บทนำ ชายแดนไกลพันลี้
ค่ายทหารที่อยู่ไกลโพ้น นอกจากกลิ่นเขม่าควันแห่งความตาย ก็ไม่อาจเห็นม่านหมอกที่ทอดผ่านหุบเขาสูง ชัยภูมินี้ทั้งแห้งแล้งและขาดแคลน แม้อยู่ใน่พักรบแต่ก็ต้องตรวจตราแถบชายแดนอย่างเข้มงวด เป็โชคดีของแคว้นที่มีแม่ทัพหนุ่มอนาคตไกลคอยสอดส่องดูแล
“ท่านแม่ทัพ ไม่เห็นต้องลำบากเดินทางไกลมาถึงที่นี่เลยขอรับ”
'หัวหน้ากองบัญชาการเล็ก' เข้ามารับรองแม่ทัพโหรวด้วยตัวเอง สีหน้าท่าทางต่างมีพิรุธ ยังไม่ทันแขวนโทษอันใดก็เหงื่อแตกพลั่กราวตาน้ำผุด
“หากไม่มาด้วยตัวเอง คงไม่รู้ว่ากองพลในความดูแลปวกเปียกง่อนแง่นได้ขนาดนี้! ในฐานะหัวหน้ากองบัญชาการเล็ก ถือว่าคนเช่นเ้าหละหลวมไปมากทีเดียว”
แม่ทัพหนุ่มแบกใบหน้าเหี้ยมเกรียมจนเป็เอกลักษณ์ น้ำเสียงที่แสนเ็าก็กลายเป็ท่าทีประจำตัว ดวงตาที่เต็มไปด้วยอายสังหารแทบไม่มีผู้ใดกล้าจรดมอง เพราะชื่อเสียงที่ฉาวโฉ่ระบือไปทั่วแคว้น จึงไม่แปลกที่หัวหน้ากองบัญชาการเล็กคนหนึ่ง จะเหงื่อทั่วตัว...
“ทะ…ท่านแม่ทัพ เป็ผู้น้อยที่บกพร่องเอง ต่อไปนี้จะสำนึกและปรับปรุงตัวให้ดี”
ได้ยินคำตำหนิที่คล้ายคำข่มขู่ หัวหน้ากองบัญชาการเล็กหายใจไม่ทั่วท้อง หุนหันลนลานจนต้องคุกเข่าขอโอกาส หากว่ามีจดหมายแจ้งล่วงหน้าสักนิด รับประกันว่าค่ายทหารที่นี่จะต้องเป็ที่น่าพึงพอใจอย่างแน่นอน
แต่คิดหรือว่าเสียงจีบปากจีบคอของพวกขี้แพ้ชอบประจบเอาใจ จะเข้าหูและสามารถทำให้แม่ทัพหนุ่มเกิดความเห็นใจขึ้นมาจริง ๆ ด้วยถือคติที่ว่า ผิดให้ว่าไปตามผิด เช่นนั้นผิดก็ต้องรับโทษ ละเลยหน้าที่ก็ยิ่งต้องลงโทษ
มีตรงไหนไม่ถูกงั้นหรือ?
“รองผู้บัญชาการหง จงลากคนออกไปให้พ้นหน้า ในนามข้าโหรวชิงอวิ๋น สั่งปลดคนผู้นี้ ส่งกลับเมืองหลวงรับโทษทัณฑ์ให้เร็วที่สุด”
“ขอรับท่านแม่ทัพ”
หงเจียงเย่ ในฐานะรองผู้บัญชาการ ที่คอยรับใช้และฟังคำสั่งของแม่ทัพโหรวแต่เพียงผู้เดียว เขาผู้นี้ติดสอยห้อยตามมาถึงชายแดน นั่นมิเท่ากับว่าแคว้นต้าเจิ้งมียมทูตสองตนหรอกหรือ
ไม่รู้ว่าลมอะไรหอบคนทั้งสองมาที่นี่ แต่ที่แน่ ๆ คือต้องมีคนวอดวายอย่างแน่นอน ยกตัวอย่างเช่น หัวหน้ากองบัญชาการเล็กที่เพิ่งถูกลากออกมาจากกระโจมอย่างไรเล่า
“แล้วทหารเล็ก ๆ แบบพวกเราจะรอดหรือ?”
