“เื่จัดสอบรับเข้าจอหงวนสี่สิบตำแหน่งงั้นหรือ”
หลังจากบรรดาขุนนางตกปากรับคำตกลงตามเงื่อนไขของกงจู่แล้ว พระองค์ก็ได้จัดการให้ขุนนางที่เป็คนจากกรมยุติธรรมมาร่าง ‘สัญญา’ ทันที แม้ว่าจะถือเป็เื่แปลกแต่ก็นับว่าเป็เื่ดีที่กงจู่ทรงทำให้ข้อตกลงทั้งหมดนั้นชัดเจนเป็ลายลักษณ์อักษร หากว่าพ้นกำหนดสิบวันแล้วก็คงไม่แปลกที่ต้าซีจะได้เถลิงราชย์เหนือหัวองค์ใหม่เป็แน่
...ฉลาด...
จนถึงตอนนี้คงไม่มีอะไรจะนิยามความเป็ ‘หยางเยว่ซือกงจู่’ ไปได้มากกว่าความฉลาดแล้ว กงจู่ตั้งโต๊ะส่วนพระองค์มานั่งหน้าบัลลังก์เพื่อว่าฎีกาอย่างรวดเร็วโดยใช้คำว่า ‘ทุกข์ของประชาชนรอให้ข้าขึ้นแท่นบัลลังก์ไม่ได้’
อย่างน้อยในตอนนี้นับไปอีกสิบวัน บัลลังก์นี้จะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพระองค์ทั้งหมด ทั้งที่ทรงบอกให้รอพิสูจน์แต่วิธีพิสูจน์นั้นก็ต้องแลกกับให้พระองค์ได้จัดการว่าฎีกาที่มีอยู่ถึงสิบวัน เพียงเท่านั้นก็คงพอแล้วสำหรับพระองค์ที่จะขยายอำนาจทิ้งไว้
อีกทั้งท่าทางสุขุมดูเป็ผู้ใหญ่เกินตัวของกงจู่นั้นทำให้เหล่าขุนนางต่างคล้อยตามได้โดยง่าย และยิ่งไปกว่านั้นพระองค์ก็ว่าฎีกาได้ดีจริงเสียด้วย... เพียงเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามกองฎีกากว่าร้อยฉบับก็ผ่านการอนุมัติและขอข้อมูลเพิ่มเติมไปว่าหกส่วนแล้ว...
“ทรงว่าฎีกาไวเกินไปแล้ว...”
บัณฑิตหลายคนที่ไม่สามารถบันทึกตามทันโอดครวญกันยกใหญ่ แต่เื่นั้นไม่น่าห่วงเพราะยังมีคนจดไวทันอยู่ อย่างน้อยก็ตัวพระองค์เอง...
ใช่แล้วพระองค์ทรงบันทึกฎีกาด้วยตัวเองไปด้วยในขณะที่ว่าฎีกาไปเรื่อย ๆ ถึงอย่างนั้นกงจู่ก็ไม่ได้ลดความเร็วในการว่าฎีกาลงเลยแม้แต่น้อย หากมีส่วนไหนไม่เข้าใจพระองค์จะเอ่ยถามทันที หากมีส่วนไหนคลุมเครือกงจู่จะขอข้อมูลเพิ่ม
หากส่วนไหนพระนางมีความเห็นที่ดีกว่าพระนางก็จะเสนอทันที ความคล่องแคล่วของกงจู่หลังม่านเมฆนั้นย่อมสร้างความประหลาดใจให้กับเหล่าขุนนางอยู่แล้ว แม้กระทั่งเขาที่พอจะประเมินฝีมือของพระองค์ได้ยังอดที่จะทึ่งไม่ได้เช่นกัน
“หากจะให้ข้าอนุมัติเื่การจัดสอบครั้งใหม่ ท่านเสนาบดีจางต้องระบุตำแหน่งงานที่ชัดเจนก่อนว่าตำแหน่งขุนนางจอหงวนที่จะรับเข้าใหม่เ่าั้กำลังขาดแคลนจริง และมีความ้าคนมาทำงานด่วน หากว่าเรารับเข้ามาทุกปีตามธรรมเนียมเดิมแล้วอีกไม่นานห้องว่าการคงจะบรรจุขุนนางไม่พอ จะลำบากท่านเสนาบดีกรมโยธาอย่างท่านเติ้งมาขยายห้องว่าการอีก”
ถ้อยคำการว่าฎีกาของพระองค์นั้นไม่ได้เป็ไปในทางตัดรอนอย่างชัดเจน หากแต่เป็ไปในเชิงการเสนอผลที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้ามากกว่า อีกทั้งทุกครั้งที่พระองค์ปฏิเสธนั้นพระองค์จะไม่ออกปากว่าตัวพระองค์เป็ผู้ปฏิเสธเอง หากแต่พระองค์จะเอ่ยอ้างถึงผลกระทบต่ออีก กรมเพื่อเป็การคานอำนาจกันเองในการปกครอง ความฉลาดของพระองค์ตรงนี้เขาไม่อาจดูเบาได้เลยแม้แต่น้อย
“พ่ะย่ะค่ะ...”
