค้นพบเวทมนต์ และการมีอายุที่ยืนยาว” จากนั้นผมก็โบกมือไปด้านหน้าของเหล่าผู้คนของเ้าเมืองที่กำลังอยู่ในห้องประชุม แล้วจอภาพแสงขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นมา
“ข้ารู้จักสิ่งนี้ นี่มันระบบผู้ช่วย” เ้าเมืองวัยชราพูดออกมาด้วยความใ เพราะคนที่จะมีระบบผู้ช่วยแบบนี้คือกลุ่มคนอพยพรุ่นแรกเท่านั้น และปู่ของเขาอดีตเ้าเมืองก็มีมันเช่นกัน
"ถูกต้องแล้วครับ นี่คือการแสดงวีดีโอบันทึกภาพเพื่อประกอบการบรรยาย ผมขอแนะนำตัวอีกครั้ง ผมชื่อ โทวมะ นิวเกต เป็ดยุกแห่งอาณาจักร์นิวมูน และเป็ผู้อพยพรุ่นแรก" ทันทีที่ผมแนะนำตัวเสร็จเกิดแววตางงงวยในหลาย ๆ คน แต่เ้าเมืองนั้นใอย่างมาก เขาตัวสั่นลุกยืนพร้อมปากที่สั่นถามออกมา
“จริง ๆ เหรอ ที่คุณอยู่มาั้แ่ตอนนั้น” เกิดเสียงพูดคุยในห้องประชุมอย่างลืมตัว
“ครับ… โลกนี้ไม่เหมือนโลกเดิม พวกเาาวนิวมูนค้นพบการต่ออายุที่ยาวนาน และพลังงานรูปแบบใหม่ ซึ่งหลังจากที่คณะเดินทางไปเมืองสยามกลับมา พวกเขาจะส่งทูตมาประจำเมืองภูเพชร แล้วจะแจกจ่ายน้ำพุแห่งความเยาวัยให้กับสภาเมืองและบุคคลสำคัญ เพื่อเป็การผูกมิตรกับพวกท่าน พวกเราไม่บังคับที่จะดื่มพวกมัน แต่ก่อนอื่นผมต้องบอกข้อดีและข้อเสียให้พวกคุณทุกคนในห้องนี้ฟังก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่า้าหรือไม่” ผมพยายามใช้เสียงโทนราบเรียบจริงจังในการพูดคุยและไม่ดังเกินไป มันทำให้ใครหลายคนเลือกที่จะเงียบเสียงลงแล้วตั้งใจฟังผมบรรยายพร้อมภาพวิดีโอประกอบ
“น้ำพุแห่งความเยาวัย พวกเราไม่รู้ว่ามันเกิดมาจากอะไร แต่ด้วยการดื่มพวกมันเพียง 300 มิลลิลิตร ก็สามารถยกระดับร่างกายของผู้ที่ดื่มกินพวกมันให้สูงขึ้นแข็งแรงขึ้น นอกจากนี้ผู้ที่ดื่มมันเข้าไปจะไม่ป่วยด้วยโรคภัยจากการติดเชื้อ และมีอายุยืนยาวประมาณ 3000 ปี หากเป็ผู้ที่เคยดื่มมันไปแล้วน้ำพุนี้ยังสามารถช่วยในการรักษาอาการาเ็ต่าง ๆ หรือพิษร้ายแรง มันสามารถฟื้นฟูให้คนที่ดื่มพวกมันกลับมาเป็ปกติได้อีกครั้ง และนี้คือข้อดีของมัน” จากนั้นภาพวิดีโอก็ฉายถึงการใช้น้ำพุพวกนี้ผสมลงไปในการปลูกผักหรือพืชต่าง ๆ และมันทำให้เติบโตอย่างรวดเร็ว ภาพฉายต่อไปไม่นาน ผมก็พูดต่อทันที
