บทที่7 คำสั่งตาย
ภายในหอคอยดาวเหนือสถาบันจิต์ สามผู้เฒ่าที่กำลังปรึกษากันอยู่ััได้ว่าได้มีกลุ่มคนกำลังเข้ามา ผู้นำสถาบันได้หันหน้าไปทางเข้า ปรากฏกลุ่มชายหญิงที่สวมชุดคลุมสีขาวมีอักษรสีทองอยู่ตรงอกเสื้อข้างซ้ายของพวกเขา
“ท่านผู้เฒ่ามีอะไรเกิดขึ้นถึงเรียกพวกเรามาหมดทุกคน”
ชายที่มีร่างกายกำยำคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยเสียงกังวาล
“ข้ามีเื่ด่วนที่ต้องแจ้งให้พวกเ้าเตรียมรับมือ”
จากนั้นผู้เฒ่าอลันก็ได้เล่าเื่ทั้งหมดให้เหล่าผู้พิทักษ์ได้ฟัง พวกเขาต่างทำสีหน้าตกตะลึงอย่างมากเมื่อได้ฟังคำบอกกล่าวจากผู้เฒ่า
“อดิเน่ ข้าคงต้องให้เ้าไปแจ้งข่าวแก่ท่าน จักรพรรดิ ให้ส่งกองกำลังมาช่วย เ้าเป็น้องสาวของเขาคงพูดให้เขาเข้าใจได้ง่าย”
อดิเน่ พยักหน้ารับผู้เฒ่าอลันและออกจากห้องโถงไป
“ส่วนพวกเ้าที่เหลือไปแจ้งข่าวทุกๆหมู่บ้านรอบเขตสถาบันให้ทราบว่าอาจเกิดาขึ้นให้พวกเขาเตรียมรับมือ ถ้าเกิดาขึ้นจริงให้พวกเขาอพยพ เข้ามาที่สถาบันของพวกเรา”
เหล่าพิทักษ์ทุกคนต่างพยักหน้ารับและแยกย้ายกันออกไปแจ้งข่าว
เมื่อผู้เฒ่าอลันสั่งงานเหล่าผู้พิทักษ์เสร็จสิ้นก็กลับมาคุยกับผู้เฒ่าทั้งสองอีกครั้งนึง
“แล้วพวกเราควรทำยังไงต่อไปละท่าน ฟูม่า ท่านมู”
“ข้าจะติดต่อไปยังหน่วยอัสนีของข้าที่ส่งไปคอยสอดส่องที่ หุบผาหมอกทมิฬ ว่าเ้ามารตนนั้นมีความเคลื่อนไหวยังไงมั้งในตอนนี้”
“อัสนีม่วงเ้าใช่ศิลาสื่อสารไปถามพวกที่เฝ้าอยู่ที่นั้นดูสิว่าตอนนี้เ้ามารนั้นเริ่มเคลื่อนไหวอะไรแล้วรึยัง”
“ครับท่านจ้าว”
เมื่อสิ้นคำสั่งอัสนีม่วงก็นำหินศิลาทรงกลมสีดำขนาดเท่ากำปั้นออกมาถือในมือข้างซ้าย แล้วนำสองนิ้วชี้และกลางขวาแตะวางบนศิลา ศิลาส่องลำแสงออกมาเกิดภาพสีดำในอากาศที่ว่างเปล่า
“หน่วยอัสนีที่สี่รายงานสถานการณ์มา”
สักพักมีภาพปรากฏในอากาศเป็ชายสวมหน้ากากปิดปังใบหน้าตอบกลับมา
“ท่านหัวหน้าหน่วยที่หุบเขาเงียบผิดปกติมาก พวกข้าไม่กล้าเข้าไปใกล้เกินไปหวั่นมันรู้ตัวขอรับ”
“ยังไม่เห็นตัวเ้ามารนั้นใช่ไหม”
“ขอรับ อย่าว่าแต่เ้ามารนั้นเลยสัตว์ิญญาสักตัวข้ายังไม่เห็นเลย”
เมื่อเหล่าผู้เฒ่าได้ยินดังนั้น
