อีริค เพย์ตัน ช่างภาพซึ่งเช่าอยู่ในห้องชั้นล่างกับภรรยาของเขาชื่อ แซลลี่ เป็ผู้ช่วยรับและรวบรวมจดหมายที่ส่งมาถึงในขณะที่แฮตตี้ไม่อยู่ไว้ให้ มันมีไม่กี่ฉบับนัก ทั้งนี้เพราะเธอได้ชำระบิลล์ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ไว้หมดแล้ว ก่อนหน้าที่จะเข้าโรงพยาบาล มีแค๊ตตาล็อก 2 เล่มส่งมาจากลูมมิ่งเดลและเมซี่ รายงานประจำเดือนจากสมาชิกสภาตำบล มีจดหมายเกี่ยวกับการขอบริจาคในงานกุศล 2-3 ราย กับจดหมายของหลุยส์ แซนไทน์ที่ส่งมาจากทัคซันเมื่อประมาณ 1 อาทิตย์มานี่เอง เป็จดหมายฉบับที่ตอบฉบับที่แฮตตี้เขียนไปเล่าให้ฟังว่าเด็กคลอดแล้วตามกำหนดแข็งแรงดีและจากไปแล้ว
หลุยส์นั้นเป็ผู้หญิงคนเดียวที่แฮตตี้เรียกว่าเพื่อน...แม้ว่าจะมีบุคคลอื่นๆ รายล้อมอยู่รอบตัว ซึ่งนายแพทย์ แฮรี่ เลนนาร์ดก็เชื่อว่าคนเ่าั้ก็เป็เพื่อนของเธอ และคิดว่าเธอเป็เพื่อนกับพวกเขา แฮตตี้นั้น จะอย่างไรก็ตามได้ตระหนักชัดว่าความหมายของคำว่าเพื่อนนั้น คือการทรยศหักหลังเช่นเดียวกับคำว่า “รัก” เธอรู้ว่ามันมีอิทธิพลกับชีวิตของคนเราอย่างไร แต่การที่หลุยส์ถูกนับเนื่องว่าเป็ “เพื่อน” นั้นอาจจะเป็เพราะเธออยู่เหนือใบหน้าทั้งหลายแหล่ ที่พร้อมจะสำแดงความเป็เพื่อนกับแฮตตี้ คอยช่วยเหลือแฮตตี้เสมอมาด้วยความจริงใจ และไม่เคยที่จะซักไซ้ไล่เลียงหรือแสวงหาข้อผิดพลาดอันจะหยิบยกขึ้นมาติฉินได้
ครั้งหนึ่ง หลุยส์เคยจ้องมองแฮตตี้ซึ่งอยู่ในชุดเสื้อผ้าพิมพ์มีผ้าพันคอปล่อยยาวเกือบจรดพื้น ด้วยดวงตาที่เป็ประกายวาววับ และมิได้บอกเลยว่าหลุยส์อายุอยู่ในวัยกลางคนแล้ว
“เดี๋ยวนี้ฉันรู้แล้วละที่เขาว่ากันว่า คนบางคนมีเสน่ห์เหลือใจนั้นมันเป็อย่างไร”
“เอ๊า... พูดอะไรอย่างนั้นล่ะ” แฮตตี้มองตอบภาพสะท้อนของหลุยส์ในกระจกเงา ขณะที่นั่งพักผ่อนอยู่ในห้องนั่งเล่นแสนสบายในบ้านของหลุยส์ ซึ่งออกแบบปลูกสร้างแบบสเปนประกอบด้วยภาพทิวทัศน์ของูเารินคอน เมาน์เท่นกับทะเลทรายอริโซน่าอยู่ “เธอหมายถึงฉันใช่ไหม?” แฮตตี้ถามอย่างแปลกใจ
หลุยส์ยักไหล่เบาๆ เธอเคยเห็นชีวิตของแฮตตี้มาหลายด้านแล้ว จากความมีเสน่ห์แบบสาวน้อย จนถึงความงามสง่าแบบผู้หญิงที่เป็สาวเต็มตัว เป็แม่ผู้อุทิศตนเพื่อทอมมี่...จนถึง...เธอควรจะเรียกว่าอะไรดี...ผู้หญิงที่วิ่งไปเหลียวมองข้างหลังไปเพื่อจะคอยมองพวกที่ตามติดเธอกับลูกมา