เสนาบดีจางมีแววไม่ค่อยพอใจเล็กน้อยที่งานของตนถูกลดบทบาทลง เพราะนั่นก็เท่ากับว่ากรมธรรมการของเขาจะต้องโดนลดบทบาทลงด้วย
เด็กหญิงตัวน้อยมองไปที่ผู้สูงวัยกว่าเพียงอึดใจ ด้วยน้ำเสียงเช่นนั้นพระองค์เข้าใจดีว่าชายคนนั้นกำลังคิดอะไรอยู่ เสนาบดีกรมธรรมการรับผิดชอบการสอบรับขุนนางเข้ามาทำงานในแต่ละปี เรียกในภาษาของเธอก็คือ HR ของวังหลวง
แต่ด้วยวิธีการรับคนเข้าทำงานของต้าซีนั้นเป็การรับในอัตราเดิมทุกปีเหมือนลอกโครงการเดิมมาตลอด ต่อไปก็จะเกิดปัญหาขุนนางล้นวัง เพราะขุนนางคนเก่านั้นไม่ได้เกษียณตัวหรือออกไปตามอายุราชการเพราะฉะนั้นหากรับมาเพิ่มก็รังแต่จะกลายเป็คนล้นเท่านั้น...
อีกอย่างการรับคนเข้าทำงานนั้นเป็เื่ละเอียดอ่อนและจำเป็ต้องเข้มงวดไม่น้อยไปกว่าหน้าที่อื่น เพราะทรัพยากรมนุษย์ถือเป็ทรัพยากรทรงคุณค่าและยากที่จะหามาทดแทนมากกว่าการให้ค่าเพียงแค่หากไม่ถูกใจก็หาคนใหม่ การทำอย่างนั้นนอกจากจะไม่ได้คนที่จริงใจต่อองค์กรแล้วยังเป็การสิ้นเปลืองทั้งเวลาและทรัพยากรในการฝึกฝนคนที่เข้ามาใหม่อีก แต่คนในยุคนี้นิยมรับแบบระบบอุปถัมภ์มากกว่าเสียด้วย... และก็ระบบอุปถัมภ์นี่แหละที่เป็ปัญหา
“จอหงวนฝึกหัดที่รับมาเมื่อปีก่อนหน้าและจอหงวนฝึกหัดระดับสองนั้นก็ยังมีจำนวนมากอยู่เสียด้วย...”