“ข้าว่าไม่น่ารอด” -___-’
ทหารหลายนายพยายามสุมหัววิเคราะห์ความอยู่รอดของตัวเอง แม้เป็แค่ทหารประจำการยศเล็ก ๆ ที่เพิ่งถูกเกณฑ์เข้ามา แต่ชื่อเสียงของแม่ทัพใหญ่ที่ได้ยินมาก็ไม่ใช่น้อย ๆ เื่ดีนับจำนวนได้ แต่เื่ไม่ดีนับครั้งไม่ได้
เพียงแค่คิดมาได้ครึ่งทางก็จำต้องส่ายหัว ตายแหล่ไม่ตายแหล่ไม่อาจคาดเดา พลทหารน้อยชีวิตดุจแขวนอยู่บนเส้นด้าย ั้แ่สองแคว้นพักรบกันชั่วคราว ร้อยวันพันปีแม่ทัพโหรวไม่เหยียบย่างมาที่นี่ตั้งนานโข ใครจะไปคิดว่า จู่ ๆ จะโผล่มาโดยไม่มีคำบอกกล่าว
“รอดแน่! พวกเรารอดแน่! ข้ามีวิธี”
“วิธีอะไรของเ้ากันแน่ ข้าขอฟังด้วยคน”
จนป่านนี้พวกทหารเล็กก็ยังหาทางรอดให้ตัวเองไม่หยุดหย่อน ประจวบกับมีเสียงของชายคนหนึ่งแทรกเข้ามาชี้แจงแถลงไข พี่น้องสหายกองทัพทั้งหลายจึงได้พลอยใจชื้นขึ้นมาบ้าง
ถัดมาทางหลังค่าย ทหารจำนวนหนึ่งแห่กันมามุงดูอะไรบางอย่าง ที่ทั้งตอนนี้ส่งเสียงโหวกเหวกไปทั่วอาณาบริเวณ เพียงเพราะแค่อยากปลุกปั่นให้สิ่งมีชีวิตตรงหน้าลืมตาตื่น ถึงขั้นต้องขึ้นเสียงหลายโทน จนลืมระวังไปว่า บางทีเสียงเหล่านี้อาจจะดังเข้าไปรบกวนแม่ทัพหนุ่มที่กำลังพักผ่อนอยู่ในกระโจม
“เอ้! อย่าเพิ่งตายเชียวล่ะ ต้องรอข้าได้ความดีความชอบเสียก่อน”
ทหารเ้าของเสียงนั่งยองอยู่ใต้ต้นไม้ที่ไร้ซึ่งใบอ่อน ปลายกระบี่ในมือเขี่ยพุงเชลยเล่นราวกับเห็นเป็สิ่งของ การกระทำเช่นนี้ช่างต่ำช้าไร้มารยาท กึ่งปลุกกึ่งกลั่นแกล้ง ไร้มโนธรรมสำนึก!
โม่เตี๋ยว คือชื่อของนาง เด็กหญิงตัวน้อยพุงกลมอ้วนฉุ ที่เพิ่งถูกทหารแคว้นต้าเจิ้ง จับตัวมาได้เมื่อไม่กี่วันก่อน ั้แ่มาถึงค่ายนางก็เอาแต่เม้มปาก ไม่พูด ไม่ดื่ม ไม่กิน ตอนนี้ดันไม่ตื่น! ทำทหารเ้าของเชลยใจหายใจคว่ำไปหมดแล้ว
“นี่คือหนทางรอดที่คุยโวไว้ก่อนหน้านี้ของท่านเองหรือ?”
“ก็ใช่นะสิ! โม่เตี๋ยว โม่เตี๋ยวอะไรนั่น เ้าไม่คิดว่าชื่อนี้มันคุ้นหูบ้างหรือไง”
ทหารกระจอกสองคนร่วมระดมความคิด ผ่านไปเพียงอึดใจเดียวก็ต้องร้อง ‘อ๋อ’ พร้อมเบิกตากว้าง
โม่เตี๋ยวที่อ้วนเหมือนหมู สถานะไม่ธรรมดา นางเป็ถึงบุตรของเ้าแคว้นฝั่งศัตรู ที่จู่ ๆ ก็มาปรากฏตัวที่รอยต่อของสองดินแดน มันน่าแปลกใจก็ตรงที่ นางหนูโม่เตี๋ยวเป็ฝ่ายวิ่งเข้าหาทหารต้าเจิ้ง แล้วบอกว่า
“จับข้าไปสิ แล้วพาข้าไปหาคนที่ชื่อโหรวชิงอวิ๋น”
เป็เด็กเป็เล็ก แต่กล้าเอ่ยชื่อแม่ทัพผู้เป็ตำนานของแคว้นตรงข้าม นับว่าใจกล้าไม่เบา มีหรือที่ทหารลาดตระเวนจะไม่พาตัวนางกลับมา
แต่เมื่อพาโม่เตี๋ยวมาถึงค่าย แล้วรายงานต่อหัวหน้ากองบัญชาการเล็ก เขากลับบอกว่านี่คือตัวปลอม จะต้องเป็แผนสกปรกของพวกแคว้นเทียนสืออย่างแน่นอน เช่นนั้นจะมาหวังล้ม ๆ แล้ง ๆ พบเจอผู้บัญชาการเหล่าทัพโหรวได้อย่างไร
ที่ให้ได้ก็มีแต่ความตายเท่านั้น!