แฮตตี้ไม่ชอบวันเวลาที่อยู่ในภาคตะวันตกเฉียงใต้นั้นเลยโดยเฉพาะในยามเช้าที่นั่น เธอชอบคืนที่หิมะตกพรมพรำในสปริงฟิลด์มากกว่า เพราะมันดูมีชีวิตจิตใจแม้ในความฝัน และเป็เศษเสี้ยวแห่งชีวิตที่ถูกเผามอดมลายลง
เธอตัดสินใจที่จะอ่านจดหมายภายหลังจากที่ได้ปัดกวาดทำความสะอาดอพาร์ตเมนท์ อาบน้ำเรียบร้อยแล้วโทรศัพท์รายสำคัญรายหนึ่ง แน่นอนที่สุดในจดหมายฉบับนั้น จะต้องมีข้อความอย่างน้อยก็ประโยคหนึ่งที่ว่า แฮตตี้ได้กระทำสิ่งโง่เขล่าอย่างยิ่งที่ยอมให้ตัวเองมีเด็ก อย่างที่หลุยส์เคยพูดอยู่เสมอ
“เธอคิดว่ามันเป็การฉลาดแล้วหรือ แม้ว่าจะได้เงินก้อนใหญ่อย่างนั้นก็เถอะ” เมื่อ 6 เดือนที่แล้วหลุยส์ได้เขียนจดหมายมา เมื่อแฮตตี้เขียนไปเล่าให้ฟังว่าตัวเองกำลังท้อง และอยู่ในสถานการณ์เช่นไร “มันไม่เกี่ยวกับเื่เงินหรอก ที่ฉันห่วงก็คือเื่ความรู้สึกของเธอต่างหาก เื่ทอมมี่และ...” หลุยส์ได้เขียนอะไรบางอย่างลงไป แต่ขีดฆ่าทิ้งเสียทั้งประโยค
ตอนนั้น ซึ่งแน่ละมันออกจะเกินไปแล้ว เงินก้อนใหญ่ (แฮตตี้คิดว่า บางทีมันอาจจะเป็ความตั้งใจของแฮรี่ที่จะปิดปากเธอไว้) ถูกฝากเข้าไว้ในธนาคารในบัญชีต่างๆ กัน และขณะนั้น เด็กในท้องก็ได้ 3 เดือนแล้ว แฮตตี้จึงบอกกับเดเมียนว่าเธอขอลาออก
ภายในอพาร์ตเมนท์ที่เขรอะฝุ่น มีแต่ตุ๊กตาที่จ้องมองดูเธออยู่ แฮตตี้รู้แล้วว่าตัวเองควรจะต้องทำอย่างไรเธอจะต้องหลีกเลี่ยงไม่เข้าไปในสถานที่ที่แฮรี่กับภรรยาของเขามักชอบไปอยู่เสมอ อย่างน้อยก็ใน่ระยะ 2-3 เดือนข้างหน้านี้โดยปรกติแล้ว เธอไม่ใช่คนชอบออกไปรับประทานอาหารตามภัตตาคาร ไม่ได้ไปดูละครไปร่วมงานเปิดนิทรรศการศิลป์หรือออกสังคมอย่างที่สองสามีภรรยาเลนนาร์ดทำอยู่อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะไปด้วยกันหรือแยกกันไปก็ตาม เธอสามารถจะบังคับตัวเองมิให้กล้ำกรายไปยังสำนักงานของเขาที่ ปาร์คอเวนิวได้ เธอจะอยู่ทางอีกฟากหนึ่งของตัวเมืองมีเซ็นทรัลปาร์คอันกว้างใหญ่ขวางกั้นไว้ระหว่างตัวเธอกับนายแพทย์ผู้นั้น แต่ถ้าต้องบังเอิญไปพบปะเจอะเจอกันเข้า มันก็ง่ายที่จะบอกเขาไปว่า เธอกลับมาที่นี่เพื่อเยี่ยมเยียนเพื่อนฝูงเท่านั้น