กงจู่เปิดไปที่กองรายชื่อที่วางค้างไว้ทางขวาพระหัตถ์ของตน พระโอษฐ์อิ่มเม้มเข้าหากันครู่หนึ่ง น่าลุ้นว่ากงจู่กำลังดำริอะไรอยู่เพราะแต่ละอย่างที่พระองค์เสนอความคิดกับฎีกาแต่ละฉบับนั้น ล้วนแล้วแต่เป็ทางออกที่ดีและน่าสนใจทั้งนั้น แม้ว่ามันจะผิดไปจากธรรมเนียมเดิมแต่ก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่พระองค์เสนอนั้นเป็ความคิดที่ดี เหมาะสม และไม่เสียผลประโยชน์แต่อย่างใด
“ท่านเสนาบดีกรมธรรมการจาง ข้าขอรบกวนบางอย่าง” เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นมองเสนาบดีกรมธรรมการทันที
“พ่ะย่ะค่ะกงจู่” เสนาบดีที่กำลังจะหมดบทบาทเอ่ยรับด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดีนัก
“จากที่เห็นยังมีจอหงวนฝึกหัดที่มีฝีมืออยู่ในกรมไม่น้อย” กงจู่ตัวน้อยเริ่มตรัสเกริ่นด้วยคำชม
“คนพวกนี้เป็คนที่ท่านอุตส่าห์คัดเลือกมาอย่างยากลำบากในปีก่อน ๆ ซึ่งเท่าที่ดูก็ล้วนแล้วแต่เป็คนมีฝีมือทั้งนั้น”
คำชมของเด็กหญิงนั้นราวกับเป็น้ำหวานชโลมจิตใจคนทำงานหนัก แต่สำหรับเขาแล้วย่อมรู้ดีว่าพระองค์ไม่ได้เพียงจะชื่นชมคนเปล่าแน่นอน ั้แ่เช้าแล้วที่พระองค์ใช้วิธีนี้ชื่นชมผลงานที่ผ่านมาก่อนจะสั่งงานต่อไปโดยใช้เพียงวาทศิลป์เท่านั้น... เขารู้ดีว่าพระองค์ไม่ได้จริงจังกับถ้อยคำเ่าั้เสียเท่าไหร่นัก การนั่งเก้าอี้หน้าบัลลังก์ของพระองค์ก็ถือเป็ปาหี่อย่างหนึ่งเช่นกัน ปาหี่ที่ทำให้คิดว่ากงจู่กำลังตั้งพระทัยพิสูจน์ตัวเอง ทั้งที่จริงพระองค์ได้ยึดอำนาจไปแล้วถึงสิบวัน
“หากว่าท่านเสนาบดีจะช่วยหาวิธีทดสอบจอหงวนที่ฝึกแล้วเ่าั้ให้เข้ามาทำงานในตำแหน่งขุนนางที่ยังขาดอยู่ น่าจะดีกว่าการเปิดสอบคนใหม่มาเข้าตำแหน่ง”
หยางเยว่ซือกงจู่ตรัสเสนอสิ่งที่น่าสนใจออกมาอีกครั้ง สีหน้าของเสนาบดีจางที่คิดว่าตัวเองกำลังจะหมดบทบาทนั้นดีขึ้นทันตาเห็น รวมถึงเหล่าบรรดาเสนาบดีกรมอื่น ๆ ที่ให้ความสนใจกับข้อเสนอนี้พอตัว
“ตอนนี้ข้าเห็นว่าหลายกรมก็กำลังขาดขุนนางและบัณฑิตไปช่วยกิจภายใน อย่างกรมพระคลังก็ยังขาดคนตรวจรับเบี้ยส่วยจากทางน้ำ กรมยุติธรรมเองก็ยังขาดผู้ตรวจการอีกหลายเขตใช่หรือไม่” หยางกงจู่หันไปถามเอาความจากสองกรมที่พระองค์เอ่ยยกขึ้น
“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีกรมพระคลังเอ่ยรับ
“กงจู่ทรงมีสายพระเนตรกว้างไกลไม่ผิดจากที่ตรัสสักนิด กรมยุติธรรมของเรายังขาดผู้ตรวจการอีกมาก” เสนาบดีกรมยุติธรรมเองก็เอ่ยรับเช่นกัน
“พอดีเลยสินะ” กงจู่พยักหน้ารับ
“ถ้าเช่นนั้นนอกจากสองกรมนี้แล้ว หากกรมขุนนาง กรมธรรมการ กรมกลาโหม หรือกรมโยธา้าบัณฑิตหรือขุนนางเพิ่ม ก็ขอให้พวกท่านจดแจ้งตำแหน่งที่้าแล้วส่งให้กับกรมธรรมการเพื่อจัดสอบรับคนเข้ามาดีหรือไม่...”
ข้อเสนอของหยางเยว่ซือกงจู่นั้นถือว่าน่าสนใจไม่ใช่น้อยเพราะทุกปีแต่ละกรมจะต้องทำการจัดสอบกันเองทุกครั้ง และบางครั้งในบางกรมอย่างกรมยุติธรรมหรือกรมกลาโหมก็ไม่ค่อยจะมีบัณฑิตมาสอบเข้าเสียเท่าไหร่ ด้วยกลัวว่าหากเข้ากรมนี้แล้วจะลำบากอีกทั้งข่าวลือที่ว่ากรมเหล่านี้ได้เบี้ยหวัดน้อยก็เป็ส่วนหนึ่งด้วย...
