“ไม่ปิดบังท่านปู่ใหญ่ สมุนไพรที่ข้านำไปหลอมโอสถเป็สมุนไพรที่มีพลังปราณบริสุทธิ์เข้มข้นกว่าปกติจริงๆเ้าค่ะ นอกจากนี้ ยังมีวิธีการหลอมโอสถของข้าที่ทำให้คุณภาพโอสถอยู่ในระดับสูงด้วยเ้าค่ะ”
“เช่นนั้น เ้าบอกปู่ได้หรือไม่... เื่นี้.....แท้จริงแล้วปู่ละอายใจยิ่งนักที่ต้องขอถามเ้าตรงๆ” หลินลี่หยางรู้สึกละอายใจจริงๆ ความลับของผู้อื่นหากผู้อื่นไม่พูดเขาไม่ควรถาม แต่นี่เป็เื่สำคัญสำหรับตระกูลเขาจึงได้แต่ทำหน้าหนาเอ่ยปากออกไป
“ข้าให้ท่านปู่ใหญ่ดูสิ่งนี้ก่อนเ้าค่ะ” นางปลดจี้เตาหลอมโอสถออกจากคอและส่งให้หลินลี่หยาง
หลินลี่หยางรับจี้จากมือเด็กหญิงมาแล้วพลิกซ้ายขวาดู จากนั้นลองส่งพลังปราณเข้าไปัักลับไม่พบสิ่งใดผิดปกติ
“ดูเหมือนจะเป็จี้รูปเตาหลอมโอสถขนาดเล็ก แต่มันมีอะไรพิเศษหรือหนูน้อย”
เด็กหญิงรับจี้จากมือท่านปู่ใหญ่คืนกลับมาก่อนจะกล่าว
“เช่นนั้นข้าจะแสดงให้ท่านปู่ใหญ่ดูนะเ้าคะ”นางทำทีหยิบของออกจากจี้ ซึ่งจริงๆแล้วนำออกมาจากมิติของนาง
“พึ่บ..พึ่บ..” สมุนไพรปราณกองใหญ่ ปรากฏขึ้นตรงหน้าคนทั้งสอง
“นี่เป็จี้มิติเก็บของเช่นนั้นหรือ? แล้วเหตุใดข้าถึงััมันไม่ได้เล่า"หลินลี่หยางร้องถามออกมาอย่างแปลกใจตัวเขามีแหวนมิติอยู่วงหนึ่งเวลาจะใช้งานเขาต้องส่งพลังปราณเข้าไปแต่เมื่อครู่เขาได้ทดลองกับจี้มิติชิ้นนี้แล้วเห็นได้ชัดว่ามันไม่เป็ผล
“มีเพียงข้าเท่านั้น ที่นำสิ่งของออกมาจากจี้ได้เ้าค่ะ”
หลังจากนั้นเด็กหญิงก็เล่าเื่“ท่านปู่บรรพบุรุษ” ออกมาอีกครั้งให้หลินลี่หยางฟัง และยังส่งมอบตำราวิชายุทธ์ทั้ง12 เล่มที่เป็ต้นฉบับจริงให้กับเขาอีกด้วย
“แต่ข้าไม่สามารถเอาสิ่งใดออกมาได้ตามใจหรอกเ้าค่ะ หากท่านปู่บรรพบุรุษอยากให้สิ่งใดท่านก็จะนำมาใส่ไว้ในจี้ให้กับข้าเอง”หลินหนิงชินแสร้งปดออกไป หากว่าท่านปู่ใหญ่อยากได้สิ่งของหลายอย่างจากมิติคงจะไม่เป็การดีกับตัวนางแน่
หลินลี่หยางลูบเครายาวครุ่นคิดตามพลางมองเด็กหญิงตัวน้อยตรงหน้า นางยังเยาว์วัยมากนักกลับตอบคำผู้าุโได้อย่างฉะฉานไม่มีทีท่าหวาดกลัวขัดเขิน คำพูดคำจาก็ฉลาดหลักแหลม อาศัยเพียงสมุนไพรล้ำค่าก็ฝึกฝนหลอมโอสถได้ด้วยตัวเอง ดูแล้วความคิดนางย่อมไม่อ่อนด้อย
“์ให้พรลูกหลานสกุลหลินเราแล้ว ถึงได้ส่งบรรพบุรุษมาพบเ้าและให้ความช่วยเหลือพวกเราเช่นนี้ต่อไปเื่การหลอมโอสถหรือการเพาะปลูกสมุนไพรข้ากับหลีเหว่ยจะรับฟังความเห็นจากเ้าด้วย” ผู้นำตระกูลหลินลี่หยางตัดสินใจให้เกียรติเด็กหญิงตรงหน้าอย่างที่สุด
ตระกูลหลินมีผู้หลอมโอสถสองคน คือท่านปู่ใหญ่ กับ ท่านลุงหลินหลีเหว่ย บุตรชายคนโตของท่านปู่สามหลินตง ซึ่งตอนนี้เป็ผู้หลอมโอสถระดับ“ผู้เชี่ยวชาญขั้นต้น”
ท่านลุงหลีเหว่ยมักจะอยู่ที่หอโอสถสกุลหลินตอนนี้นางยังไม่ได้พบหน้า เพราะไม่มีผู้หลอมโอสถคนอื่นๆอีก ท่านลุงหลีเหว่ยจึงต้องทำงานค่อนข้างหนักในการให้คำปรึกษากับลูกค้า
..........
