บทที่ 132 การแสดงตัว
ห้องวิจัยทั้งหมดถูกย้ายไปอยู่รวมกัน แยกห้องสำหรับการผลิตสินค้าหลังจากที่มีการวิจัยสำเร็จแล้วเอาไว้อีกที่เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมา ครั้งนี้แม้แต่รัญชนาก็ยังย้ายที่ทำงานของตนเองไปอยู่กับพวกเขาด้วย ไม่มีอะไรที่เธอจะต้องปิดบังอีกต่อไปแล้ว มันจะเป็นการดีกว่าหากการศึกษาของเธอสร้างแรงบันดาลใจให้กับพวกเขาด้วย
อย่างไรก็ตาม เวลาในการศึกษาของเธอไม่ได้มากมายเหมือนกับก่อนหน้านี้แล้ว ทั้งหมดเป็นเพราะงานที่อยู่ในการดูแลของรัญชนามากเกินไป แม้ว่าหน่วย 7 จะไม่ได้ให้เธอช่วยเหลือในการปกป้องพื้นที่เขตแดนของพวกเขาอีก และทำงานหนักกันตามลำพัง ถึงอย่างนั้น...งานจุกจิกเช่นงานเกี่ยวกับการเพาะปลูกที่หน่วย 7 ไม่ได้มีความรู้ด้านนี้โดยเฉพาะก็ยังต้องเป็นเธอที่จัดการอยู่ดี
รัญชนาพูดคุยการแบ่งแปลงพื้นที่กับคนงานที่ถูกว่าจ้างมาตั้งแต่ก่อนวันสิ้นโลกระลอกที่สอง พวกเขายังเต็มใจที่จะทำงานอยู่ในหน่วย 7 นี้ แม้จะเสนอให้ออกไปทำงานเฉพาะของตนเองแล้วก็ตาม ถือเป็นเรื่องดีเพราะหน่วย 7 จะได้ไม่ต้องยุ่งยากในการรับคนมาทำงานรายวันอีก
ตอนนี้พื้นที่สำหรับเพาะปลูกพืชกินได้นั้นเต็มไปหมดแล้ว จำเป็นต้องขยายแปลงพื้นที่ออกไป ซึ่งนั่นหมายความว่าต้องมีการถากถางพื้นที่เพิ่มเติม แน่นอนว่าพืชสำหรับกินได้เหล่านี้ไม่ได้สำคัญสำหรับรัญชนาและหน่วย 7 มากนัก
เธอได้ให้เมล็ดพันธุ์กับพวกสมาชิกคนอื่นๆในปราการไปแล้ว หลังจากนี้เมื่อพวกเขาเก็บเกี่ยวได้ ผลผลิตจำนวนหนึ่งจะกลายเป็นของหน่วย 7 แทนค่าเช่าพื้นที่เพาะปลูก ดังนั้นพวกเธอไม่จำเป็นที่จะต้องกังวลเกี่ยวกับอาหาร ยิ่งในพื้นที่ของหน่วย 7 นี้มีต้นไม้แห่งชีวิตทั้งหมดอีก 6 ต้นที่ยังเหลือ ตัดต้นไม้แห่งชีวิตที่ต้องมอบเอาไว้ให้กับจิตวิญญาณผู้พิทักษ์นกไฟยักษ์ไปแล้วหนึ่งต้น
ซึ่งจำนวนเท่านี้เรียกว่ามากเกินพอด้วยซ้ำ เอาไว้หลังจากนี้สามารถรวบรวมวงล้อมแห่งโชคชะตาที่มีคุณสมบัติพิเศษได้ เธอค่อยนำออกมาใช้อีกอันแล้วก็ทำเป็นพื้นที่ของหน่วย 7 เพิ่มเติมเพื่อขยายขอบเขตก็ยังได้
