ซอมพอถวายอินทร์ สุวรรณโคมคำนครแห่งสายนที

    บทที่ 26. ตอนที่ 2. ช้างพรายในดงเถื่อน

    ใต้แสงจันทร์กระจ่างแลคบเพลิงส่องสว่าง เจ้าแสนเมืองสิงห์ยังมิได้เข้าสู่บรรทม พระองค์ทรงยืนควบคุมไพร่พลแลเหล่าทาส ที่กำลังเร่งมือทำงานอย่างหนักราวกับไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เสียงเลื่อยเสียงตอกสลักไม้ เสียงลากซุงดังระงมไปทั่วชายหาด

    แพใหญ่หลายลำถูกต่อขึ้น เพื่อใช้บรรทุกช้างแลม้าศึก กองเสบียงข้าวแลอาหารมหาศาลถูกจัดเตรียมไว้ เพื่อขนขึ้นแพในเดินทาง

    กองกำลังเสือดำเหล่านักรบมากฝีมือ กำลังตรวจตราศัตราวุธในความมืด

    เจ้าหาญมองดูภาพนั้นด้วยความทึ่ง ความเป็นมืออาชีพและความเด็ดขาดของเจ้าแสนเมืองสิงห์ ทำให้มันรู้ซึ้งว่า สงครามมิได้ชนะกันแค่บนการต่อสู้ แต่มันเริ่มตั้งแต่การวางแผน และหยาดเหงื่อในยามค่ำคืนเช่นนี้เป็นส่วนประกอบอันสำคัญ

    'หากกูยังเป็นไอ้หาญคนเดิม กูคงเป็นได้เพียงเหยื่อในกงเล็บของศัตรู' มันคิดในใจ สายตาที่เคยมองอย่างหวาดหวั่น บัดนี้กลับฉายแววแน่วแน่และดุดันขึ้น เจ้าหาญสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นอายของสายน้ำแลไม้สดต่อแพ ตอกย้ำว่า เวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงได้มาถึงแล้ว

    มันตัดสินใจก้าวเท้าเดินเข้าไปหาเจ้าแสนเมืองสิงห์ ทิ้งเงาแห่งความอ่อนแอไว้เบื้องหลัง เพื่อขออาสาเป็นส่วนหนึ่งของฟันเฟืองที่จะขับเคลื่อนกองทัพสุวรรณโคมคำ สู่ชัยชนะอย่างแท้จริง

    เจ้าแสนเมืองสิงห์ละสายตาจากมัดแพไม้ซางขนาดมหึมา ที่กำลังถูกชักลากลงน้ำ เมื่อเห็นเงาร่างคุ้นตาเดินตรงแน่วเข้าหา พระองค์ทรงหัวเราะในลำคอเบา ๆ พลางยกขวดกระเบื้องใส่น้ำจันฑ์ขึ้นจิบแก้กระหาย จ้าแสนเมืองสิงห์หยิบเหล็กไฟออกจากถุงปักลายข้างเอว ทรงตีเหล็กเข้ากับหินเหล็กไฟเสียงดัง 'เปร๊งๆ' เพียงชั่วอึดใจ ประกายไฟก็ตกลงบนหมันปุยสีนวล พระองค์ทรงหยิบมวนหอม[35](บุหรี่)มวนโตที่ทัดหูอยู่ขึ้นมาจ่อ พลางสูดดึงควันสีเทาจางเข้าปอด ก่อนจะพ่นออกมาท่ามกลางแสงเดือน

    “อ้าว...ไอ้หาญ มึงไม่เหนื่อยหรือไร เดินทางตั้งไกลกว่าจะมาถึงที่นี่ ไยยามนี้ไม่หลับไม่นอน ทิ้งฟูกนุ่มมาเดินตากยุงริมน้ำของทำไมกัน หรือว่ากลิ่นขี้เลื่อยมันหอมกว่ากลิ่นหอมผ้าอบร่ำในคุ้มพญาพรหมเสก อดใจไม่ไหวเลยเดินมาถึงนี่”

