เพราะศัตรูที่อยู่เื้ันั้นยิ่งใหญ่เกินไปเป็การรวมตัวของอดีตแดนศักดิ์สิทธิ์สองแห่ง ไม่แน่ว่าอีกฝ่ายอาจมีชนชั้นเทวะอยู่ด้วยก็ได้ พวกเขาที่เป็เพียงตระกูลระดับกลางจำเป็ต้องทำให้แดนศักดิ์สิทธิ์เคลื่อนให้ได้
“ในตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าพวกตระกูลระดับกลางที่ร่วมมือกันคือ ตระกูลซีแห่งเมืองทะเลสาบหยก (เมืองของจงิ่) ตระกูลชุนแห่งเมืองล่องเมฆา ตระกูลหม่าจากเมืองปีกสีชาด ตระกูลชิงจากเมืองล่องสายลม สี่ตระกูลระดับกลางที่ได้ร่วมมือกัน” อูหลินเฟิงตอบ ในนิยายตระกูลที่ถูกฆ่าล้างตระกูลคือตระกูลใต้อาณัติของตระกูลโอวหยางสี่ตระกูลได้แก่ ตระกูลจงแห่งเมืองทะเลสาบหยก ตระกูลอูแห่งเมืองล่องเมฆา ตระกูลถงแห่งเมืองปีกเพลิง ตระกูลกวนแห่งเมืองล่องสายลม ตระกูลอันดับที่หนึ่งแห่งแต่ละเมือง
จากที่เขาได้ให้อูซวนไปสืบหาภาพเหมือนของตระกูลระดับกลางอื่นๆ ที่อาจมีเื่กับตระกูลใต้อาณัติของตระกูลโอวหยางที่ล่มสลายตามนิยาย เขาได้นำภาพของผู้าุโและผู้นำตระกูลชนชั้นจอมยุทธ์ของทั้งสองเมืองมาให้จงิ่ดู ทำให้ได้รู้ว่าจอมยุทธ์ห้าคนที่ลงมือฆ่าล้างตระกูลจงนั้นได้แก่ จอมยุทธ์ของตระกูลซีสองคน ของตระกูลชุนหนึ่งคน ตระกูลชิงหนึ่งคน ตระกูลหม่าหนึ่งคน ตอนนี้อูหลินเฟิงจึงสามารถระบุศัตรูได้ชัดเจนสี่ตระกูล
“มีสองทางที่จะกระตุ้นให้เกิดการโจมตีได้คือหนึ่งคือการที่ข้าหรือน้องรองได้รับาเ็ หากพวกนั้นคิดว่าตระกูลอูทั้งผู้นำตระกูลและตระกูลสายหลักาเ็นั้นคือ่เวลาการโจมตีตระกูลอูที่ดีที่สุด สองแทนที่ข้าจะปล่อยให้น้องชายหรือข้าต้องเสี่ยงอันตรายาเ็สาหัสเหมือนในนิยาย ข้าทำให้พวกบุตรหลานตระกูลซี ชุน ชิง หม่า าเ็สาหัสแทน ทีนี้พวกาุโในตระกูลพวกนั้นก็้าแก้แค้นจนมาโจมตีตระกูลอูอยู่ดี” อูหลินเฟิงอธิบายความคิดของตน
“เช่นนั้นการไปงานประลองล่าอสูรครั้งนี้คือการไปหาเื่งั้นหรือ” จงิ่ถามเพราะว่าถ้าเป็แบบนั้นเขาจะยินดีเป็อย่างยิ่ง ความแค้นที่ไม่อาจหาที่ระบายได้เขาจะนำไปลงกับบุตรหลานของตระกูลทั้งสี่พวกนั้น
“ใช่ ครั้งนี้ข้าจะไปหาเื่” แม้ว่าตามกฎการประล่าอสูรนั้นจะมีกฎว่าห้ามสังหารกันเองภายในงานประลองแต่ว่าก็มักมีการแย่งชิงทรัพยากรฝึกตน ในบางครั้งก็มีการต่อสู้ถึงขั้นาเ็สาหัสเลยทีเดียว หากว่าต้องรอให้อูหมินจิงาเ็ก่อนเพื่อให้ศัตรูลงมือ ไม่สู้ทำให้ผู้เยาว์ของฝั่งนั้นาเ็สาหัสแทนยังไงสี่ตระกูลนั้นก็ต้องหาทางแก้แค้นอยู่ดี ทั้งเขาและจงิ่ยังสามารถระบายความอัดอั้นในใจได้อย่างดี
..