“เห็นด้วยพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีกรมยุติธรรมเอ่ยขึ้นก่อน
“ทรงปรีชายิ่ง” เสนาบดีกรมกลาโหมก็เช่นกัน
“ถ้าหากจะให้ท่านจางลีปู้ (ลีปู้ (ภาษาจีน) เสนาบดีกรมธรรมการ) ช่วยจัดการสอบเพื่อทุกกรมจะเป็หน้าที่ที่หนักเกินไปหรือไม่” กงจู่แสร้งถามทั้งที่พระองค์รู้อยู่แล้วว่าการจัดสอบพวกนี้ก็เท่ากับการเพิ่มอำนาจให้กับกรมธรรมการมากกว่าจะเป็งานโยนขี้
“ไม่เลยพ่ะย่ะค่ะ เกล้ากระหม่อมและเหล่าขุนนางทุกคนในกรมธรรมการพร้อมช่วยเหลือจัดหาคนอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีจางตกปากรับคำด้วยสีหน้าเบิกบานทันทีเมื่อได้รับหน้าที่ใหญ่มาครอง
มนุษย์เราก็เท่านี้ ้าให้คนเห็นคุณค่าความสำคัญ ดีหน่อยที่ค่าของคนในวังหลวงแห่งต้าซีนี้คือการทำงานถวายการรับใช้แผ่นดินเพราะฉะนั้นยิ่งเสนองานให้เท่าไหร่คนพวกนี้ก็พร้อมจะตอบรับทำงานทันที คงจะเป็หนึ่งเื่โชคดีในพันเื่โชคร้ายที่เธอต้องเจอเสียล่ะมั้ง เพราะอย่างน้อยได้ปกครองคนที่พร้อมทำงาน ก็ย่อมดีกว่าการต้องไปปกครองคนี้เีเป็ไหน ๆ
“หากท่านเห็นเช่นนั้นข้าก็ยินดีมาก เพราะคงไม่มีกรมใดในต้าซีที่จะเชี่ยวชาญด้านการสอบรับเข้าไปมากกว่ากรมธรรมการอีกแล้ว...”
คำเยินยอนั้นไม่เกินจริงแต่อย่างไร... ก็จะให้กรมโยธามาเก่ง การจัดสอบไปมากกว่ากรมธรรมการจัดสอบได้อย่างไร กรมนั้นมีแต่บัณฑิตที่เก่งด้านตึกอาคารจะมารู้เื่การสอบวัดคนได้อย่างไรกันเล่า
ระบบทำงานที่ทำกันแบบสุ่มแยกงานกันและสอบเข้ารับทำงานกันแบบไม่สอดประสานกันของต้าซีนั้นทำให้เกิดปัญหามีนอกมีในมีส่วยมีแป๊ะเจี๊ยะกันอยู่เรื่อยมา เพราะฉะนั้นเธอจะเริ่มเปลี่ยนั้แ่ตอนนี้ หากทุกฝ่ายทำงานประสานกันแล้วการจะคดโกงก็คงยากขึ้นแน่...
“กงจู่ทรงชื่นชมเกินไปแล้ว” เสนาบดีจางโค้งรับหากแต่ยกยิ้มเสียจนเห็นไปถึงปลายแถว
“ถ้าเช่นนั้นคงต้องขอให้ทุกกรมจดแจ้งตำแหน่งที่้า รวมถึงคุณสมบัติให้แก่ท่านเสนาบดีจางด้วยแล้วกัน...” กงจู่ออกคำสั่งต่อ
“แล้วก็ข้า้าให้ท่านรับจากพวกจอหงวนฝึกหัดก่อนเพราะคนพวกนี้ทำงานให้กับวังหลวงมานานย่อมมีความซื่อสัตย์และดีพร้อมอยู่มากกว่าคนที่จะรับเข้ามาใหม่”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีทุกกรมเอ่ยตอบรับพร้อมกัน
“ว่ากันต่อ” กงจู่คว้าฎีกาฉบับต่อไปขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
แม่ทัพซูหลวนคุนมองการทำงานของสตรีตัวน้อยด้วยความสนเท่ห์ พระองค์ไม่เคยจะฉายแววว่าจะมีความสามารถในการจัดการเื่ต่าง ๆ ได้มากขนาดนี้มาก่อน
ไม่ต้องคิดถึงเื่การสอบจอหงวนที่พระองค์เพิ่งจะสั่งการไปเลย แต่ั้แ่ความสามารถในการอ่านฎีกาแล้ว กองฎีกาที่สูงสะสมมาั้แ่ตอนที่องค์เหนือหัวองค์ก่อนทรงพระประชวรบัดนี้ลดลงจนเหลือเพียงแค่สี่ส่วนเท่านั้นในเวลาเพียงไม่ถึงชั่วยาม จากปริมาณงานที่ดูเหมือนทั้งชาติก็จะไม่เสร็จกลายเป็กำลังจะเสร็จครบในไม่กี่ก้านธูป...