“ข้าคิดว่ามันเริ่มแปลกๆแล้วนะ มันคงไม่ได้ฆ่าล้างสิ่งมีชีวิตแถวหุบเขาทมิฬไปหมดแล้วหรอกนะ”
“นั้นนะสิแถวนั้นมีที่ตั้งของเผ่าทมิฬตั้งอยู่ด้วยคงไม่โดนทำลายไปแล้วหรอกนะ”
ผู้เฒ่าอลันกล่าวเสริม
“ผู้พิทักษ์ม่วงบอกพวกเขาไปสืบดูที่เผ่าทมิฬดูสิ”
ขอรับท่านจ้าวจากนั้น อัสนีม่วงก็ได้บอกต่อไปยังหน่วยอัสนีที่สี่
“ขอรับอีกสักครู่พวกข้าติดต่อกลับไป”
“ท่านฟูม่า ท่านมู พวกท่านคิดว่าที่เ้าปีศาจนั้นไปกลบดานที่หุบผาหมอกทมิฬมันต้องาเ็จากการที่ทะลวงผนึกออกมารึป่าว”
“พวกข้าก็ไม่แน่ใจนักแต่ในตอนที่พวกมันโดนพลังประหลาดที่ไม่รู้ที่มานั้นเข้าโจมตีพวกข้าได้เห็นพวกมันทั้งสองตนกระอักเืออกมากองโตเลยละ”
“แถมยังมีผนึกอัสนีอัคคีที่พวกข้าทั้งสองได้เผาผลาญแก่นชีวิตเข้าอีกชั้นคงต้องาเ็พอสมควรละ”
“ถึงขนาดนั้นมันยังรอดออกมาจัดการหน่วยอัสนีที่แข็งแกร่งทั้งหน่วยได้อีก พลังของพวกปีศาจ์นี่น่ากลัวเกินไปแล้ว”
“ก็เพราะอย่างนั้นพวกข้าเลยต้องมาขอความช่วยเหลือจากพวกท่านนะสิ ลำพังพวกข้าคงไม่ใช่คู่มือของพวกมันแน่ หลังจากพวกข้าเผาผลาญแก่นชีวิต พลังพวกข้าเหลือเพียงครึ่งเดียวจากตอนที่กำลัง รุ่งโรจน์ที่สุด”
“อย่าห่วงไปเลยท่านทั้งสองพวกข้าจะช่วยสุดกำลัง เพราะที่นี้ก็เป็แผ่นดินเกิดของพวกข้า ข้าไม่ยอมให้พวกมันมาทำลายได้แน่”
ในระหว่างที่พวกเขาคุยกันนั้นก็ได้ยินเสียงสัญญาณติดต่อกลับมายังหัวหน้หน่วยอัสนีม่วง
“พวกเ้าไปสืบได้ความมาว่าอย่างไร”
อัสสนีม่วงถามกลับทันทีที่มีสัญญาณดังขึ้น
“ที่หมู่บ้านของเผ่าทมิฬไม่มีผู้คนอยู่เลยครับท่านหัวหน้า”
“รวมถึงสัตว์ิญญาในผาทมิฬที่มีอย่างมากก็ได้หายไปหมด”
“แต่ที่ข้าว่ามันแปลกไปกว่านั้นทั้งที่ผู้คนและสัตว์ิญญาที่หายไปขนาดนั้นแต่กลับไม่พบศพเลยแม้แต่ศพเดียว”
เมื่อผู้เฒ่าทั้งสามได้ฟังรายงาน
“เ้าปีศาจนั้นมันกำลังทำอะไรกันแน่”
ผู้เฒ่ามูเอ่ยออกมา ขณะที่พวกเขากำลังอยู่ในห้วงความคิดเสียงสัญญาณสื่อสารก็ดังขึ้นที่ผู้เฒ่าอลัน เขาล้วงเอาศิลาสื่อสารออกมา
“อดิเน่ มีอะไรเกิดขึ้นงั้นรึ”
“ท่านผู้นำแย่แล้วละจากที่ท่านให้ข้ามาขอความช่วยเหลือจากจักรพรรดิ และข้าได้เล่าทุกอย่างให้เขาฟัง เขากลับส่งกองทหารไปยังหุบผาทมิฬแล้วละตอนนี้”