วันเดินทางไปงานประลองล่าสัตว์อสูร
การเดินทางครั้งนี้ทางสี่มหาตระกูลระดับสูงได้ส่งจดหมายให้แต่ละตระกูลมีใจความว่าในงานประลองล่าอสูรครั้งนี้จะมีแขกพิเศษเข้าร่วมรับชม จึงได้เชิญประมุขของแต่ละตระกูลเข้าร่วมงานพบปะที่จะจัดพร้อมกันกับการประลองของเหล่าผู้เยาว์ กล่าวคือในระหว่างที่ผู้เยาว์ของแต่ละตระกูลประล่าสัตว์อสูรนั้น เหล่าประมุขแต่ละตระกูลจะร่วมกันรับชมอยู่นอกเขตเทือกเขาหมื่นอสูร
“คารวะผู้าุโใหญ่ / คารวะผู้าุโใหญ่ /คารวะผู้าุโใหญ่” เสียงของอูหลินเฟิง อูหมินจิง จงิ่ กล่าวเคารพอูเทียนเหวิน ในการเดินทางครั้งนี้อูเทียนเหวินจะเป็ตัวแทนของอูไต้หรง เพราะอูไต้หรงจำต้องแสร้งาเ็ต่อไปไม่อาจไปร่วมงานได้ ครั้งนี้ในการเดินทางจึงมีอูเทียนเหวิน อูจิง อูจาง อูหลินเฟิง อูหมินจิง จงิ่ หกคนเดินทางไปงานประลองครั้งนี้ โดยที่อูหลินเฟิง อูหมินจิง จงิ่คือผู้เยาว์ที่เข้าร่วมกันประลอง ส่วนอูเทียนเหวินเป็ตัวแทนผู้นำตระกูล อูจิง อูจางนักสู้ระดับหกทั้งสองคือผู้ติดตามที่ทำหน้าที่องครักษ์
“ไม่ต้องมากพิธีกับข้าก็ได้ คุณชายใหญ่ คุณชายรอง คุณชายจง” อูเทียนเหวินกล่าว “ข้าได้จองเรือเหาะสำหรับเดินทางไปแล้ว แต่ว่า การเดินทางครั้งนี้พวกเราจำเป็ต้องขึ้นเรือเหาะลำเดียวกับตระกูลลี่และตระกูลชุน” เรือเหาะนั้นเป็หนึ่งในของที่มีราคาสูงอย่างมากแม้ตระกูลอูจะร่ำรวยหากเทียบกับตระกูลระดับกลางทั่วไปแต่ว่าเรือเหาะนั้นมีแต่ตระกูลระดับสูงเท่านั้นที่จะสามารถไว้ได้เนื่องจากทรัพยากรที่ต้องใช้ดูแลนั้นแพงอย่างมหาศาล
“แม้ว่าเราจะรู้แล้วว่าตระกูลชุน มีเป้าหมายที่ตระกูลอู แต่ว่าข้ายังไม่อยากให้ท่านหาเื่พวกเขาอย่างโจ่งแจ้งจนกว่าจะเริ่มงานประลอง ไม่อย่างนั้นแผนที่คุณชายใหญ่วางไว้อาจเสียหายได้” อูเทียนเหวินได้กล่าวขณะมองหน้าไปยังจงิ่ เพราะครั้งนี้เขาจะต้องร่วมเดินทางบนเรือลำเดียวกับผู้ที่มีส่วนในการฆ่าล้างตระกูลจง แม้ว่าเขาจะเข้าใจว่าจงิ่ต้องแบกความแค้นมากเพียงใดแต่เขาก็ไม่อยากได้เสียการใหญ่
“ข้าจะพยายามผู้าุโใหญ่” จงิ่รับคำ แต่ว่าเขาเองก็ไม่รู้ว่าหากได้เห็นใบหน้าของคนตระกูลชุน เขาจะสามารถควบคุมตนเองได้หรือไม่
“เอานี่ ยันต์ใบนี้จะช่วยเ้าได้” อูหลินเฟิงได้ยื่นยันต์หนึ่งใบให้กับจงิ่
“ยันต์นี่คือ??”
