ชิงคน (ตอนต้น)
ใบหน้าคมหันมองไปยังต้นเสียง นอกกรอบผ้าม่านเตียงที่ถูกเก็บแล้วยังมีโม่เซิงยืนอยู่ อีกฝ่ายจ้องตอบกลับมาด้วยสีหน้ากระวนกระวาย ครั้นเห็นดวงตาของเ้านายกลับมากระจ่างชัดปราศจากแววเหม่อลอยแล้ว องครักษ์หนุ่มก็ถอยหลังไปหนึ่งก้าวด้วยท่าทางโล่งอก
"ฟ้าแจ้งแล้วขอรับ นายท่านจะลุกจากเตียงเลยหรือไม่ขอรับ" ปากของเขาเอ่ยถาม แต่สายตากลับมองที่มือขวาซึ่งกำแน่นของเ้านาย
โอวหยางิหลิงแบมือข้างนั้นออกก็พบว่าถ้วยชาที่เคยถือไว้กลายเป็ผุยผงไปแล้ว ดูท่าอารมณ์ที่พลุ่งพล่านขึ้นมาเมื่อครู่จะทำให้เขาเผลอบีบมันเข้า ยังดีที่ชาตินี้เขาฝึกวิชายุทธ์จนกำลังภายในแข็งแกร่งยิ่งกว่าในอดีตแล้ว ถ้วยชาถึงแหลกเป็ผงไปโดยไม่ทิ้งรอยแผลใดๆ ไว้ที่ฝ่ามือ
"เอาแบบนั้นแล้วกัน" โอวหยางิหลิงสงบใจลง มือสะบัดทิ้งเศษผงกระเบื้องลงพื้น พลางมองไปทางหน้าต่างเห็นแสงสียามเช้ากำลังฉายชัดมากขึ้นเรื่อยๆ เขาถึงรู้ตัวว่าตนเองนั่งเหม่อมาเกือบครึ่งคืนที่เหลือ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เลยโม่เซิงจะเป็ห่วง
โม่เซิงพยักหน้ารับคำแล้วรีบทำความสะอาดเศษถ้วยชาก่อนผละออกจากห้องไป ไม่นานก็กลับมาพร้อมอ่างใส่น้ำและผ้าสะอาด นำมาวางที่โต๊ะข้างหัวเตียงเสร็จก็ไปเตรียมชุดผลัดเปลี่ยนให้เ้านาย ท่าทางคล่องแคล่วไม่แพ้บ่าวประจำจวนสักนิด
โอวหยางิหลิงมองการทำงานของโม่เซิงเงียบๆ ชายคนนี้...กับองครักษ์ประจำตัวเขาอีกสามคนคือ โม่ซวน โม่เถี่ย และโม่ถง ล้วนเป็องครักษ์คนสนิทที่เคยทำงานกับเขาเมื่อชาติก่อน ทั้งหมดเริ่มทำงานครั้งแรกใน่ก่อนจักรพรรดิซิ่งเหวินจะสิ้นพระชมน์ แต่ละคนล้วนมีความสามารถเป็ที่พอใจของเขา นิสัยใจคอหรือก็ภักดีต่อเ้านายอย่างยิ่ง และยังเหมือนกับเขาตรงที่...ทุกคนมีจุดจบที่น่าอนาถ
โม่เซิงโดนขุนศึกคู่กายขององค์ชายใหญ่บั่นคอขณะปะทะในศึกสุดท้ายก่อนบัลลังก์จะตกแก่องค์ชายหก โม่เถี่ยตายเพราะปกป้องเขาจากการถูกลอบสังหารกลางค่ายทัพ ส่วนโม่ซวนกับโม่ถงจากไปพร้อมกันในเหตุดินถล่มโดยหาศพไม่เจอทั้งคู่
พอมาชาตินี้ โอวหยางิหลิงดึงตัวทั้งสี่คนมาจากกององครักษ์ประจำตระกูล โดยไม่สนใจเลยว่าทั้งสี่คนยังเป็เพียงองครักษ์ปลายแถวเท่านั้น ครั้นได้ตัวมาเขาก็กำหนดหลักหลักสูตรบ่มเพาะความรู้ให้ด้วยตนเอง ยามอาสาไปรบที่หนานผิงก็พาทั้งสี่ไปร่วมเป็ร่วมตายด้วยกัน ทำให้องครักษ์ทั้งสี่ที่มีพร์อยู่แล้วพัฒนาความสามารถขึ้นมาเทียบเท่ากับในอดีตชาติภายในเวลาอันสั้น ที่สำคัญความจงรักภักดีดูจะมากกว่าชาติก่อนเป็เท่าตัว