ทหารยศน้อยของหน่วยลาดตระเวนตระหนักว่า หัวหน้ากองบัญชาการเล็กไม่มีเมตตา ไร้วิสัยทัศน์ที่กว้างไกล นอกจากไม่ไตร่ตรอง ยังสั่งฆ่าหนึ่งชีวิตอย่างไม่ลังเล ต่อให้โม่เตี๋ยวเป็คนต่างแคว้น แต่นางก็เป็แค่เด็กผู้หญิงตัวอ้วนคนหนึ่ง จะมีปัญญาไปเป็ไส้ศึกอะไรได้
ด้วยเคยมีบุตรสาวอายุไล่เลี่ยกัน จึงไม่อาจเห็นโม่เตี๋ยวถูกตัดหัว ทหารที่พอมีความเมตตาอยู่บ้าง จึงพาโม่เตี๋ยวน้อยมาซ่อนไว้หลังค่ายชั่วคราว จะจัดการอย่างไรค่อยว่ากันทีหลัง ไหนเลยจะคิดว่าไม่กี่วันต่อมา แม่ทัพโหรวจะบุกมาถึงที่
“นางจะตายหรือไม่! เ้าดูสินางป่วย ตัวร้อนจี๋”
ทหารหนึ่งในนั้นเห็นท่าไม่ดี จึงรีบคลายเชือกเส้นใหญ่ออกจากร่างโม่เตี๋ยวที่ถูกมัดติดกับต้นไม้มาเป็เวลานาน ในเมื่อปลุกดี ๆ แล้วไม่ได้เื่ งั้นก็พาคนไปทั้งที่มีสภาพนี้นี่แหละ
แต่ทหารเ่าั้ยังไม่ทันได้ไหวตัวไปทำอย่างอื่น เสียงเย็นเยียบก็ดังแทรกเข้ามาเขย่าโสตประสาท ทำชายฉกรรจ์ร่างสูงขวัญหนีดีฝ่อไม่ต่างจากมดงานแตกรัง
“พวกเ้าทำอะไรลับหลังข้างั้นหรือ?”
โหรวชิงอวิ๋น แม่ทัพหนุ่มที่ผู้ใดก็ยำเกรง ปรากฏตัวอย่างเงียบ ๆ ราวล่องหน ครั้นวงล้อมแตก...ชายสองคนที่ยุ่งอยู่กับการแก้มัดให้เชลยโม่เตี๋ยว ก็จำต้องถอยออกห่างราวสามก้าว
ทันทีที่เห็นสภาพร่อแร่ของนางหนู โหรวชิงอวิ๋นที่ใครต่างก็ยกให้เขา เป็ยมทูตเดินดิน บางครั้งก็เรียกว่าเทพา แต่จะเรียกว่าอะไรก็เอาตามที่ถนัดเถิด คนอย่างชิงอวิ๋นไม่สนใจข่าวลือ และไม่คิดเสียเวลาลดตัวลงไปแก้ต่างให้ตัวเอง
เขาผู้นี้ปรี่ตัวไปข้างหน้า แล้วโยนกระบี่ในมือให้หงเจียงเย่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ อย่างแม่นยำ ต่อด้วยตรงเข้าไปแก้มัดที่เหลือให้เด็กหญิงด้วยตัวเอง
“โม่เตี๋ยวอยากได้ขนมหวาน...กะ...เกาลัดคู่เชื่อมน้ำตาล” UᴥU
จู่ ๆ เด็กอ้วนโม่เตี๋ยวก็ลืมตาตื่นอย่างพร่าปรือ ปากที่อวบอิ่มร้องขอเพียงของหวานที่พอทำให้นางมีเรี่ยวแรงได้บ้าง เมื่อครู่ได้ยินทหารพวกนั้นคุยกันเบา ๆ ว่าคนผู้นี้คือโหรวชิงอวิ๋นที่โม่เตี๋ยวตามหา เพราะแบบนี้ต่อให้แทบลืมตาไม่ขึ้น โม่เตี๋ยวก็ควรฝืนตัวเองสักหน่อย แล้วมองโหรวชิงอวิ๋นอะไรนั่นให้เต็มสองตา
เดิมทีโหรวชิงอวิ๋น้าช่วยเหลือโม่เตี๋ยว เพียงเพราะเห็นว่านางไม่ได้รับความยุติธรรม เด็กคนหนึ่งไม่ได้ทำอะไรผิด เหตุไหนต้องกักขังหน่วงเหนี่ยว ต่อให้โหรวชิงอวิ๋นเป็ขุนพลที่กระหายโลหิต ผ่านการเข่นฆ่ามานับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะฆ่าคนได้ตามใจ
คนที่โหรวชิงอวิ๋นฆ่า จำต้องเป็คนชั่วช้าที่สร้างความเดือดร้อนให้บ้านเมืองเท่านั้น!
แต่เมื่อได้ยินคำขอที่เป็เพียงคำขอทั่วไปของผู้หิวโหย ก็ดูเหมือนว่าไม่ได้มีอะไรซับซ้อนสักเท่าไหร่ แต่โหรวชิงอวิ๋นกลับเห็นต่าง
มีไม่กี่คนที่รู้ว่าบนตัวของโหรวชิงอวิ๋น พกเกาลัดเชื่อมน้ำตาลเอาไว้ตลอด แล้วโม่เตี๋ยวนางเป็แค่เด็กที่มีอายุขัยอยู่บนโลกราวสามขวบ นางจะมามีความสามารถรู้เื่ส่วนตัวของโหรวชิงอวิ๋นได้อย่างไร?