“ทรงปรีชายิ่งแล้ว” เหอเจียงจวินเอ่ยขึ้นในขณะที่ทุกคนกำลังทึ่งกับฝีมือของกงจู่
“นั่นสิท่านแม่ทัพ ไม่ยักจะเคยได้รู้ว่ากงจู่จะมีความสามารถอื่นนอกจากดีดพิณ” หลันต้าตูตู (ต้าตูตู (ภาษาจีน) แม่ทัพภาค) เองก็เอ่ยรับเช่นกัน การว่าฎีกาของ กงจู่นั้นเป็ไปอย่างเป็ธรรมชาติไร้ความกดดันใด ๆ
“ไม่ต้องรอให้ถึงสิบวัน ข้าว่ากงจู่ทรงเหมาะสมกับราชบัลลังก์ต้าซี” เหอเจียงจวินแห่งเขตเหนือเอ่ยอีกครั้ง
“นี่แค่งานในวังหลวงกงจู่อาจจะจดจำมาจากพระบิดา...” เตี่ยนต้าตูตูเอ่ยค้าน
“ปัญหาในต้าซียังมีอีกมากทั้งพวกพรรคช่างลี่และพวกสำนักหลงเจียงต่างก็นับเป็เื่หนักทั้งนั้น”
“นั่นสินะ ท่านเตี่ยนเอ่ยถูกแล้ว...”
เป็อย่างที่ทุกคนว่ามายังมีอีกหลายเื่ที่กงจู่หลังม่านเมฆอย่างพระองค์ยังไม่รู้ ทั้งเขตดินแดนทั้งการแบ่งแยกชนเผ่าก็นับเป็ปัญหาใหญ่ที่เรื้อรังมานานั้แ่สมัยก่อนองค์เหนือหัวหยางจิ่นเฉ่าเสียอีก ทั้งพวกชนเผ่าทางเหนือที่นับถือลัทธิสำนักหลงเจียงที่พร้อมจะแบ่งแยกดินแดนตลอดเวลา อีกทั้งเื่ทางใต้ของต้าซีที่พรรคช่างลี่เป็ผู้ปกครองอีกปัญหาเหล่านี้กงจู่ยังไม่ทรงทราบด้วยซ้ำ...
“วันนี้มีฎีกามากเหลือเกิน แต่ก็สามารถจัดการได้โดยไวเพราะการช่วยเหลือของท่านเสนาบดีและขุนนางทุกท่านข้าขอขอบใจ” กงจู่ตรัสพร้อมรอยยิ้มคล้ายไม่ยิ้มในขณะที่วางฎีกาฉบับสุดท้ายลง
“มิบังอาจ...” เหล่าเสนาบดีและขุนนางต่างก็เอ่ยพร้อมกันทันที
“สายพระเนตรของกงจู่ช่างถี่ถ้วนนัก” เสนาบดีกรมโยธาเอ่ยขึ้นก่อน
“เป็อย่างที่ท่านเสนาบดีกล่าว กงจู่ทรงปรีชายิ่งแล้ว...” คำเอ่ยชมจากเหล่าขุนนางดังขึ้นขรม
สำหรับเหล่าขุนนางที่เมื่อชั่วยามก่อนยังไม่ใคร่เชื่อในความสามารถของกงจู่แม้แต่ครึ่งส่วนด้วยซ้ำ ในตอนนี้ทุกคนต่างก็ทำตัวราวกับว่าการวางใจกงจู่นั้นเป็เื่ที่ถูกต้องแล้ว ก็ไม่นับว่าแปลกอะไรพระองค์เล่นใช้เวลาเพียงชั่วยามเดียวในการสะสางฎีกาคงค้างสามวันได้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ขนาดนี้ หากไม่ยอมรับพระองค์ก็ไม่รู้ว่าจะหาเทพเซียนจากไหนมาทำงานนี้อีกแล้ว