“ยันต์ใบนี้ข้าทำขึ้นเมื่อวาน มันมีพลังในการทำให้จิตใจสงบลง ต่อให้เ้าเห็นคนตระกูลชุนยันต์นี้จะช่วยยับยั้งอารมณ์ด้านลบได้ทั้งหมด และ ยังแฝงด้วยจิตมายาจะช่วยปลอมแปลงใบหน้าบางส่วนให้เ้าเพราะอาจมีคนตระกูลชุนบางคนที่เคยเห็นหน้าเ้า และเมื่อถึงงานประลองเ้าอาจได้เจอตระกูลซีด้วยก็ได้ ตระกูลซีจะต้องจำเ้าได้แน่นอนยันต์นี้จะทำให้พวกนั้นไม่รู้ว่าเ้าคือจงิ่” อูหลินเฟิงได้อธิบายความสามารถของยันต์ออกมา จงิ่จึงได้รับยันต์นั้นไปไว้ที่ตัวเอง
“สมเป็คุณชายใหญ่คิดอ่านได้รอบคอบเสมอ พวกเราออกเดินทางเถอะ” อูเทียนเหวินกล่าวชม ตัวของเขานั้นชื่นชมความฉลาดของอูหลินเฟิง จากการที่ได้คุยกันหลายครั้งเพื่อว่างแผนการทำให้เขาได้รับรู้ว่าอูหลินเฟิงนั้นมีความคิดบางอย่างที่ลึกล้ำกว่าเขามากนัก จากนั้นตั้งสี่คนได้เดินทางไปที่เรือเหาะสำหรับเดินทางไปเทือกเขาหมื่นอสูร
…..
ณ ทางขึ้นเรือเหาะ
“น้องเขย เ้าสบายดีหรือไม่” เสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นขณะที่คณะเดินทางตระกูลอูมาถึงเรือเหาะ เสียงดังมาจากคณะเดินทางตระกูลลี่ที่นำโดยาุโใหญ่ตระกูล ลี่หยาง เพราะประมุขลี่เองก็แสร้งาเ็เช่นกัน คณะเดินทางตระกูลลี่นั้นมีเพียงสี่คน นอกจากลี่หยางแล้วยังมีนักสู้ระดับหกอีกสองคนติดตามทำหน้าที่องครักษ์เช่นเดียวกับตระกูลอู ส่วนชายที่ส่งเสียงเรียกอูหมินจิงแล้วเรียกว่าน้องเขยคือ คุณชายใหญ่ตระกูลลี่ ลี่เจียง ระดับลมปราณระดับสี่ขั้นสูง ชายหนุ่มร่างใหญ่โตทั้งที่อายุเพียงสิบหกปีเท่าอูหลินเฟิงและจงิ่แต่กลับมีกล้ามที่ใหญ่โตรวมกับร่างที่สูงใหญ่ตามแบบของชายในตระกูลลี่ที่ฝึกร่างกายและเพลงหมัด ลี่เจียงจึงดูโตกว่าอายุมากนัก
“อะไรกันพี่ลี่เจียง ข้ายังไม่ได้เป็น้องเขยท่านสักหน่อย” แม้ปากจะพูดแบบนั้นแต่ในหน้าของอูหมินจิงกลับแดงจนไปถึงใบหู ลี่เจียงที่เห็นก็ได้กล่าวต่อ
“ทำไมข้าจะเรียกเ้าว่าน้องเขยไม่ได้ ตัวเ้าชมชอบน้องข้า น้องข้าก็ชมชอบเ้า ผู้าุโสองตระกูลก็ได้กำหนดวันหมั้นหมายว่าหลังงานประลองล่าอสูรจะจัดงานหมั้นขึ้น ทำไมข้าจะเรียกเ้าว่าน้องเขยไม่ได้” ลี่เจียงกล่าว