“แต่ทุกอย่างย่อมไม่ได้มีด้านเดียว ข้อเสียของมันคือ ลูกหลานของผู้ที่ดื่มน้ำพุแห่งความเยาวัยเข้าไปจะเกิดการกลายพันธุ์ พวกเขามีโอกาสจะเกิดมาในสถานะผู้มีพลังเวทมนต์ และเมื่อเขามีลูกต่อในรุ่นถัดไปของเด็กรุ่นนั้นทุกคนจะมีพลังเวทมนต์เช่นกัน และการที่อายุยืนยาวนั้นผมนับว่าเป็ข้อเสียเช่นกัน และการมีอยู่ของน้ำพุนี้ผมก็ถือว่ามันคือข้อเสียอีกด้วย มันมีทั้งประโยชน์และโทษ อาจจะนำมาซึ่งกิเลสของผู้อื่น” ผมทิ้งคำพูดให้คนในห้องลองคิดตาม ไม่นานเสียงชายหนุ่มที่ผมคุ้นเคยดี ถามออกมา
“โทวมะ เออ คุณโทวมะ แล้วคนที่ดื่มมันไปไม่มีเวทมนต์ด้วยเหรอ” ชนะวินถามออกมาอย่างสงสัย
“วินเรียกผม โทวมะเหมือนเดิมก็ได้ ว่าแต่ของที่ขอไว้ได้นำมันมาไหม” ผมยังไม่ตอบแต่ถามกลับ
“ครับเอามาแล้ว”
จากนั้นชนะวินก็เดินมาส่งถุงผ้าขนาดใหญ่มาให้ผม ผมรับมันก็รู้ได้ทันทีว่าใช่ของที่ผม้า จากนั้นผมก็หยิบมันออกมาจากภายในถุง 1 ก้อนขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก
“ทุกคนคงรู้จักหินควอตซ์นี้ดี อย่างที่ผมเคยบอกไปว่า ทางนิวมูนและสยาม้าหินพวกนี้จำนวนมาก นั่นเพราะว่า” จากนั้นหินในมือของผมก็เหมือนจะส่องแสงออกมาจนสว่างยิ่งกว่าแสงเทียน มันสว่างจนภายในห้องแห่งนี้ถูกเติมเต็มไปด้วยแสงของมัน ก่อนจะค่อย ๆ เบาบางลงจนเห็นเป็ผลึกเหมือนเดิมแต่ภายในผลึกที่ใสนั้นกลับมีมวลแสงหมุนไปมาอย่างเบาบาง
“พวกมันเป็สื่อพลังงานที่ดี ถึงคนที่เพิ่งดื่มน้ำพุแห่งความเยาวัยเข้าไปจะไม่มีเวทมนต์โดยกำเนิดเหมือนลูกหลานของพวกเขา แต่ว่าการใช้ผลึกควอตซ์เหล่านี้จะทำให้พวกเขาสามารถใช้ออกถึงพลังงานได้ แต่ว่าผลึกพวกนี้ต้องถูกเติมพลังงานก่อน จากผู้ที่มีพลังเวทมนต์โดยตรง” ผมส่งหินผลึกก้อนนั้นให้วินไปถือ
“วินลองคิดว่าหินก้อนนั้นส่องแสงได้แบบเมื่อกี่ดูสิ” ผมบอกชนะวินที่กำลังงงอยู่ว่าผมส่งหินควอตซ์มาให้ทำไม เขามองมันแล้วย่นคิ้วเหมือนพยายามใช้สมาธิ แต่ก็ไม่เกิดอะไรขึ้นนอกจากผลึกที่มีแสงราง ๆ เช่นเดิม จากนั้นในมือผมก็ปรากฏขวดแก้วที่บรรจุน้ำออกมา หน้าตาขวดนี้แบบเดียวกับในภาพของวิดีโอที่เพิ่งฉายไป เสียงพูดคุยกันดังขึ้นอีกครั้ง
“วินนี่คือน้ำพุแห่งความเยาวัย ผมพกติดตัวมา ตอนนี้ผมมีพวกมัน 5 ขวด ขวดนี้สำคัญนาย อยู่ที่นายแล้ววว่า้ามันไหม”
ผมยื่นให้วิน และเขาก็รับมันไป ก่อนจะหันไปมองคนอื่น ๆ คล้ายขอความเห็น แต่ทุกคนไม่พูดอะไร เหมือนจะรอดูว่าถ้าวินดื่มเข้าไปจะเกิดอะไรขึ้น วินหันมองมองตาผมอีกครั้งก่อนจะเปิดขวดพวกมันแล้วดื่มลงไปทีเดียวหมดขวด ใบหน้าของเขาย่นไปมาคล้ายประหลาดใจ เขาหันมามองหน้าผมอีกครั้งแล้วพูดออกว่า