สำหรับมิสเฉินที่ต้องจัดการกับเอกสารและปัญหาในที่ดินในรวมถึงพนักงานในสังกัดแล้ว เื่ฎีกาเพียงเท่านี้ถือว่าเป็เื่เล็กสำหรับเธอมาก ยิ่งปัญหาในต้าซีนั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าพวกการจัดการที่ไม่เป็ระบบกับระบบอุปถัมภ์ที่มีมาอย่างฝังรากด้วยแล้วยิ่งไม่ถือว่าเป็ปัญหาสำหรับคนระดับมิสเฉินอยู่แล้ว
“กล่าวชื่นชมกันยามนี้คงจะเร็วไปเสียหน่อย” กงจู่รับสั่งในขณะที่หยัดตัวลุกขึ้น “ยังเหลือเวลาอีกสิบวัน ขอพวกท่านทั้งหลายจงพิจารณาอย่างถี่ถ้วนด้วย”
คำกล่าวของพระองค์นั้นหาใช่การตักเตือนไม่ หากฟังให้ดีแล้วอาจจะคล้ายกับคำท้าทายด้วยซ้ำ ‘นี่แค่วันแรก อีกสิบวันพวกท่านจะได้ใมากกว่านี้’ เถียนเจิ้งซื่อหรี่ตาลงในขณะที่มองเด็กหญิงร่างเล็กที่เก่งเกินตัวคนนั้นกำลังรวบรวมบันทึกของตัวเองเข้าสู่อ้อมแขนน้อย ๆ ของตนด้วยท่าทีทุลักทุเลเล็กน้อย ท่าทางเช่นนั้นของพระองค์ทำให้เขาคิดบางอย่างออกมาได้...
“กราบทูลกงจู่” เถียนเจิ้งซื่อเอ่ยขึ้น
“ว่าอย่างไรเถียนลี่ปู้” เด็กหญิงตัวน้อยตอบรับทันทีก่อนจะหันไปในทิศที่ขุนนางหนุ่มยืนอยู่
“กงจู่ควรจะมีกงกงดูแลเื่จดบันทึกฎีกาและพระราชกิจพ่ะย่ะค่ะ”
คำทูลเสนอนั้นถือว่าน่าสนใจทีเดียวแต่ไม่ใช่ความน่าสนใจที่เขากำลังจะเสนอเลขาให้เธอหรอก แต่เป็การที่เขาตั้งใจเสนอต่อหน้าทุกคนต่างหาก ตามที่เธอพอจะรู้มากงกงนั้นถือเป็ผู้ติดตามและรับใช้องค์เหนือหัวแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น คนอื่นนั้นไม่อาจจะได้ขันทีชั้นผู้ใหญ่อย่างกงกงมาติดตามได้
การที่ขุนนางฝ่ายซ้ายจอมเ้าเล่ห์เสนอมานั้นก็เท่ากับว่าเขากำลังโยนหินถามทางในห้องว่าการอยู่ต่างหากว่าเห็นด้วยแค่ไหนกับการที่เธอจะได้ขึ้นนั่งบัลลังก์ในครั้งนี้ หากว่ามีคนคัดค้านย่อมแสดงว่าผลงานหนึ่งร้อยหกฎีกาในหนึ่งชั่วยามนั้นอาจจะยังไม่เรียกได้ว่าดีพอ
“นั่นสิ... เกล้ากระหม่อมไม่ทันได้นึกถึง เถียนลี่ปู้กล่าวถูกแล้วพ่ะย่ะค่ะ งานบันทึกและจดเตรียมราชกิจนั้นหาใช่งานของกงจู่ไม่ กงจู่สมควรมีกงกงมาดูแลงานส่วนนี้พ่ะย่ะค่ะ” รองเสนาบดีกรมขุนนางเองก็เอ่ยสนับสนุนขึ้นทันที
“จริงด้วยพ่ะย่ะค่ะ กงจู่ยังทรงมีเื่ไม่เข้าพระทัยอีกมาก หากทรงมีกงกงอยู่คอยช่วยเหลือแล้ว น่าจะทรงงานได้สะดวกขึ้น พ่ะย่ะค่ะ”