หลายวันต่อมาที่เรือนพักครอบครัวหลินจงเว่ย
"อีกสิบวันพ่อต้องไปส่งข้าวปราณที่เมืองโยว่ อาหนิงอยู่บ้านเชื่อฟังแม่ของเ้าดีๆนะลูกหากมีขนมอะไรที่แปลกใหม่พ่อจะซื้อมาฝากเ้า"
"ท่านพ่อ เดินทางไกลเข่นนี้อันตรายหรือไม่เ้าคะ"เด็กน้อยขมวดคิ้วถามบิดาด้วยความเป็ห่วง
"ท่านลุงโจวเฉิงบุตรชายปู่รองของเ้าอยู่ในระดับนักรบขั้นกลางเป็ผู้นำกลุ่มและยังมีองครักษ์ 100 คนร่วมขบวนไปด้วย ไม่อันตรายหรอก"หลินจงเว่ยปลอบบุตรสาวให้คลายกังวล
พวกเขามีหน้าที่ขนส่งข้าวปราณที่ทำการค้าไว้กับร้านค้าต่างเมือง เดิมทีผู้ฝึกปราณที่รวบรวมลมปราณจนเป็ผู้ฝึกตนได้แล้ว จะสามารถอดอาหารได้ในระยะเวลาหนึ่ง ยิ่งระดับการฝึกฝนสูงขึ้นเท่าไรก็สามารถอดอาหารได้นานมากยิ่งขึ้นโดยไม่มีผลกระทบกับร่างกาย
แต่ด้วยสภาพพลังปราณจากฟ้าดินที่ลดน้อย จนเรียกว่าเบาบางในยุคนี้หากจะรวบรวมลมปราณมาใช้ฝึกตน ย่อมต้องใช้ระยะเวลานานมาก จึงจำเป็ต้องอาศัยการบริโภค ข้าวปราณ สัตว์อสูรที่มีพลังปราณหรือใช้โอสถเสริมปราณเป็ตัวช่วย แม้จะเพิ่มเติมได้เพียงเล็กน้อยแต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
การกินจึงยังจำเป็และเป็เื่ปกติอย่างยิ่ง ราคาข้าวธรรมดาที่ขายกันอยู่ในเวลานี้ชั่งละ 15 เหรียญทองแดง ส่วนข้าวปราณชั่งละ 80 เหรียญทองแดงเลยทีเดียวการค้าข้าวปราณจึงเป็แหล่งรายได้สำคัญอันดับสองของสกุลหลินรองลงมาจากการขายโอสถที่หอโอสถสกุลหลิน
“เช่นนั้น ข้าจะปิดด่านหลอมโอสถเตรียมไว้ให้ท่านพ่อให้มากหน่อยนะเ้าคะ”เด็กหญิงกล่าวท่าทางกังวลใจ
“ไม่ต้องหักโหมหรอกลูก โอสถที่สกุลหลินเตรียมไว้ให้พกติดตัวก็พอมีอยู่บ้างแล้ว”
“ข้าทราบเ้าค่ะท่านพ่อ แต่ท่านเป็บิดาของข้าข้าไม่ยินยอมให้เกิดเหตุอันใดกับท่านเ้าค่ะ” หลินหนิงชินยู่ปากแง่งอนผู้เป็บิดา โอสถของผู้อื่นจะดีกว่าโอสถที่นางปรุงได้อย่างไรเล่า
“ฮ่า..ฮ่า..จะมีบ้านไหนกันที่ให้บุตรสาวตัวน้อยต้องมาคอยดูแลบิดากันเล่าแต่พ่อกลับรู้สึกดีใจยิ่งนัก!! บุตรสาวพ่อดียิ่งเช่นนั้นข้าก็จะรอรับโอสถจากเ้านะเด็กดี”
ส่วนทางด้านฟางลี่ชิน ในแต่ละวันของนางก็ใช้เวลาไปกับการเย็บปักเสื้อผ้าและของใช้จุกจิกสำหรับคนในตระกูลร่วมกับสตรีอีกหลายคนถึงเวลาก็ผลัดเปลี่ยนเวรกันไปทำอาหาร สกุลหลินมีโรงครัวส่วนกลางจะหุงข้าวปราณและกับข้าวหนึ่งอย่างไว้เสมอ ใครรายได้น้อยก็มีอาหารรับประทานแต่หากอยากกินอาหารอย่างอื่นก็ต้องหุงหาหรือซื้อมาทำกินเอง