“เ้าว่าไงนะทำไมไม่ห้ามเขากัน”
“ข้าห้ามเขาแล้วแต่เขาไม่เชื่อ เขากลับบอกข้าอีกว่าแค่ปีศาจตนเดียวจะกลัวอะไรมากมาย จึงได้สั่งให้แม่ทัพอันดับหนึ่ง พลัสม่า และอันดับสอง แคร์มอ นำทัพทหารฝีมือดีห้าพันนายไปจับตัวปีศาจมาให้เขา”
ผู้เฒ่าทั้งสามได้ยินดังนั้นสีหน้าถึงกับเคร่งเครียดอย่างมาก
“ท่านจักรพรรดิไม่น่าทำอะไรบุ่มบ่ามเลย อดิเน่ แม่ทัพทั้งสองออกเดินทัพไปนานรึยัง”
“เพิ่งจัดทัพออกไปเมื่อสักครู่ด้วยเรือเหาะคงถึงหุบผาทมิฬในสิบวันคะท่านผู้นำ”
“เ้าอยู่ที่นั้นก่อนละกันมีอะไรคืบหน้าติดต่อข้าทันที”
“รับทราบท่านผู้นำ”
“สถาณการณ์เริ่มไม่ดีแล้วละ ฟูม่าเ้าเรียกคนของเ้ามาที่ สถาบันจิต์เลยข้าก็จะเรียกหน่วยอัสนีทั้งหมดมาเหมือนกัน ที่สถาบันจิต์นี้เป็หน้าด่านก่อนจะเข้าไปยังเขาเมฆที่ผนึกปีศาจอีกตัวไว้ ต้องขว้างมันไว้ที่นี้แหละ”
“ได้ข้าจะติดต่อเดียวนี้แหละ”
ผู้เฒ่ามูกล่าวเสร็จก็ส่งเสียงตรงเข้าสมองของอัสนีม่วง
“เ้าไปตามหน่วยอัสนีทั้งหมดมายังที่นี้เหลือหน่วยที่หนึ่งไว้ที่เขาเมฆให้คุ้มครองหลานข้าถ้าเขาออกมาให้เอากล่องหยกที่ห้องข้าให้กับเขา”
อัสนีม่วงพยักหน้าตอบแล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย หลังจากสั่งการเสร็จผู้เฒ่ามูก็กลับไปคุยผู้เฒ่าอลัน
“ท่านผู้นำข้าเกรงว่าถ้าเ้าปีศาจมันมา หมู่บ้านรอบๆที่นี้ได้รับผลกระทบแน่”
“ท่านอย่ากังวลข้าได้สั่งการเหล่าผู้พิทักษ์ทั้งหลายแล้ว ถ้าเกิดเหตุที่รุนแรงให้นำชาวบ้านเข้ามายังสถาบันจิต์ เพราะที่นี้มีม่านพลังที่แข็งแกร่งอย่างมากที่เหล่าคนรุ่นก่อนสลักเวทย์โบราณไว้”
“ถ้าอย่างนั้นข้าก็เบาใจ”
“พวกเราคงต้องรอฟังข่าวจากอดิเน่เท่านั้นละตอนนี้”
ณ อาณาจักรพฤษา์ ในสวนย่อมที่มีพฤกษาบุบผาที่สวยงามขึ้นอยู่ ภายในศาลาพักผ่อนที่ดูหรูหรา มีชายหนุ่มหน้าตาดีมีเรือนผมสีแดงรูปร่างที่สง่าผ่าเผยดูมีอำนาจ และมีเหล่าหญิงสาวคอยพัดวีให้ กำลังนั่งจิบชาอย่างใจเย็นได้มีหญิงสาวที่ปิดบังใบหน้าเอาไว้ นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามคอยมองเขาอยู่
“อดิเน่นี่เ้าจะไม่เอาผ้าปิดหน้านั้นออกจริงๆเหรอ”
“ข้าไม่ได้เห็นหน้าเ้าตั้งนานแล้วนะั้แ่เ้าไปอาศัยอยู่สถาบันจิต์นะ”