แน่นอนที่สุด แฮตตี้ไม่เคยมีความคิดที่จะย่างฝีเท้าลงในแผ่นดินทัคซันเลย ความมุ่งมาดปรารถนาของแฮตตี้ในยามนี้อยู่ที่เอ็ดเวิร์ด ที. เทาเออส ที่ 3 กับลูกน้อยที่เธอเป็คนอุ้มท้องมา
และความคิดนั้นทำให้เธอเป็สุขยิ่งนัก
หนึ่งสัปดาห์ ภายหลังจากที่แฮตตี้ เบลล์ ซึ่งเป็ชื่อในประวัติของคนไข้ในโรงพยาบาล และในแฟ้มเอกสารของนายแพทย์ แฮรี่ เลนนาร์ด ได้ให้กำเนิดทารกเพศชายน้ำหนักถึง 7 ปอนด์ 3 ออนซ์ สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ที่สุด (นอกจากข่าวลือที่ว่าเจ็บไข้ได้ป่วยนั้น) แพททริเซีย เทาออสได้กลายเป็ผู้หญิงที่มีความสุขที่สุดในแกรฟตัน คอร์เนอร์ คอนเนคติกัต...
ในที่สุดความฝันก็ได้เป็ความจริงขึ้นมาแล้ว ความฝันของเธอกับเนดสามี เป็ความฝันของคนที่ไม่มีลูกและยากจะได้ลูกซึ่งเป็เืเนื้อเชื้อไขของตนไว้เชยชมสักคน
แพทกับเนคขับรถเข้าไปในแมนฮัตตันแต่เช้าตรู่ หลังจากที่ได้รับโทรศัพท์จากนายแพทย์เลนนาร์ด และไปถึงก่อนเวลานัดหมายคือ 9 นาฬิกาเกือบชั่วโมง เนดพูดขำๆ ว่าเขาควรจะขับรถเข้ามาในเมืองทุกวัน แทนที่จะนั่งรถไฟมาจากคอนเนคติกัต แพทรู้ว่าเขาเองต่างก็ตื่นเต้นไม่แพ้เธอ โดยเฉพาะอาการที่คอยแต่เสยผมขึ้นจากหน้าผากทุกๆ 5 นาทีนั่น ท่าทางของเนดในวันนี้ดูหนุ่มขึ้นอย่างประหลาด รูปร่างสะโอดสะองสูงโปร่ง และในสายตาของแพทนั้น เนดเหมือนเด็กชายตัวเล็กๆ ที่รอเช้าวันคริสต์มาสอย่างใจจดจ่อ
“เอ้า... นี่ไงลูกชายของคุณ” นายแพทย์ เลนนาร์ด เอ่ยขึ้น
นางพยาบาลของเขา ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ท่าทางเป็ผู้หญิงใจดีเหมือนคุณยาย ยืนอยู่เคียงข้างอุ้มทารกน้อยไว้ในอ้อมแขน ใบหน้าของพ่อหนูแดงก่ำ เส้นผมสีจางซึ่งจะดำขึ้นเรื่อยๆ แทบมองเห็นภาพจำลองของเนดได้ทันทีที่ก้มลงมองดูแก
“เอ้อ...แกก็เป็ลูกของเนดด้วย” แพทว่า เหลือบตามองเนด
“ไม่ใช่หรอก ฮันนี่...แกเป็ลูกของเราต่างหาก” เนดยิ้มกว้างอย่างดีอกดีใจ “เอาสิ...รับแกมาอุ้มเสีย”
“ฉันกลัวค่ะ” แต่เธอก็เอื้อมมือไปช้อนร่างที่ห่อหุ้มไว้ด้วยผ้าห่มมาจากอ้อมแขนของนางพยาบาล ทารกน้อยดูดปากเล็กของแกไปมา คล้ายจะจูบ ย่นจมูกเผยอเปลือกตาที่ยังจับภาพไม่ได้ขึ้น