แน่นอนว่าพื้นที่สำหรับวงล้อมแห่งโชคชะตาจากหมู่บ้านดอกไม้นั้นไม่ได้มีขนาดเล็กๆ ถ้าต้องการเพาะปลูกเพื่อให้สมาชิกในปราการทั้งหมดมีอาหาร เชื่อได้เลยว่าต่อให้พวกเขากิน 5 มื้อต่อวัน อาหารเหล่านี้ก็ยังเพียงพออยู่ดี เพียงแต่....รัญชนาไม่ได้ต้องการที่จะเพาะปลูกเพื่อบริโภคกันภายในเท่านั้น แผนของเธอก็คือการกลายเป็นแหล่งการค้าผลผลิตที่ยอดเยี่ยมด้วย
ตอนนี้หน่วย 7 ได้รับวงล้อมแห่งโชคชะตาขนาดเล็กมาแล้ว 3 อัน นี่เป็นการรวบรวมตามความรู้ในนิยาย 1 อัน และอีก 2 อันเป็นอันที่พวกเขาไปเจอ
นอกจากวงล้อมแห่งโชคชะตาแล้ว พวกเขาก็ยังมีแหล่งพลังงานอย่างพวกผลึกปีศาจแมลงเล็บเหล็กอีกหลายร้อยหลายพันอัน ทว่า...สิ่งที่มีคุณสมบัติมากกว่าผลึกปีศาจแมลงเล็บเหล็กก็คือ “ผลึกปีศาจสีเขียว” ซึ่งเป็นปีศาจที่ออกมาจากถ้ำ โดยรัญชนาให้หน่วย 7 เฝ้าระวังเอาไว้ก่อนหน้านี้นั่นเอง
ถึงพวกมันจะไม่ได้มีมากนักถ้าเทียบกับผลึกปีศาจแมลงเล็บเหล็ก เพราะสุดท้ายแล้วพวกมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่หาได้ไม่ง่ายนัก การสืบพันธุ์และเพิ่มจำนวนลูกยากยิ่งกว่ามนุษย์เสียอีก เผ่าปีศาจสีเขียวนี้เป็นเผ่าที่จะบอกว่าเป็นมิตรก็ได้ ทว่า...พวกมันก็เป็นตัวอันตรายสำหรับสตรีเช่นกัน
สมาชิกในเผ่าของพวกมันจะเกิดออกมาเป็นเพศผู้เท่านั้น ถ้าต้องการสืบพันธุ์ก็จะต้องจับเพศเมียจากเผ่าอื่นมา และหลังจากนั้นก็ใช้งานเพศเมียนั้นจนตายไป เป็นเรื่องน่าอดสูที่ทำให้รัญชนาตัดสินใจว่าพวกมันสมควรจะตาย และไม่ควรจะสร้างหมู่บ้านของตนเองในพื้นที่ใกล้ๆเผ่ามนุษย์นี้
แน่นอนว่าการสำรวจของหน่วย 7 ในพื้นที่รัศมีประมาณ 100 กิโลเมตรจากหน่วย 7 ไปนี้ ไม่มีประตูเคลื่อนย้ายปรากฏอยู่ใกล้ๆ อีก นอกจากเจ้าเผ่าปีศาจเสียเขียวที่ถูกทำลายไปก่อนหน้านี้แล้ว ข้อดีของมันก็คือพวกเขาไม่จำเป็นต้องกลัวการเคลื่อนไหวในช่วงเวลาอันสั้นนี้ รวมถึงยังสามารถที่จะหาทรัพยากรภาคพื้นที่ไปในตัวด้วย
อย่างไรก็ตาม...เรื่องนี้ยังมีข้อเสียอีกเช่นกัน
นี่หมายความว่าพื้นที่รอบๆนี้จะกลายเป็นพื้นที่ที่เผ่าอื่นๆต้องแย่งชิงกันในอนาคตแน่ ถ้าหน่วย 7 ไม่มีความสามารถที่จะขยายเขตของตนเองออกไป เช่นนั้นพวกเขาก็จะต้องเจอกับการกดดันที่มากขึ้นในอนาคต มันจะเป็นอย่างไรถ้าผู้ที่ครอบครองพื้นที่ในภายหลังวางตัวเป็นศัตรูกับพวกเขา
ดังนั้นเพื่อให้พื้นที่หน่วย 7 ปลอดภัยอยู่เสมอ หลังจากนี้พวกเขาจะต้องเคลื่อนไหวอย่างจริงจัง แล้วก็ขยายพื้นที่ของตนเองออกไปให้ไกลเท่าที่จะทำได้