“ช่างข้าเถอะน่า ท่านพี่ท่านไม่ควรส่งกองทัพออกไปนะ จากข้าได้ฟังจากเหล่ายอดคนพวกนั้น เ้าปีศาจนั้นร้ายกาจมากนะ”
“หึ ใครเขาจะไปเชื่อเื่แบบนั้นกัน เ้ารอดูก็แล้วกันรอให้กองทัพของข้าไปถึงก่อนเถอะไม่เกินสองวันได้ตัวเ้าปีศาจนั้นมาแน่”
“เ้าน่าจะรู้นะว่าแม่ทัพพลัสม่า กับ แคร์มอนะแข็งแกร่งขนาดไหน”
“เมื่อก่อน ก่อนที่จะมีการสานสัมพันธ์ส่งราชทูตไปศึกษาต่างทวีปเหมือนตอนนี้”
“ไม่เคยมีกองทัพไหนบุกทวีปเราได้ก็เพราะเรามีแม่ทัพและกองทัพที่แข็งแกร่งยังไงละ”
“นี่ท่านพี่ท่านจะไม่เปลี่ยนใจจริงๆรึ นี่ท่านกำลังส่งพวกเขาไปตายนะ”
“ก็รอดูกันว่าใครจะตายเ้านะไม้ต้องมาขู่ข้าหรอก เ้านะกลับไปยังที่พักชะ เดี๋ยวข้าต้องไปเยี่ยม ราชทูตจากเหมันต์อัคคี”
กล่าวเสร็จชายหนุ่มก็วางแก้วชาลงแล้วเดินจากไป
สิบวันต่อมากองทหารได้นำเรือเหาะลงจอดที่หุบเขาทมิฬ
“จัดตั้งค่ายพักไว้แถวนี้ละ แล้วพรุ้งนี้เราจะออกหาเ้าปีศาจนั้นกัน”
หลังจากสิ้นคำสั่งเหล่าทหารจึงเริ่มจัดตั้งค่ายขึ้น
“ท่านพลัสม่าท่านว่าจะมีเ้าปีศาจที่จักรพรรดิพูดถึงอยู่ที่นี้งั้นรึ”
“เมื่อท่านจักรพรรดิรับสั่งพวกเราก็ต้องทำตาม ถ้าหาไม่เจอภายในอาทิตย์นี้พวกเราก็กลับไปรายงานก็แค่นั้น”
แคร์มอพยักหน้าเข้าใจ
“โอ๊ะ..โอ๋ มีหนูฝูงใหญ่เข้ามาหาที่ตายแหะ”
มีเสียงมาจากบนอากาศห่างจากกองทหารไม่มากนัก
“นั้นใครกัน”
พลัสม่าและแคร์มอ เงยหน้าขึ้นตามที่มาของเสียงพวกเขาพบกับบุคคลที่สวมชุดดำทั้งเสื้อและกางเกงแขนที่ล่ำสันมีผิวสีแดงมีหัวที่ไม่มีเส้นผมและมีใบหน้าเหมือนมนุษย์ทั่วไปที่มีเขาโผล่ออกตรงหน้าผากสามเขายืนกอดอกลอยอยู่กลางอากาศ
“แกเป็เ้าปีศาจที่ว่านั้นนะรึ”
“เฮอะ..เรียกชื่อกันเต็มๆหน่อยเ้าพวกสวะ ข้าปีศาจ์ กูม”
“ยอมให้พวกข้าจับกุมสะดีๆเ้าจะได้ไม่เจ็บตัว”
เหล่าทหารที่กำลังตั้งค่ายกันอยู่เมื่อเห็นดังนั้นจึงรีบเอาอาวุธประจำตัวออกมาอย่างพร้อมเพียง
“หึ หึ หึ ปากกล้าดีนี้อย่างพวกเ้าไม่ต้องถึงมือข้าหรอก”
“จัดการพวกมันให้สิ้นเหล่าทาสของข้า”
สิ้นเสียงของเ้าปีศาจ ก็เกิดการสั่นะเื ไปทั่วทั้งราวป่า
“เกิดอะไรขึ้น”