“เฮลโล...ยอดรัก” แพททักทายแก
พ่อหนูน้อยเปิดปากหาว
“ยังไม่ทันไรเลย เบื่อแม่แล้ว” เนดกระเซ้า “ลูกของเราไงล่ะ แพท”
“ฉันมีความสุขจริงๆ ค่ะ คุณหมอ เลนนาร์ด ขอบคุณอย่างยิ่ง”
นายแพทย์เลนนาร์ดยักไหล่ให้กับคำขอบคุณนั้น พร้อมกับยิ้มล้อๆ เขาเคยชินกับความศรัทธาที่ผู้หญิงอย่างแพทมอบให้มากมาย ผู้หญิงประเภทที่้าจะมีลูกแต่มีไม่ได้ และทันใดที่ได้อุ้มทารกน้อยไว้ในอ้อมแขนมันก็กลายเป็สมบัติของเธอไปโดยชั่วกาล
“เอาละ...นี่ละ เอ็ดเวิร์ด โทมาส เทาเออส ที่ 4” แพทพูดกับทารกน้อยราวกับเธอจะผูกพันแกไว้ในครอบครัวชั่วนิรันดร์
เนดหัวเราะออกมาเบาๆ
“เอ็ดเวิร์ด เทาเออสก็พอแล้ว ผมไม่อยากจะให้ลูกต้องมาแบกภาระกับชื่อที่ยาวตั้งวานั่นแล้วตัวเองก็ไม่อยากเป็ “ที่ 3” ด้วย”
“แต่เนด...พ่อของคุณ...”
“โอเค...ผมรู้น่า ผมรู้ว่าตัวเองเป็ที่รักของพ่อมากมายแค่ไหน” เนดยิ้มไม่ยอมหุบ...แพทก็เช่นเดียวกันทารกน้อยส่ายหน้าดูดปากอยู่ไปมา ก่อนที่จะอ้าปากกว้างขึ้น
“คุณหมอคะ แกทำท่าเหมือนจะร้องแล้ว จะให้ฉันทำอย่างไรล่ะ?”
“เอากลับไปบ้านสิครับ คุณนายเทาเออส” นายแพทย์เลนนาร์ดบอก “แล้วก็ฉลองวันแม่ให้มีความสุขเลย”
“เราเห็นจะเรียกว่าเอ็ดดี้ไม่ได้หรอกนะ” แพทพูดขึ้นตอนที่เธอกับเนดก้าวออกจากลิฟต์ “เพราะเอ็ดดี้...มันฟังคล้ายๆ กับพวกช่างยนต์อย่างไรไม่รู้ หรือเหมือนกับเด็กๆ ที่คอยตัดหญ้าในสนาม”
“อย่าลืมสิว่าช่างคนหนึ่งที่ทำงานกับเราชื่อซีซิล” เนดพูดขณะที่คนเฝ้าประตูช่วยเปิดประตูให้กว้างออก ยกมือขึ้นแตะขอบหมวกแสดงความเคารพต่อคุณแม่คนใหม่ ซึ่งอุ้มลูกน้อยไว้ในมือตรงหน้า
“ถ้าเราจะตั้งชื่อแกว่า เอ็ดเวิร์ด โทมาสเพื่อเอาใจคุณพ่อของคุณ และเพื่อจะสืบชื่อสกุลต่อไป เราก็ควรจะเรียกแกว่า...ทอม...ไปพลางก่อนนะคะเนด เรายังมีเวลาอีกมากที่จะคิดหาชื่อเรียกแกให้ดีกว่านี้”
“อ้าว...ไหนเธอว่าจะไม่ให้เกิดเื่อย่างนี้ไง...อย่าไปพูดถึงมันมากนักเลย”
เนดจับแขนภรรยาพาเดินข้ามถนนปาร์คอเวนิว ตรงไปยังที่ซึ่งจอดรถไว้ สองสามีภรรยาเทาเออส...เนดกับแพท และบัดนี้กับทารกน้อยที่เรียกขานกันว่าทอมได้ขึ้นรถกลับไปยังแกรฟตัน คอร์เนอร์ ซึ่งวันนี้เนดได้ลางานเพื่อรับขวัญลูกชายหนึ่งวัน
บัดนี้ ครอบครัวเทาออสได้ลูกชายสมใจแล้ว...