    เจ้าหาญทรุดตัวลงคุกเข่า ประสานมือไหว้สาต่อเจ้าแสนเมืองสิงห์ “พี่ท่าน...เร่งรัดงานศึกถึงเพียงนี้ จักให้ข้านอนอุ่นไม่รู้ร้อนรู้หนาวได้เช่นไร ข้าไม่อยากเป็นเพียงตัวสำรอง ที่เอาแต่เดินตามหลังผู้อื่น ข้าอยากรู้...อยากทำได้ เช่นที่พี่ท่านกำลังทำอยู่”

    เจ้าแสนเมืองสิงห์หันมามองหน้ามันเต็มสองตา ภายใต้แสงจากคบไต้ที่วูบไหวตามแรงลม แววตาที่เคยฉายแววระยับขี้เล่นยามเล่าขวัญเรื่องผู้อื่น บัดนี้กลับนิ่งลึกดั่งก้นแม่น้ำของ พระองค์ทรงเดินเข้าไปตบไหล่เจ้าหาญอย่างแรง แลประคองมันให้ลุกขึ้น “กูชอบใจมึงตรงนี้แลไอ้หาญ มึงมันซื่อ...แม้แม่มึงจักสร้างเรื่องฉิบหายไว้ให้แผ่นดินหนักหนา แต่ตัวมึงยังรู้จักแยกแยะ ผิดก็ว่าไปตามผิด ถูกก็ว่าไปตามถูก น้ำใจมึงมันใหญ่นัก”

    พระองค์ทรงชี้ชวนให้เจ้าหาญมองไปยังการประกอบแพ “มึงดูนั่น...การศึกมิใช่เพียงการแกว่งดาบฟันคอคน ทุกอย่างล้วนมีส่วนประกอบสำคัญ อันจักขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปมิได้เลย ดูอย่างพี่มึงเจ้านางซอมพอ นางรู้ว่าเวียงสรวงนั้นกำลังน้อยนัก นางก็สร้างอาวุธขึ้นมาทดแทน แม้ไม่มีกำลังพลมาหนุน แต่ก็มีอาวุธมาเสริม ก็เช่นเดียวกับเราที่มีสายน้ำใหญ่ไหล่ผ่าน การเดินทัพทางน้ำที่ไหลไป จะช่วยให้กองทัพเรายกพลช้างม้าขึ้นฝั่งที่บ้านสบหล่ายงาวได้ในเวลาเพียงข้ามวัน"

    “การใช้เล่ห์กลเช่นนี้...มิใช่การขี้ขลาดหรือพระเจ้าข้า?” เจ้าหาญถามด้วยความซื่อ

    “ขี้ขลาดรึ?” เจ้าแสนเมืองสิงห์หัวเราะร่า “ในเชิงพนันกว่าง...เช่นที่มึงถนัด หากมึงรู้ว่ากว่างของมึงกำลังน้อยกว่าเขา แต่มึงมีชั้นเชิงในการวางไม้ปั่นให้มันฮึดสู้ไม่หนีถอย หรือเลือกเหลี่ยมมุมที่มันจะหนีบได้ถนัด มึงเรียกนั่นว่าขี้ขลาดหรือเรียกว่าปัญญาเล่า? การศึกก็เหมือนการปั่นกว่างนั่นแลไอ้หาญ มึงต้องรู้กำลังของตัวเอง แลรู้จุดอ่อนของคู่ต่อสู้ ถ้ามึงเอาหัวเข้าชนอย่างเดียว มึงก็เป็นได้แค่กว่างขี้แพ้ ที่เขาเอาไปโยนทิ้งเสียในป่าโข่”

    เจ้าหาญนิ่งฟัง แววตาเริ่มเป็นประกายเมื่อพี่ท่านยกเอาเรื่องใกล้ตัวมาเปรียบเทียบ “พี่เมืองสิงห์ ท่านรู้ได้เช่นไรว่าข้าเล่นกว่าง”