สำหรับโม่เซิง แม้จะตัวใหญ่ประหนึ่งหมีดำ ทว่านิสัยละเอียดอ่อน โอวหยางิหลิงจึงให้เป็หัวหน้ากลุ่มและคอยติดตามใกล้ชิดเขา ส่วนโม่ซวนเป็คนมีไหวพริบ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี จึงมีหน้าที่คอยประสานงานกับคนภายนอก โดยเฉพาะยามที่พวกเขาอยู่นอกเมืองหลวงเช่นนี้ โม่ซวนมีหน้าที่กลบเกลื่อนร่องรอยการเดินทาง ส่วนโม่เถี่ยกับโม่ถงเป็พวกปากหนักและแกะรอยเก่ง คนหนึ่งถูกส่งไปทำงานอื่น ขณะที่อีกคนถูกไปส่งตามหาพี่น้องสกุลฉู่ที่หายไป
ภายหลังจากองครักษ์คนสนิทตระเตรียมทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว โอวหยางิหลิงก็ไปจัดการธุระส่วนตัวของตนเองและกินอาหารเช้าง่ายๆ เสร็จแล้วถึงย้ายตัวเองไปนั่งจิบชาที่ชานริมหน้าต่าง ชมทิวทัศน์ป่าใหญ่กับเขาสูงในสายหมอกไปพลางเริ่มสอบถามเื่งานจากโม่เซิงไปพลาง
"การส่ง 'ของ' ไปเมืองหลวงเป็อย่างไร"
"เรียนนายท่าน ราบรื่นทุกอย่างขอรับ ของถึงมือท่านผู้นั้นแล้ว ท่านยังกำชับว่า เื่งานสำเร็จแล้ว มิควรเตร็ดเตร่นาน ควรรีบกลับในเร็ววันขอรับ" โม่เซิงค้อมกายรายงานอย่างอ่อนน้อม
"รีบไปให้เขาใช้งานหรือ" โอวหยางิหลิงแค่นเสียงเหยาะหยัน "ฮึ! ฝันหวานแล้ว"
"เพราะท่านผู้นั้นไว้วางใจท่านจึงอยากเรียกใช้งานท่านมากกว่าผู้อื่น"
"ไว้วางใจหรือ" โอวหยางิหลิงหรี่ตาทวนคำ จากนั้นส่ายหน้าน้อยๆ "ไม่หรอก ตำแหน่งอย่างเขาจะไว้ใจใครได้ หากมีความไว้วางใจต่อผู้ใดจริงๆ จะส่งข้ามาที่นี่หรือ ไอ้ลูกหมาหน้าเหม็นของเขาก็เหมือนกัน อยู่ดีไม่ว่าดี ดันมารนหาที่ตาย ต้องมาทำงานบัดซบเยี่ยงนี้ ข้าไม่ขอรางวัลไปเมืองหยางคังก็นับว่าดีมากแล้ว"
"นายท่านอย่าพูดเช่นนี้" โม่เซิงรู้สึกตัวเย็นวาบ ฝ่ามือมีเหงื่อบางๆ ซึมออกมา จะมีใครเหมือนเ้านายของเขาบ้างหรือไม่ นินทาคนที่มีอำนาจเหนือกว่าอย่างไม่เกรงฟ้าเกรงดินสักนิด
คนโดนเตือนกลับทำหน้าไม่ใส่ใจ แม้ประสบการณ์แย่ๆ จากชาติก่อนจะช่วยให้เขาสุขุมขึ้นบ้าง แต่พื้นเพนิสัยเขาก็เป็ใจร้อนอยู่แล้ว กอปรกับการพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้อารมณ์แปรปรวนได้ง่าย คราวนี้มิได้อยู่ต่อหน้าคนสั่งงาน เขาก็คร้านจะยั้งปากตัวเองไว้ให้เหนื่อยแรง
"เฮอะ! งานชิ้นนี้ทำให้ข้ากับพวกเ้าเปลืองแรงกันไม่น้อย จะอย่างไรก็ต้องพักผ่อนสักระยะ ปล่อยให้เขารอสักหลายวันหน่อยจะเป็ไรไป"
โม่เซิงฟังแล้วก็ไม่ออกความเห็นเื่นี้ต่ออีก เนื่องจากรู้ดีว่าเ้านายตัดสินใจไปแล้ว "เช่นนั้นเราไปที่เมืองิคังดีหรือไม่ขอรับ ที่นั่นงดงามราวกับเจียงหนานในตำนาน ห่างจากที่นี่เพียงสามวันเท่านั้น ฮูหยินผู้เฒ่าเคยเปรยว่าอยากได้ชาขึ้นชื่อของที่นั่นด้วย"