“เป็น้ำที่สดชื่นดีครับ”
“ใช่ไหมละ ผมแทบอยากจะดื่มมันทุกวัน แต่ติดว่ามันมีจำนวนจำกัด” อเล็กพูดแทรกขึ้นมา ่ที่ทุกคนกำลังฟังวินกับอเล็กพูดอยู่นั้น ผมก็เดินเอาน้ำพุแห่งความเยาววัยอีก 4 ขวดไปให้เ้าเมืองวัยชรา และเขาก็รับมันไว้ด้วยความเต็มใจ
“ข้าแก่เช่นนี้ยังจะดื่มมันได้อยู่ไหม” เ้าเมืองถามอย่าง้าคำตอบ
“แน่นอนครับ คุณคงจำธนชาติได้ใช่ไหม จริง ๆ เขาคือผู้อพยพรุ่นแรก เขาดื่มมันไปตอนที่อายุเขา 80 และตอนนี้เขาก็กลับมาเหมือนคนวัย 40” ทันทีที่ผมพูดจบ เ้าเมืองก็ไม่รอช้า เขารู้ว่ามันดูเสียมารยาท แต่เข้าก็เลือกจะดื่มมันทันที แววตาของเขาเบิกกว้าง เพราะว่าตอนนี้สายตาของเขาที่ฝ้ามัวกำลังกลับมาแจ่มใส่อีกครั้ง แล้วผิวพรรณที่เคยเหี่ยวย่นกำลังค่อย ๆ กลับมาเต่งตึงอย่าง ๆ ช้า ๆ แต่ก็สามารถเห็นได้อย่างชัดเจน สร้างเสียงซุบซิบขึ้นมากอีกครั้ง แต่ก็เงียบลงทันทีที่ผมเริ่มพูด
“เอาละ ตอนนี้ทุกคนเห็นชัดในส่วนของท่านเ้าเมืองแล้ว ต่อไปก็วิน ช่วยถือผลึกเมื่อครู่แล้วนึกถึงแสงแบบเดิมอีกครั้ง” ผมหันไปบอกวิน วินทำตามไม่นานผลึกนั่นก็สว่างขึ้นมาเป็แสงเช่นเดียวกับก่อนหน้า มันสว่างนานจนวินต้องหันมาถามผม
“โทวมะแล้ว ทำไงมันถึงจะดับแสงมันได้”
“วินแค่คิดว่ามันไม่มีแสงก็พอ” ผมตอบตามตรง แต่ก็อดนึกขำกับความซื่อของเพื่อนต่างรุ่น จากนั้นผมก็ส่งผลึกควอตซ์ในถุงคืนวิน แต่ว่าทุกก้อนในถุงตอนนี้มันกลายเป็ผลึกเวทมนต์หมดแล้ว เพราะในระหว่างที่พูดคุยผมส่งถ่ายพลังลงไปให้พวกมันจนเต็ม
“นอกจากจะใช้พวกมันส่องแสงแทนคบไฟได้แล้ว มันยังสามารถทำสิ่งอื่น ๆ ได้อีก เดี่ยวผมจะสอนผู้ที่ดื่มน้ำพุ 5 ขวดนี้ในวันถัดไปครับ ส่วนในถุงนี้ผมเปลี่ยนพวกมันเป็ผลึกเวทมนต์แล้ว ผมแนะนำใช้พวกมันไปวางเป็จุดกำเนิดแสงให้กับเมืองในพื้นที่สำคัญ ๆ ก่อนดีกว่าครับ มันจะช่วยให้แสงสว่างบ้านเมืองในเวลากลางคืน”
ผมแนะนำ โดยไม่ยุ่งว่าน้ำพุพวกนั้นจะใช้กับใคร เพราะ 2 คนที่ผม้าให้ใช้ถือว่าบรรลุจุดประสงค์แล้ว ผมพูดคุยถึงเื่โรงเรียนที่เปิดสอนการใช้เวทมนต์บนเกาะนิวมูนและสยามนครที่มีโบสถ์แจกจ่ายน้ำพุ เวลาผ่านไปจนเที่ยงวัน ผมจึงขอตัวเ้าเมืองไปเข้าพบเชลยคนสำคัญ โดยมีผม อเล็ก และชนะวิน 3 คนที่ไปในครั้งนี้ ลูกชายเ้าเมืองคนนี้เขาชื่อ บดินทร์ แค่ความหมายชื่อก็ดูใหญ่โตมากแล้ว ผมก็อดนึกสงสัยว่าเขาคงถูกเลี้ยงมาอย่างตามใจแน่ ๆ เราจับเขาขังแยกกับคนอื่น ๆ ในเรือนพิเศษ โดยมีคนเฝ้าเขาอย่างแ่า