    "ไอ้หนุ่ม…นี่มึงคุยอยู่กับผู้ใด กูเจ้าแสนเมืองสิงห์เชียวนะโว้ย มีอันใดที่กูไม่รู้ มึงจำไว้นะไอ้หาญ…แม้นกูจักชอบเรื่องสตรีเพศ หรือชอบสนุกไปวัน ๆ แต่นั่นคือเปลือกที่กูสร้างไว้ให้คนตายใจ แต่แก่นแท้ของคนเป็นผู้นำ คือต้องไม่ทิ้งพวกพ้อง แลต้องทำหน้าที่ของตนให้ถึงที่สุด ยามพักเราพัก ยามรบเราต้องเป็นเสือ มึงชอบชนกว่างมึงก็ทำไป แต่อย่าให้เสียการใหญ่ เอาความช่างสังเกตยามมึงดูเหลี่ยมกว่างนั่นแล มาดูเหลี่ยมคนในชีวิตจริงแลในสนามรบ”

    เจ้าแสนเมืองสิงห์ส่งขวดน้ำจันฑ์ให้เจ้าหาญ “เอ้า...จิบเสียหน่อยให้เลือดลมมันเดินดี คืนนี้มึงไม่ต้องนอน มายืนคุมงานเคียงกู ดูว่าเขาเข้าไม้กันอย่างไร วันเดินทัพมึงต้องเป็นคนคุมแพเสบียงกองหลัง อย่าให้ข้าวผสมหัวกลอยของเจ้านางน้อยต้องตกน้ำไปเสียก่อนเล่า”

    เจ้าหาญรับขวดไหมาจิบ รสปร่าร้อนวาบไปทั่วอก แต่มันกลับรู้สึกมั่นใจอย่างประหลาด ความขุ่นมัวในใจที่เคยมีต่อโชคชะตาเบาบางลง เหลือเพียงความฮึกเหิมที่จะพิสูจน์ตนในฐานะขุนพลมิใช่เพียงลูกกบฏจากเวียงสรวงอีกต่อไป

    “ข้าจักจดจำคำพี่ท่านไว้...จักเหลี่ยมคนในชีวิตจริงหรือสนามรบ ข้าพเจ้าจักดูให้ขาดดั่งเหลี่ยมกว่างพระเจ้าข้า!”

    เจ้าแสนเมืองสิงห์หัวเราะชอบใจ แลยกมวนหอมที่แลดูเหมือนมอดดับไปแล้ว ขึ้นมาสูบจนไฟแดงวาบขึ้นอีกครั้ง แล้วพ่นควันกลิ่นหอมออกจากปาก พลางใช้ปลายนิ้วคีบมวนหอมที่เหลือเพียงกึ่งมวน ขึ้นทัดไว้หลังใบหูอย่างคนเจนจัดในวิชาโลก ก่อนจะเดินไปสั่งงานพวกทาส โดยมีเจ้าหาญเดินตามติดเพื่อเรียนรู้สังเกตการงาน

     

    เวลาผ่านไปเพียงสองวันทุกอย่างก็พร้อมสรรพ ขุนหลวงอินทร์ถวายมีพระบัญชาแจ้งกระจ่างภายในหอคำหลวงเรื่องกำหนดการเดินทางไปคล้องช้างเผือก โดยใช้คนนำทางของท้าวเสือฟ้า แลพรานกะเหรี่ยง ผู้สมอ้างว่าเป็นคนพบเห็นช้างเผือกงางามกลางดงเถื่อน แลยังประกาศเรื่องทำศึกกับเวียงทุ่งหลวง เมืองใหญ่ฟากหล่ายโขงอันสมบูรณ์ไปด้วยข้าวกล้าธัญญาหาร สร้างความแตกตื่นเซ็งแซ่ แต่สุดท้ายกลับไม่มีคนกล้าขัดขืนต่อความต้องการแห่งเจ้าเหนือหัว

    ลานหอผี ถูกประกอบพิธีขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อน ด้วยขุนหลวงอินทร์ถวาย มิได้มาเพียงเพื่อสักการะ แต่ครานี้พระองค์มาเพื่อประกอบพิธีใหญ่ อัญเชิญเอาเชือกประกำ[36]เพื่อออกไปใช้คล้องช้างป่าสำคัญ นำกลับมาประดับบารมียังบ้านเมืองตน ขุนหลวงอินทร์ถวายทรงประทับเด่นเป็นประธาน ท่ามกลางกลิ่นธูปกำยานที่ลอยกรุ่นส่งกลิ่นหอมกำจายไปทั่วบริเวณ

    เจ้านางน้อยเกศแก้วนำปั๊บสาเล่มต้นฉบับมาส่งคืนให้ขุนหลวงอินทร์ถวาย แลส่งเล่มคัดลอกให้แก่พญาพรหมเสกพี่ชายตน ทุกอย่างแล้วเสร็จทันส่งมอบคืนให้พระองค์ทันเวลาพอดี

    เจ้าอินทร์สรงบุตรชายของพระชายาจันทร์แดง ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเสียจริตเป็นผีบ้าด้วยแรงคุณของย้อนเข้าใส่ตน บัดนี้กลับมามีท่าทีสงบเสงี่ยม แววตาที่เคยแข็งกร้าวก็อ่อนแสงลง ราวคนสำนึกในผิดตน ร่างกายที่เคยผ่ายผอมเป็นแผลพุพอง กลับเริ่มฟื้นคืนมาเป็นปกติ ผมเผ้าที่เคยต้องโกนทิ้ง ก็เริ่มยาวหนาตาขึ้น ทุกอย่างก็ด้วยการรักษาดูแลของขุนหลวงอินทร์ถวาย

    เจ้าอินทร์สรงคลานเข่าประคองพานขันดอก มาหยุดลงแทบเบื้องพระบาทของผู้ซึ่งครั้งหนึ่ง มันหมายหัวเอาชีวิต แต่ในยามนี้ มันกลับต้องมาหมอบกราบแทบบาทเพื่อขอขมา

    “ข้าพระองค์แลพระมารดา ขอน้อมขมาต่อพระบาทเจ้า ที่เคยล่วงเกินด้วยอวิชชาแลตัณหาบังใจ บัดนี้พระองค์ทรงเมตตาชุบชีวิตข้าพเจ้าให้คืนกลับมา ข้าพเจ้าขอถวายสัตย์ จักจงรักแลภักดีต่อสุวรรณโคมคำไปจนกว่าชีวิตจักหาไม่”

    [35] มวนหอม คือเครื่องสูบสมุนไพรพื้นบ้านที่ทำจากดอกไม้และพืชหอมตากแห้ง มวนด้วยใบตองหรือใบเหียง ใช้สูบเพื่อผ่อนคลาย ไล่แมลง หรือประกอบพิธีกรรม ก่อนที่ยาสูบจากต่างแดนจะแพร่เข้ามาในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์หลายร้อยปีต่อมา

    [36] เชือกประกำ: เชือกศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ในการคล้องช้าง (จับช้างป่า) ทำจากหนังควายตากแห้ง นำมาฟั่นรวมกันเป็นเกลียวอย่างหนาแน่น ถือเป็นเครื่องรางและสิ่งสถิตของ “ผีประกำ” หรือดวงวิญญาณของครูบาอาจารย์และบรรพบุรุษนักสิทธิ์วิทยา มีความสำคัญและได้รับความเคารพสูงสุดในวิถีชีวิตของชาวกูย (ส่วย) และกลุ่มควาญช้างโบราณ โดยมีข้อห้ามและสัจจะวาจาที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด


    อ่านฟรีจนจบ 143 ตอน ปิดจบติดเหรียญถาวร

    แบบอีบุ๊ค 3 เล่มจบ :

    เล่ม 1. https://shorturl.asia/e8Lbh

    เล่ม 2   https://shorturl.asia/BxnNW

    เล่ม 3. https://shorturl.asia/hCcXH

    คล้ายกับเรื่องซอมพอถวายอินทร์ สุวรรณโคมคำนครแห่งสายนที ที่คุณอ่าน