โอวหยางิหลิงไม่ได้รีบร้อนตอบ เพียงครุ่นคิดพร้อมไล้นิ้วหัวแม่มือกับปากถ้วยชาเบาๆ "จดหมายจากอาถงจะมาเมื่อใด"
สีหน้าขององครักษ์หนุ่มขรึมขึ้นหลังได้ยินคำถาม อาถงที่เ้านายของเขาพูดถึงก็คือ 'โม่ถง' ซึ่งรับหน้าที่ตามหาคนอยู่ที่เมืองหยางคัง ปกติจะส่งข่าวกลับมาเดือนละครั้ง เมืองหลวงกับเมืองหยางคัง ถ้าเดินทางด้วยม้าเร็วจะใช้เวลาราวยี่สิบวัน ยังไม่นับรวมเวลาส่งข่าวมาหาพวกเขาที่นี่อีก ข่าวคราวครั้งล่าสุดเพิ่งมาถึงเมื่อสองสามวันก่อน เป็ไปไม่ได้ที่จดหมายฉบับต่อไปจะมาถึงในเร็ววันนี้
"นายท่าน ข้าคิดว่า..." โม่เซิงเพิ่งจะเปิดปากพูดก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นโอวหยางิหลิงตวัดตามามอง
"ข้ารู้ว่าเ้าจะพูดอะไร และรู้ด้วยว่าเ้ากำลังกังวลอะไรอยู่ เวลาผ่านมาสองปีแล้วอย่างไร ตราบใดที่ข้ายังไม่เห็นศพด้วยตาตัวเอง ข้าก็จะตามหาต่อไป" น้ำเสียงของชายหนุ่มฟังดูไม่ค่อยดีนัก บ่งชัดว่าอารมณ์เสียขึ้นมาแล้ว
"สองตระกูลไม่เคยเกี่ยวข้องกันโดยตรงแล้วอย่างไร เ้าลืมไปแล้วหรือว่า ฝ่าาทรงชื่นชมฉู่ซู่อวิ๋นแค่ไหน เขาเป็แม่ทัพฝีมือดี ตอนอายุสิบเจ็ดก็ยกทัพไปชิงเมืองเว่ยคังที่ตกเป็ของศัตรูมาเกือบสามสิบปีกลับมาได้ นับเป็ความชอบใหญ่หลวงที่ทำให้เขาได้รับแต่งตั้งเป็เจิ้นหยางโหวเชียวนะ" โอวหยางิหลิงเว้น่เพื่อจิบน้ำชา "การศึกเมื่อปีนั้น เมืองเว่ยคังมีทหารรักษาการอยู่ถึงสามหมื่นนาย แต่ฉู่ซู่อวิ๋นกลับใช้กำลังพลเพียงครึ่งเดียวตีคืนมาได้สำเร็จ เมืองหยางคังเป็เมืองใหญ่ ป้อมปราการแข็งแกร่ง ฉู่ซู่อวิ๋นใช้แผนป้องกันที่ดีที่สุดคุ้มครองเมืองตลอดมา หากบอกว่าเขาต้านศึกครั้งนี้มิไหว คนอื่นอาจเชื่อ แต่ข้าไม่เชื่อ ฝ่าาก็ยิ่งไม่เชื่อ"
ถึงแม้ว่าชายหนุ่มจะยกฉู่คนพี่มาอ้างกับลูกน้องเพื่อตัดปัญหาส่งๆ กระนั้นความสงสัยของเขาก็เป็เื่จริง ไม่ว่าจะชาติก่อนหรือชาตินี้ เขาคิดอยู่ตลอดว่า การศึกที่เมืองหยางคังเห็นผลลัพธ์เร็วเกินไป
แน่นอน...เ้าเผ่าโหย่วหลีเป็แม่ทัพมากความสามารถ กองทัพในมือมีจำนวนมากกว่าเจ็ดหมื่นนาย เมื่อโจมตีเมืองหยางคังอย่างกะทันหันย่อมก่อความเสียหายได้ไม่มากก็น้อย เพียงแต่ฉู่ซู่อวิ๋นเป็แม่ทัพมากฝีมือเหมือนกัน แม้มีกองกำลังป้องกันเมืองเพียงสองหมื่นนาย แต่ด้วยแผนการคุ้มกันเมืองอันเข้มแข็ง ประกอบกับความแข็งแกร่งของกำแพงเมือง เจิ้นหยางโหวผู้นั้นสมควรยันทัพศัตรูไว้ได้จนกว่ากองทัพเสริมของเถียนซื่อหล่างจะมาถึง มิใช่ถูกโจมตีจนพังทลายในชั่วข้ามคืนทั้งสองชาติเยี่ยงนี้