พลัสม่าและแคร์มอ หันไปทางราวป่ารอบตัวปรากฏกองทัพสัตว์ิญญาและเหล่าผู้คนที่ใส่ชุดรบจากโครงกระดูกออกมากันอย่างมากมาย มากกว่ากองทัพของเหล่าทหาร
“นั้นมันอสูรวิญาณกับคนของเผ่าทมิฬนี่”
“พวกเราเตรียมรับศึก”
ทหารทั้งหมดที่ได้ยินคำสั่งเริ่มตั้งขบวนขึ้นเป็วงกลมที่มีแม่ทัพทั้งสองอยู่ตรงกลาง ทันใดนั้นสัตว์ิญญาเพลิงรูปร่างเหมือนม้าตัวใหญ่ตัวหนึ่งได้พ่นลูกไฟั์ไปยังกองทหาร
“ซูมมม”
กองทหารเร่งพลังเวทย์ขึ้นพร้อมกันปรากฏวงเวทย์ขนาดใหญ่สร้างเป็ม่านบาเรียขึ้นสกัดลูกไฟ เมื่อลูกไฟั์ปะทะเข้ากับบาเรียเกิดเสียงดังสนั่น
“ตูมม”
บาเรียสั่นสะท้านแต่ก็ไม่แตกออกยังแข็งแรง แต่แล้วลูกไฟลูกสอง ลูกที่สามและก็ตามมาแบบนับไม่ถ้วนรวมถึงพลังธาตุต่างๆชัดเข้าใส่ม่านบาเรียแบบไม่หยุดพักให้ได้หายใจเกิดเสียงะเิขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ม่านบาเรียเกิดรอยร้าวขึ้น
“ท่านแม่ทัพเราคงต้านไม่ไหวแล้วแบบนี้แย่แน่” เหล่าทหารเริ่มมีเหงื่อไหลตามใบหน้า
“สละบาเรียแล้วทะลวงพวกมันออกไป”
“ฆ่าพวกมันให้หมดด”
เมื่อได้ยินดังนั้นเหล่าทหารสละบาเรียใหญ่แต่ใช้ม่านพลังคุ้มกันตัวเองพุ่งทะลวงเข้าใส่ศัตรูแทน
“อัคคีทลายฟ้าา”แม่ทัพพลัสม่าวาดดาบใหญ่ใส่กองทัพศัตรู เกิดเปลวไฟเป็รูป จันทร์เสี้ยวสีแดงขึ้นพุ่งไปยังพวกสัตว์ิญญาทำให้สัตว์ิญญาที่พลังไม่มากถูกเผาและะเิตายไปจำนวนหนึ่ง
แต่สัตว์ิญญาและเหล่านักรบทมิฬกลับพุ่งเข้าหาไม่หยุดหย่อน
“ปฐีสูบชีวี”แคร์มอปักหอกลงพื้นดิน ปรากฏวงเวทย์ใต้เท้าเหล่าสัตว์ิญญาและนักรบทมิฬ จากนั้นแผ่นดินที่พวกมันยืนอยู่ก็เกิดอ้าออกกว้างดึงพวกมันลงไปใต้ดินเมื่อพวกมันตกลงไป พื้นดินก็ประสานกันอีกครั้งทำให้พวกมันโดนบดขยี้ไปจำนวนมาก
เหล่าทหารที่ต่อสู้ทะลวงไปด้านหน้าล้วนาเ็ล้มตายลงอย่างมาก เนื่องจากเหล่าศัตรูที่มีมากมายมหาศาลและเข้ามาไม่หยุดจนทำให้พวกเขาไม่มีเวลาได้พักหายใจกันเลย
“ท่านแม่ทัพพวกเราคงไม่ไหวแน่พวกมันเข้ามากันไม่หยุดแถมไม่เกรงกลัวต่อความตายกันอีก”
“พวกเราไม่มีที่ให้ถอยหนีกันแล้วพยายามทะลวงพวกมันออกไปกันเถอะ”
“แคร์มอมานี่เราต้องประสานพลังกันแล้ว”
แคร์มอพุ่งเข้าประกบพลัสม่าทันที
“เวทย์ประสาน ทลายสิ้นปฐี”