อย่างน้อยๆ รัญชนาก็ตั้งใจเอาไว้ว่า...ควรจะต้องได้รับวงล้อมแห่งโชคชะตาที่มีขนาดเท่ากับวงล้อมแห่งโชคชะตาจากหมู่บ้านดอกไม้จากพื้นที่รอบๆนี้ประมาณ 10 อันขึ้นไปจึงจะเหมาะสม
หากได้รับพวกมันเพียงพอแล้ว ทรัพยากรในมือก็จะเพิ่มขึ้นมากไปด้วย แล้วก็ยังสามารถที่จะยึดครองพื้นที่เอาไว้ก่อน เพื่อขายพวกมันให้กับเผ่าพันธุ์ที่เป็นมิตรได้ในอนาคต
แน่นอนว่ามันยังเป็นเรื่องอีกสักพักใหญ่ๆ งานแรกที่เธอต้องทำในเวลานี้ก็คือการเพาะปลูกทรัพยากรที่จะเป็นประโยชน์ และดึงดูดให้เผ่าพันธุ์ระดับสูงที่เป็นมิตรเข้ามาใกล้ให้ได้ก่อน
“คุณผู้หญิง แปลงเพาะปลูกดอกเบญจาธาตุไฟนั้นเติบโตได้ดีมากขึ้นหลังจากที่ใช้พลังไฟที่ได้รับมาจริงๆ เพียงแต่...มันก็ส่งผลไม่ดีต่อดอกเบญจาธาตุน้ำด้วยครับ พวกเราควรจะแยกแปลงเพาะปลูกออกไปดีไหม ผมกังวลว่าพวกมันจะตายกันทั้งหมด...” ผู้ดูแลสวนคนหนึ่งแสดงความคิดเห็นของตนเองออกมา
รัญชนาก็พยักหน้ารับกับเขาด้วย เธอเองก็เห็นแล้วเช่นกันว่าการรับเอาจิตวิญญาณผู้พิทักษ์ที่มีธาตุไฟเข้ามาส่งผลกระทบกับแผนหลายๆอย่าง ในอนาคต...มันจะดีกว่าถ้าเธอสามารถหาผู้พิทักษ์ที่มีพลังธาตุน้ำด้วย เพราะพวกเขาจะสามารถกึ่งพลังให้กันได้ จนกลายเป็นพื้นที่สมดุลนั่นเอง
แน่นอนว่านี่เป็นแค่ความหวังของเธอเอง การที่จะหาจิตวิญญาณผู้พิทักษ์มานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ประการแรกต้องเป็นเผ่าพันธุ์ระดับสูงเท่านั้นจึงจะทิ้งจิตวิญญาณของตนเองเอาไว้ได้ ประการที่สองก็คือ...จิตวิญญาณระดับสูงที่ไหนที่จะยอมกลายเป็นผู้พิทักษ์ให้เผ่าพันธุ์อื่นๆ ถ้าพวกเขาเลือกได้....ส่วนใหญ่ก็จะกลายเป็นจิตวิญญาณประจำเผ่าของตนเองทั้งนั้นแหละ
“ย้ายแปลงตามความเหมาะสมได้นะคะ แต่อย่าลืมว่าต้องระมัดระวังไม่ให้แปลงดอกไม้เหล่านี้อยู่ใกล้กับแปลงพืชเกษตรมากเกินไป พวกมันเป็นพืชที่ไม่ได้วิวัฒนาการ ถ้าได้รับผลกระทบหลังจากนี้อาจจะกลายเป็นปัญหาเอาก็ได้”
“เข้าใจแล้วครับ แล้ว...การเก็บเกี่ยวรอบที่ 3 นี้ จะให้ดำเนินการเลยไหมครับ พวกเราเก็บเกี่ยวรอบแรกและรอบสอง จากนั้นก็ทำไปตากแห้งตามคำสั่งแล้ว การเก็บเกี่ยวรอบ 3 นี้ต้องตากแห้งอีกหรือเปล่าครับ หรือว่าจะให้จัดการหลังเก็บเกี่ยวรูปแบบอื่น”