ด้านหลังทางท้ายจวนจะมีแปลงพืชผักสวนครัวที่คนในตระกูลช่วยกันเพาะปลูกไว้ใช้ทำอาหาร หากใคร้าทำอาหารเพิ่มก็สามารถไปเก็บมาได้
“พี่สะใภ้ ท่านฝีมือการปักผ้าของท่านดีมากเลยเ้าค่ะ”
“เ้าดูหน้าตานางเสียก่อน นางงดงามชดช้อยขนาดนั้นฝีมือปักผ้าจะไม่งามได้อย่างไร”
“ฮ่า..ฮ่า..เช่นนี้ข้าคงไม่มีหวังจะปักผ้าได้งดงาม แล้วเ้าค่ะ หน้าตาข้าเปลี่ยนไม่ได้เสียด้วยสิ”
ฟางลี่ชินอมยิ้มอ่อนหวานท่ามกลางเสียงหัวเราะพูดคุยหยอกล้อของเหล่าพี่น้องสตรี ชีวิตครอบครัวนางเปลี่ยนไปแล้ว นางได้ทำงานที่ตนเองชอบสามีและบุตรชายไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยกับการทำนาในพื้นที่ห่างไกล บุตรสาวก็แข็งแรง กตัญญูรู้ความ นางพอใจกับชีวิตตอนนี้มากที่สุด
หลินหนิงชินปิดประตูหลอมโอสถอยู่ภายในห้องของนางเอง นางคิดจะหลอมโอสถหลายชนิดในจำนวนมากหน่อย ส่วนหนึ่งให้บิดาและจะทำเผื่อไว้ให้กับหลินซ่งสวินด้วยเลยพี่ชายของนางก็เป็องครักษ์ที่ต้องเดินทางออกไปส่งข้าวปราณและสินค้าอื่นๆ เช่นเดียวกัน
เตาหลอมโอสถถูกขยายให้มีขนาดใหญ่ สมุนไพรจำนวนหนึ่งถูกใส่ลงไป เติมน้ำทิพย์จากมิติเข้าไปผสมไม่นานก็มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยออกมา นางเริ่มเติมสมุนไพรทีละชนิดค่อยๆทำตามตำรับที่“คัดลอก” จากมิติมาใส่ในความทรงจำ
ราวสองชั่วยามโอสถเตาแรกก็หลอมเสร็จส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้อง หลินหนิงชินหลอมโอสถคราวละ 20 เม็ด ซึ่งที่จริงนางสามารถขยายเตาหลอมโอสถให้มีขนาดใหญ่มากขึ้นและทำได้ทีละหลายสิบเม็ด แต่นางอยากฝึกฝนเพิ่มประสบการณ์ส่วนตัวให้กับตัวเอง
“กลิ่นก็ดี โอสถที่ได้ล้วนเป็โอสถระดับสูงทั้งหมด20 เม็ด แต่ข้ายังคิดว่าใช้เวลานานเกินไปฝึกต่อไปอีกนิดแล้วกันแต่ข้าไม่มีโถใส่โอสถนี่นา เดี๋ยวคงต้องไปขอกับท่านปู่ใหญ่แล้ว"เด็กหญิงตัวน้อยพูดคุยกับตนเองอย่างสุขใจ เนื่องจากผลงานที่นางได้เป็ที่พอใจของนางสมุนไพรจำนวนมากจากในมิติถูกนำมาใช้หลอมโอสถเตาแล้วเตาเล่า หลินหนิงชินเริ่มมีความคุ้นชินกับการควบคุมเตาหลอมโอสถมากขึ้น การหลอมแต่ละครั้งก็เริ่มใช้เวลาลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ
ด้านนอกเรือน
“หอม หอมยิ่งนัก ข้าไม่เคยได้กลิ่นหอมเช่นนี้มาก่อนเลย”
“เพียงแค่สูดดม ก็รู้สึกปลอดโปร่งแล้ว”
“ตอนผู้นำตระกูล กับท่านลุงหลีเหว่ยหลอมโอสถข้าไม่เคยได้กลิ่นหอมเป็เอกลักษณ์เช่นนี้มาก่อน”
“เป็นาง เด็กน้อยจากชนบทที่คนพูดถึงกันอยู่อย่างไรนางเป็ผู้หลอมโอสถจริงๆ”
“์ ข้าอยากกินพวกมัน อยากกินมันทั้งหมด หอมมากจริงๆ”
เสียงกลุ่มผู้คนในสกุลหลินพูดคุยและเปลี่ยนความเห็นกันอย่างออกรสทุกคนต่างก็ได้กลิ่นหอมของสมุนไพรปราณที่ฟุ้งกระจายไปโดยรอบตระกูลหลินจึงคอยมาเฝ้าอยู่หน้าเรือนของหลินจงเว่ยกันทุกวัน เพื่อสูดดมกลิ่น
ใน่แรกๆครอบครัวหลินจงเว่ยก็ใกับพฤติกรรมแปลกประหลาดของพวกเขา อาหนิงของพวกเขาหลอมโอสถหลายครั้งเมื่อครั้งอยู่ที่หมู่บ้านจิ้งซาน พวกเขาผ่านประสบการณ์เช่นนี้กันมาแล้ว วันต่อๆมาจึงเริ่มคุ้นชินกับการมีคนมานั่งเฝ้าหน้าเรือนมากมายเช่นนี้
ในที่สุด 9 วันก็ผ่านไป หลินหนิงชินเปิดประตูออกจากห้องไม่พบใครอยู่ภายในห้องโถง นางจึงเปิดประตูเพื่อจะออกไปนอกเรือน
“แอ๊ด.ด..ด..ด ฟุ่บบบ” เสียงเปิดและปิดประตู ดังขึ้นต่อเนื่องกัน
“.........ข้างนอกนั่นมันอะไร” นางเปิดประตูและเห็นกลุ่มคนหลายคน นั่งแทะเม็ดแตงโมบ้างจับกลุ่มคุยกันอยู่บ้าง เต็มลานหน้าเรือน นางจึงปิดประตูทันทีด้วยความใ
เมื่อตั้งสติได้ดีแล้วจึงพบว่าบางคนที่นางเห็นในชั่วครู่ตอนเปิดประตู เป็คนที่นางเคยพบหน้าอยู่บ้างจึงเปิดประตูออกมาอีกครั้ง
“พ..พ..พวกท่าน มาทำอะไรกันที่นี่” เด็กหญิงละล่ำละลักถามความออกมา
“เด็กน้อยเ้าออกมาแล้ว พวกเราเพียงแค่มาดมกลิ่นหอมของโอสถน่ะ ทำให้เ้าใหรือไม่” หลินเหม่ยเจวี๋ยหญิงสาววัย19 ปีบุตรีคนเล็กจากภรรยาคนที่สองของท่านปู่ห้าเป็คนเอ่ยปากนางกับหลินหนิงชินเคยพบกันมาแล้วเมื่อหลายวันก่อน
“โอ…ข้าทำเื่ขายหน้าแล้วเ้าค่ะ ข้าเพียงแปลกใจนิดหน่อยท่านอาหญิงอย่าได้เกรงใจ”
ทักทายพูดคุยกับคนกลุ่มใหญ่เหล่านี้อีกพักใหญ่ พวกเขาเรียกร้องขอดูเม็ดโอสถที่นางปรุง นางก็ตามใจหยิบห่อผ้าที่มีโอสถมาเปิดให้พวกเขาดู1 ห่อ จนเด็กหญิงได้รับคำชมเชยทั้งเื่หน้าตาและวิชาหลอมโอสถอีกพักคนสกุลหลินกลุ่มใหญ่จึงได้แยกย้ายกันไป