“ก็เพราะว่าข้ายังไม่ได้หมั้นกับน้องสาวท่านไงเหล่าหากท่านกล่าวเช่นนี้ลี่อิงจะเสียหายได้” ยิ่งพูดใบหน้าของอูหมินจิงก็ยิ่งแดงขึ้นเรื่อยๆ
“เสียหาย?? ยิ่งข้าพูดเช่นนี้น้องสาวข้า ยิ่งชอบใจสิไม่ว่า เ้าเป็ชายชาตรีจะอายกับเื่แค่นี้ทำไม พูดแค่นี้หน้าเ้านั้นแดงกว่าเชอรี่ซะอีก” ลี่เจียงกล่าว เขานั้นชอบใจน้องเขยคนนี้อย่างมากเพราะทุกครั้งที่แซวเื่นี้อูหมินจิงจะมีใบหน้าที่แดงเสมอ
“ข้า ข้า ข้า...” ตัวของอูหมินจิงนั้นอยากพูดอะไรบางอย่างแต่ว่ากลับนึกคำไม่ออก
“เลิกแกล้งคุณชายรองอูได้แล้ว ลี่เจียง” ลี่หยางนั้นกล่าวออกมาเพื่อให้ลี่เจียงหยุดเสียมารยาทแม้เื่ที่กล่าวมานั้นจะถูก ที่ทั้งสองตระกูลกำหนดวันหมั้นไว้แล้ว แต่ก็ไม่ควรไปแกล้งอูหมินจิงมากเกินไป
“ต้องขออภัยแทนคุณชายใหญ่ของข้าด้วย” ลี่หยางกล่าวไปยังคณะของตระกูลอู
“ไม่จำเป็ต้องเกรงใจขนาดนั้นก็ได้น้องลี่หยาง เป็เพียงการพูดเล่นของผู้เยาว์เท่านั้น” อูเทียนเหวินกล่าว
“ขอบคุณพี่อูเทียนเหวินที่เข้าใจ ข้ามีอีกเื่ที่อยากพูดข้า อยากจะขอบคุณคุณชายใหญ่อู ที่มอบเคล็ดวิชาสายจิตให้กับคุณหนูใหญ่สิ่งที่ท่านมอบให้คุณหนูใหญ่ ล้ำค่ามากสำหรับตระกูลลี่ของเรา” ลี่หยางกล่าว ตระกูลลี่มีเคล็ดวิชาหลักคือปราณปฐี และตระกูลลี่เน้นการฝึกฝนร่างกายจึงทำให้บุรุษในตระกูลลี่นั้นมีร่างกายที่ใหญ่โตแต่วิชาฝึกฝนร่างกายของตระกูลลี่กลับไม่เหมาะกับสตรี เหล่าสตรีในตระกูลจึงฝึกเคล็ดวิชาสร้างและควบคุมโกเลมแทน แค่ตระกูลลี่กลับไม่มีเคล็ดวิชาที่จะควบคุมโกเลมเ่าั้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สตรีตระกูลลี่แม้จะมีลมปราณมากพอจะสร้างโกเลมศิลาหลายตัวในคราวเดียว แต่ว่ากลับไม่อาจควบคุมพร้อมกันได้ วิชาที่อูหลินเฟิงได้มอบให้ลี่อิงถึงมีค่าที่ไม่อาจประเมินได้สำหรับตระกูลลี่
“ไม่จำเป็ต้องขอบคุณหรอกผู้าุโลี่หยาง ข้าบอกกับลี่อิงแล้วว่านั้นคือของขวัญสำหรับน้องสะใภ้ในอนาคตของข้า”