“ไง นายอยากคุยกับผมหรือยัง” ผมทักเขาทันทีที่กำลังเห็นเขานั่งมองผมที่เพิ่งเดินเข้ามา
“จับกูมา เพราะแค่อยากคุยกับกูรึ ไอ้พวกจัญไร” บดินทร์ยังคงไม่ยอมลดโทสะของเขา
“เอาจริง ๆ ถามหน่อย นายรู้อะไรเกี่ยวกับโลกนี้บ้าง รู้ไหมว่าบรรพบุรุษพวกเรามาจากไหน” ผมถามกลับแบบไม่สนใจอีกฝ่ายแล้ว เพราะถือว่าเขาไม่ให้เกียรติผมก่อน
“มึงพูดอะไร ้าอะไรจากกู” บดินทร์ถามเมื่อเห็นว่าผมใช้น้ำเสียงเปลี่ยนไป
“ก็ไม่ได้อะไร ผมแค่้าให้พวกคุณรู้ว่า ไม่ได้มีพวกเราอยู่แค่นี้ และถ้าต่อไปเมืองพวกนายยังทำเื่แบบนี้อยู่ ในอนาคตเมืองนายจะเป็เมืองแรกที่หายไปจากโลกนี้”
“กูไม่กลัว เมืองภูเพชรตอนนี้จะไปทำอะไรเมืองกูได้ ตอนนี้บ้านเมืองกูพร้อมบุกยึดเมืองภูเพชรแล้ว ตอนนี้พ่อกูคงจัดเตรียมคนมาถล่มเมืองพวกมึงแล้ว พวกมึงทุกคนต้องตาย ผู้หญิงกับเด็กจะต้องถูกจับไปเป็ทาส ฮ่า ๆ เมืองกูมีเหล็กทำอาวุธ อาวุธจากหินจากไม้พวกมึงสู้พวกกูไม่ได้อยู่แล้ว ฮ่า ๆ”
“งั้นคนที่พวกนายจับไปคงเอาไปเป็ทาสที่เหมืองเหล็กสินะ” ผมถามกลับอย่างสงสัย
“แน่นอนพวกมันเป็แรงงานชั้นดี ต่อไปคนเมืองนี้ทุกคนต้องไปเป็ทาสบ้านเมืองกู” บดินทร์ยังคงพูด เหมือนคิดว่าผมจะกลัวในสิ่งที่เขาพ่นออกมา
“มันพูดมากไง รอบก่อนผมเลยโบกมันจนหลับ เลยไม่เห็นฉากที่พวกเราเล่นกับลูกน้องมัน” อเล็กที่เงียบมานานก็หันไปพูดคุยกับชนะวิน
“ผมเชื่อนะว่าในเมืองคุณต้องมีคนดีอยู่บ้าง แต่ว่าถ้าคุณยังทำตัวแบบนี้ไม่รับฟังผมยื่นข้อเสนอ ผมคงต้องจัดการกับคุณรวมถึงคนที่จะมาเป็ปัญหาของพวกผมในอนาคต” ผมพูดออกมาตามความคิด
“พูดได้พูดไปไอ้ขยะ” บดินทร์ยังไม่เลิกพ่นคำหยาบออกมา
“งั้นก็ฟังผมไว้นะ ตอนแรกผม้าช่วยเหลือเมืองคุณให้เจริญไปพร้อมกับเมืองพวกผม แต่ดูเหมือนว่าผมคงจะช่วยแค่เมืองภูเพชรเมืองเดียวพอ แล้ว เราคงไม่จำเป็ต้องพูดคุยอะไรกันอีกในอนาคต ผมจะปล่อยตัวพวกคุณกลับบ้านเมือง โดยแลกกับพวกทาสที่ถูกจับตัวไป ตอนนี้คนของเ้าเมืองได้ส่งข้อความไปเมืองธงชัยแล้ว พวกเราจะไปแลกเปลี่ยนคนกันตามวันและสถานที่ที่ระบุไว้ ผมหวังว่าหลังจากกลับเมืองคุณไปแล้วจะไม่ทำให้ชาวบ้านที่ไม่รู้อะไรต้องมาเดือดร้อนกับพวกคุณล่ะ” จากนั้นผมก็เดินออกจากห้องไป ปล่อยให้อีกฝ่ายกำลังงงงวยกับคำพูดของผม