“ตากแห้งเหมือนเดิมไปก่อนก็ได้ค่ะ ตอนนี้วัสดุเราเองก็ไม่ได้มีครบถ้วนนัก ยังทำอย่างอื่นไม่ได้นอกจากจะเอาไปปรุงยาพื้นฐานค่ะ” รัญชนาถอนหายใจออกมา เธอเองก็คาดหวังว่าจะมีเผ่าพันธุ์เป็นมิตรมาอยู่รอบๆให้มากขึ้นหน่อย น่าเสียดายจริงๆที่ความต้องการของเธอไม่เป็นผลสำเร็จ
“เข้าใจแล้วครับ อ้อ...การหมักไวน์ผลไม้ประสบความสำเร็จดีนะครับ ตอนนี้กำลังบรรจุขวดเพื่อถนอมเอาไว้ ยิ่งอายุมากเท่าไรก็ยิ่งมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวเลยล่ะครับ”
“โอ้ ขอบคุณนะคะ” รัญชนาหัวเราะออกมาอย่างพอใจ อย่างน้อยๆตอนนี้...สินค้าที่เผ่ามนุษย์มีก็คงจะไม่พ้นน้ำหมักที่แสนหอมหวานเหล่านี้หรอก
ในขณะที่หญิงสาวกำลังรับฟังการรายงานผลการดำเนินการอย่างมีความสุขนั้นเอง ปัญหาที่พร้อมจะเข้ามาทำให้วุ่นวายใจก็ได้เริ่มต้นขึ้น
อย่างแรกก็คือ “ผู้หญิง 2 คน” ที่ไม่คิดว่าจะยังอยู่ที่เขต 7 ปรากฏตัวขึ้น และพวกเธอก็มาสร้างความวุ่นวายอยู่ด้านหน้าเขตทำการเฉพาะของหน่วย 7 แล้ว
คนหนึ่งเป็นภรรยาของผู้นำจอมทัพที่ไม่ได้เป็นแม้แต่ผู้นำอีกต่อไป เวลานี้เขาก็คงจะวิ่งหนีกระเจิงออกไปกับคนเป็นพ่อตา ซึ่งเป็นผู้นำสิงห์ เพียงแต่....ใครจะไปคิดว่าลูกสาวของเขากลับยังอยู่ด้านหลัง ไม่ได้ตามคนเป็นพ่อออกไป มันเป็นเรื่องแปลกที่แม้แต่รัญชนาก็ยังคาดไม่ถึง
ส่วนอีกคน....ความจริงแล้ว ผู้หญิงคนนี้ก็อยู่ในการคาดหมายอยู่บ้าง เธอได้ยินว่าพระเอกของเรื่องนั้นวิ่งหนีออกไปแล้ว แต่เขาพาผู้หญิงไปด้วยอีกแค่ 2 คนเท่านั้น เหลือผู้หญิงตัวเล็กๆที่น่าสงสารเอาไว้หนึ่งคน ซึ่งก็คือ “น้ำมนต์” นั่นเอง
ข่าวนี้ไม่ใช่เรื่องที่รัญชนาต้องการจะรู้ แต่ “หัวหน้ากลุ่มค้างคาว” ที่เคยเล่าให้ฟังว่าเคยรู้จักผู้หญิงคนนั้นมาเตือนเธอ เขากล่าวว่า “น้ำมนต์” เป็นผู้หญิงอันตราย ที่เห็นหน้าตาใสซื่อแบบนั้น ทว่าลับหลังแล้วสามารถขายใครก็ได้เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง และเจ้าตัวก็เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ยังเด็กแล้วด้วย ไม่รู้ว่าเติบโตมาจนถึงตอนนี้...จะมีพัฒนาการในการแสดงมากแค่ไหน
เดิมทีรัญชนาก็ฟังอย่างไม่ได้ใส่ใจมากนัก ถึงอย่างนั้นหัวหน้ากลุ่มค้างคาวก็ดูจะหวาดระแวงผู้หญิงคนนั้นไม่น้อย เขาจึงมาเล่าการเคลื่อนไหวให้ฟังอยู่ตลอด ไม่แปลกที่รัญชนาจะรู้ว่าพระเอกของเรื่องไม่ได้พาผู้หญิงคนนั้นออกไปด้วย