เกิดดวงไฟดวงมหึมาบนฟากฟ้าที่มีศิลาหลอมติดไฟวนอยู่รอบๆนับไม่ถ้วน
“ตายให้หมดๆชะพวกบ้าเอ๊ยยย”
เสียงประสานของพลัสม่าและแคร์มอดังกึกก้อง พร้อมกับที่พวกเขาตวัดดาบและหอกลงมา
หินที่มีเปลวเพลิงหลอมทั้งก้อนพุ่งตกลงมานับไม่ถ้วน ตามมาด้วยลูกไฟขนาดมหึมาตกมายังทัพศัตรูเป็วงกว้าง แรงะเิทำให้พื้นที่ป่าหายไปถึงครึ่งนึงเหลือเพียงพื้นที่โล่งๆเป็หลุมเป็บ่อจำนวนมากปรากฏขึ้น
ทัพทหารที่เหลือรวมทั้งแม่ทัพทั้งสองยืนตัวหอบอยู่กับที่ กองทัพศัตรูแถวหน้าของพวกเขาหายไปรวมถึงรอบร้อยเมตรไม่พบศัตรูอยู่อีก
“อืม พวกเ้าก็พอมีฝีมือนี่นา”
เสียงเย้ยหยันดังมาจากด้านหลังของพวกเขา
“แกไอ้ปีศาจแน่จริงมาสู้กับพวกข้าสิ”
“โอ้..อยากสู้กับข้างั้นเหรอ อืม..เอายังไงดีละ”เ้าปีศาจตอบแบบกวนๆพร้อมแกล้งทำคิดหนัก
“ก็ได้ถือว่าข้าให้เกียรติเ้าที่แสดงอะไรดีๆให้ข้าดู”
เมื่อเ้าปีศาจพูดจบก็ยกนิ้วชี้ขึ้น มีลำแสงขนาดเล็กสายหนึ่งผ่านพลัสม่าและแคร์มอไป ทหารที่เหลืออยู่ไม่ถึงพันจากห้าพันคนที่ยืนอยู่ด้านหลังของพวกเขา โดนลำแสงที่พุ่งมาเกิดการะเิอย่างรุนแรงขึ้นทำให้ร่างของพวกเขาแตกกระจาย ชิ้นส่วนร่างกายกระจายเต็มพื้นสนามรบ เืเปรอะเปื้อนไปทั่ว
เมื่อพลัสม่าและแคร์มอเห็นภาพที่โหดร้ายที่เกิดขึ้นตรงหน้าพวกเขา ทำให้พวกเขาต้องสั่นสะท้านไปถึงจิตใจ และเข่าทรุดหมดแรงลงตรงที่พวกเขายืนอยู่ อาวุธที่ถืออยู่หลุดออกจากมือกระทบพื้น
“ต่อไปก็ตาพวกเ้าละนะ ลาก่อน”
เ้าปีศาจแสยะยิ้มมุมปาก แต่ก่อนที่เ้าปีศาจจะลงมือกลับมีแสงที่สว่างมากแทงเข้าดวงตาของมันทำให้มันต้องเอามือทั้งสองขึ้นขยี้ตา
“ตอนนี้ละเอาตัวพวกเขาไปเร็วเข้า”
มีกลุ่มคนปรากฏตัวขึ้นสามคนที่สวมคลุมสีดำและปกปิดใบหน้าไว้ ชายที่กล่าวได้ใช้เวทย์แสงทำให้เ้าปีศาจตาบอดขึ้นชั่วคราว แล้วสั่งให้อีกสองคนดึงตัวแม่ทัพทั้งสองขึ้นพาดหลังแล้วพากันเหาะหนีไปอย่างรวดเร็ว
“ไอ้พวกหนูสกปรกยังมีหลงเหลืออีกรึ”
เ้าปีศาจะโขึ้นทันทีที่ดวงตาคืนสภาพปกติ
“หึ ช่างเถอะให้โอกาศพวกเ้ารอดไปอีกสักหน่อยละกัน”
“อีกไม่กี่วันถ้าข้าพร้อมทุกอย่างแล้วข้าจะไปหาพวกเ้าเอง ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
เ้าปีศาจหัวเราะแล้วเหาะเข้าหุบผาไป