เมื่อชาติก่อนเพราะมัวแต่ทำเื่เหลวไหล เขาจึงเลิกสนใจเื่นี้ไปในเวลาไม่นานนัก ในทางตรงกันข้ามชาตินี้เขาสนใจทุกอย่าง ทว่าข้อมูลที่ได้รับมากลับแทบไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ทุกอย่างเหมือนกับว่าเผ่าโหย่วหลีมีกำลังมากกว่าโผล่มาทุบๆ พังๆ เมืองหยางคังก็แตกยับ แม่ทัพประจิมหนุ่มอ่อนประสบการณ์ตรงข้ามต้านไม่ไหวจึงเป็ฝ่ายแพ้ไป
่หนึ่งถึงกับมีขุนนางฝ่ายบุ๋นกลุ่มหนึ่งร้องเรียนต่อจักรพรรดิว่า เมืองหยางคังแตกพ่าย เพราะแผนรับมือของฉู่ซู่อวิ๋นไม่ดีพอ ขอลงโทษย้อนหลังและงดทำศพเช่นลูกหลานขุนนางชั้นสูง ฎีกาเ่าั้ถูกจักรพรรดิทรงระงับไว้ ตรัสว่าหากยังพบไม่เบาะแสที่ดีกว่านี้ พระองค์จะยังไม่ทำสิ่งใดทั้งสิ้น สถานการณ์จึงดำเนินมาอย่างคลุมเครือจนถึงตอนนี้ แม้แต่บรรดาศักดิ์เจิ้นหยางโหวที่ทรงแต่งตั้งให้ฉู่ซู่อวิ๋นทดแทนของเดิมที่สิ้นสุดลงในยุคของบิดา พระองค์ก็ยังทรงเก็บไว้ มิได้มอบให้น้องชายต่างมารดาตามที่มีฎีกาเสนอขึ้นไปแต่อย่างใด แต่พระองค์ทรงแต่งตั้งเถียนซื่อหล่างเป็แม่ทัพพิทักษ์ชายแดนเหนือแทน
"แล้วถ้าหาก..." โม่เซิงฟังเ้านายพูดแล้วก็ทำหน้าไม่ถูก เื่การศึกเขาก็สงสัยไม่ต่างกัน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการที่นายท่านนอนละเมอหาฉู่คนน้องด้วยเล่า ตัวเขากังวลเื่คนนี้มากกว่าเื่ของฉู่คนพี่เสียอีก ทว่าเขาไม่กล้าเอ่ยปากพูดต่อ เพราะเห็นสายตานายท่านแล้ว ถ้าขืนพูดไม่ระวัง มิแคล้วถูกลงโทษด้วยวิธีการน่าอนาถเป็แน่แท้
"ถ้าคราวหาทั้งชายแดนไม่เจอ ก็ต้องส่งคนออกไปนอกประตูเป่ยหยาง ต่อให้ต้องควานหาไปไกลแปดร้อยหลี่ถึงเมืองโซ่วของพวกโหย่วหลีก็ต้องหาให้เจอ!"
"นายท่าน นายท่านขอรับ!"
ถ้อยคำอันมุ่งมาดของโอวหยางิหลิงไม่ทันจะขาดเสียงดี เสียงะโอันเร่งร้อนก็ดังขึ้นจากด้านนอก เ้านายกับองครักษ์หันมองไปยังประตูพร้อมกัน บุรุษร่างสูงโปร่งในชุดสีเทาพลันผลุนผลันเข้ามาในห้อง รีบร้อนเสียจนเตะเก้าอี้กลมตรงกลางห้องล้มลงดึงตึงก็ยังไม่รู้ตัว
"มีอะไรรีบร้อนขนาดนี้ อาซวน ไม่เห็นหรือว่านายท่านกำลังพักผ่อนอยู่" โม่เซิงตำหนิแต่มิได้ขวางทาง ปล่อยให้ผู้มาใหม่ถลามาตรงหน้าเ้านาย
"มีสารมาจากชายแดน ส่งมาด้วยเหยี่ยวสื่อสารขอรับ!" โม่ซวนบอกพร้อมยื่นกระบอกสารสีดำอันเล็กๆ ไปให้
โอวหยางิหลิงคว้ากระบอกสารอันนั้นมาเปิดอ่านทันที เนื่องจากสารจากเหยี่ยวสื่อสารจะมีความสำคัญสูงสุดในบรรดาสัตว์ส่งสารทั้งหมด จะใช้ก็ต่อเมื่อเป็เื่สำคัญจริงๆ เพียงไม่กี่เื่เท่านั้น และเมื่ออ่านจบ ดวงตาสีเข้มของเขาพลันส่องประกายวาบราวกับมีเปลวไฟลุกพรึ่บขึ้นมา เสียงทุ้มสั่งการดังกึกก้องไปทั่วทั้งชั้น
"ทุกคนเตรียมตัวออกเดินทางเดี๋ยวนี้!!"
___________
สนทนาท้ายตอน
พั่งพั่ง - เตรียมไปไหนหนอ