โอกาสที่จะเป็นไปได้มีสองอย่างก็คือ น้ำมนต์อาจจะตายไปแล้วเพราะการโจมตีของปีศาจก่อนหน้านี้ และอย่างที่สองก็คือ...เธอคาดหวังว่าจะมาอยู่กับหน่วย 7
ถ้าผู้หญิงคนนั้นฉลาดมากจริงๆ เช่นนั้นเธอก็ควรจะต้องเลือกเส้นทางนี้ การอยู่กับพระเอกของเรื่องที่ไม่มีอะไรอยู่ในมือแล้วเป็นการตัดสินใจที่โง่มากๆ แน่นอนว่าวรกานต์ที่ติดตามไปด้วยไม่ใช่คนประเภทนั้น แต่เธอแค่ “รัก” ผู้ชายคนนั้นและคิดว่าต่อให้ตาย ก็ควรจะตายอยู่ด้วยกัน รัญชนาจึงไม่ตัดสินว่าวรกานต์เป็นคนที่โง่เขลา เหลือเพียงคนเดียวที่เป็นคนโง่อย่างแท้จริงก็คือ “ศิตาพร” ผู้หญิงร่างใหญ่ที่คิดว่าไม่เคยมีใครรักตนเองเว้นแต่พิรัตน์เท่านั้น หลังจากนั้นก็เลยมอบทั้งตัวและหัวใจให้กับเขา
น้ำมนต์ และลลิล ทั้งสองคนนี้ไม่ได้โง่ แต่น่าเสียดายที่ลลิลนั้นต้องตายก่อนเพราะความใจร้อนของตนเอง น้ำมนต์ฉลาดเลือกแต่ยังใจเย็นได้ด้วย สุดท้ายแล้วเธอจึงใช้โอกาสนี้เพื่อหนีจากพระเอกนิยายและปรากฏตัวที่นี่ในท้ายที่สุด
ทว่า...รัญชนาคิดว่าน้ำมนต์ควรจะอยู่เงียบๆ และทำตัวเหมือนไม่มีตัวตนให้มากที่สุด ใครจะไปคิดว่าหญิงสาวผู้นั้นกลับยังแสดงตัวออกมา
“คุณผู้หญิง....ผู้หญิงคนนั้นอันตรายมาก มันจะดีกว่าถ้าจัดการอย่างเด็ดขาด” หัวหน้ากลุ่มค้างคาวมารายงานเรื่องนี้ด้วยตนเอง รัญชนาเองก็พยักหน้าให้กับเขา เธอเองก็คิดเหมือนกัน
“ทั้งสองคนเรียกร้องอะไรอยู่คะ”
“ผู้หญิงของผู้นำปราการคนนั้นกำลังบอกว่าเธอไม่ต้องการทำงานเหมือนกับพวกเกษตรกรเหล่านั้น เธอบอกว่าตนเองเป็นลูกสาวของผู้นำปราการ ดังนั้นจึงมีกฎของปราการที่จะต้องดูแลครอบครัวของผู้นำอยู่ด้วย เธอมาที่นี่เพื่อให้พวกเราทำตามกฎของปราการครับ”
“โอ้....แล้วมีคนบอกหรือยังว่าตอนนี้พวกเราไม่ได้ใช้กฎของปราการแล้ว แต่เป็นกฎของหน่วย 7 น่ะ”
“มีคนบอกแล้วครับ เหลือแค่บังคับใช้กฎก็เท่านั้น แต่เธอมาพร้อมกับทหารของผู้นำปราการ 2 คนด้วย พวกเขาบอกว่าจะจัดการเรื่องการเพาะปลูกให้เอง ให้ลูกสาวของผู้นำปราการอยู่อย่างสุขสบาย ตอนนี้ก็เลยยังรอว่าเธอจะทำผิดกฎหรือเปล่า ถ้ายังโวยวายต่อไปก็จะทำการขับไล่ออกจากเขตครับ”
“อย่างนั้นก็รอดูต่อไปค่ะ แล้วเรื่องของน้ำมนต์...”
“ผู้หญิงคนนั้น...เธอบอกว่าตนเองสามารถเป็นผู้ช่วยของเขต 7 ได้ เธอบอกว่าตอนนี้หน่วย 7 ไม่ได้มีผู้รักษาเลย ถ้าเกิดปัญหาอะไรขึ้นก็จะกลายเป็นความวุ่นวายทันที เธอต้องการจะก่อตั้งหน่วยรักษาขึ้นมาครับ โดยที่เธอจะเป็นหัวหน้า หรือจะให้เป็นสมาชิกคนหนึ่งก็ได้ เธอบอกว่าเธอแค่ต้องการใช้ความสามารถของตนเองให้เป็นประโยชน์”
เมื่อหัวหน้ากลุ่มค้างคาวพูดจบ เขาก็แสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาทันที แม้ว่าการเสนอของผู้หญิงคนนั้นจะดูดี เพราะตอนนี้เขตของหน่วย 7 มีแค่นักล่า นักวิจัย นักประดิษฐ์ และเกษตรกร แต่ไม่มีผู้ทำหน้าที่ทางการแพทย์เลย มันคงจะกลายเป็นปัญหาในอนาคตแน่ ถึงอย่างนั้น....เขาก็ไม่คิดว่าการรับข้อเสนอโดยหญิงสาวคนนั้นจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องอยู่ดี
“คุณผู้หญิงอาจจะดูว่ามันค่อนข้างดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผมไม่คิดว่าควรจะเชื่อผู้หญิงคนนั้นนะครับ” หัวหน้ากลุ่มค้างคาวยังเชื่อว่าความคิดของตนเองนั้นถูกต้อง
แน่นอนว่ารัญชนาก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม....ตอนนี้เธอก็เหมือนกับลูกไก่ในกำมืออยู่แล้ว จู่ๆเสนอตัวออกมาเช่นนั้นก็แปลว่าคิดเอาไว้นานแล้ว
เธอรู้กฎของหน่วย 7 ทั้งยังไม่คิดจะละเมิดมัน แทนที่จะเรียกร้องเหมือนกับคนโง่ กลับเสนอว่าต้องการจะทำงานให้กับหน่วย 7 ทั้งยังไม่ต้องการตำแหน่งอะไรก็ได้ ขอแค่ใช้พลังของตนเองเท่านั้น....การแสดงเป็นคนดีแบบนี้ มันทำให้รัญชนาชื่นชมจริงๆ
“ความคิดของเธอค่อนข้างดี พวกเราเองก็ควรจะรวบรวมคนที่มีความสามารถในการรักษามาไว้ด้วยกันด้วย จนกว่าผู้หญิงคนนั้นจะทำผิดกฎของหน่วย 7 ให้เธอกลายเป็นคนของหน่วยผู้รักษาไปก่อนก็ได้” รัญชนายักไหล่
มีคนเฝ้าระวังและไม่ได้โง่ๆอยู่ใกล้ๆทั้งคน เธอไม่คิดว่าน้ำมนต์จะทำอะไรได้
หลังจากนี้มันจะดีกว่าถ้าผู้หญิงคนนั้นสามารถอยู่ได้อย่างถูกต้อง และเข้าใจสถานการณ์ของตนเอง...เพราะถ้าเป็นแบบนั้นจริง โอกาสที่ได้รับไปนี้ก็จะเป็นประโยชน์แน่ ซึ่งมันเป็นเพียงโอกาสครั้งเดียว และครั้งสุดท้ายด้วย!!
…………………………………………………………