เสียงสนับสนุนจากเหล่าขุนนางเสนาอำมาตย์นั้นเป็เครื่องชี้ชัดว่าบัดนี้อำนาจแห่งต้าซีตกอยู่ในมือเธอแล้ว ไม่ได้มาแค่ตำแหน่งของกงจู่ที่ได้ว่าฎีกาอย่างเมื่อเช้า หากแต่เป็จิตใจของเหล่าผู้คนที่ทำงานรับใช้ราชบัลลังก์ด้วย ก็อย่างที่บอก เธอบริหารปากท้องนับพันคนที่นับแสนไร่มาก่อนกับแค่เื่ซื้อใจบริวารคนโบราณ EGO สูงพวกนี้ไม่ใช่เื่ยากนัก... มิสเฉินปรายตาไปมองที่คนจุดประเด็นเื่กงกงเพียงวูบเดียวด้วยสายตารู้ทันก่อนจะผินสายตากลับมาที่ห้องว่าการโดยรวมอีกครั้ง
“ขอบคุณท่านทั้งหลายที่อุตส่าห์กรุณาเด็กอย่างข้า” เด็กหญิงเอ่ยพร้อมรอยยิ้มน้อย ๆ
“ถ้าอย่างไรเื่จัดหาคนนั้นคงจะต้องรบกวนท่านเสนาบดีกรมธรรมการกับท่านเสนาบดีกรมขุนนางช่วยจัดการให้แล้ว”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” ทั้งสองเสนาบดีก้มหัวลงทันที
“ท่านเถียนลี่ปู้” กงจู่รับสั่งเรียกชื่อของชายที่เริ่มจุดประเด็นขึ้นมาอีกครั้ง
ชายคนนี้นับเป็คนฉลาดเท่าทันเธอไม่น้อย อย่างน้อยเขาก็ต้องสังเกตได้แล้วว่าเธอได้พยายามคานอำนาจแต่ละกรมให้เท่ากันไว้อยู่แล้วจากการว่าฎีกากว่าสี่สิบแปดฉบับที่สั่งแล้ววันนี้ เพราะมีเนื้อหาที่ยังไม่เป็ธรรมและเป็กลางต่อทุกกรม ไม่มีทางที่คนอย่างเถียนเจิ้งซื่อจะไม่เห็นวิถีของเธอ เพราะฉะนั้นอย่างไรก็ต้องเป็เขาเท่านั้นที่จะจัดการเื่นี้ให้กับเธอ
“พ่ะย่ะค่ะกงจู่”
“ข้าคิดว่าคงจะดีกว่าถ้ากงกงที่มาดูแลข้าจะเป็ผู้มีความสามารถจากทุกกรมเพื่อช่วยดูแลเื่ราชกิจให้ดีในทุกด้าน ท่านคิดว่าอย่างไร...” กงจู่ตรัสถาม ไม่สิต้องเรียกว่ารับสั่งต่างหาก
“ทรงปรีชายิ่งแล้วพ่ะย่ะค่ะ เกล้ากระหม่อมและท่านเสนาบดีจะจัดหาให้ตามพระประสงค์”
ทรงพระปรีชายิ่งไม่ผิดจากที่กล่าวเลยสักนิด พระองค์ตั้งใจให้มีกงกงที่มาจากขุนนางทั้งหกกรมแทนที่จะรับจากกรมขุนนางเพียงกรมเดียว ‘เพื่อคานอำนาจ’ วิธีการว่าฎีกาของกงจู่ั้แ่ว่าฎีกาจนถึงตอนนี้บ่งบอกได้ถึงความฉลาดของพระองค์เป็อย่างยิ่ง
เพราะหากมีเพียงพระองค์คนเดียวคงไม่สามารถจัดการระบบอุปถัมภ์ได้ทั้งหมด พระองค์เลยใช้วิธีให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันเพื่อให้แต่ละฝ่ายคัดค้านและคานอำนาจกันเอง แทนที่จะไปเสียเวลาจัดการกับปัญหาที่ฝังรากในต้าซีมานานอย่างการอุปถัมภ์เล่นพรรคเล่นพวกด้วยตัวเองก็ปล่อยให้ระบบจัดการกันเองเสีย...
“ขอบใจท่านมาก” กงจู่ตรัสรับ“ท่านซูเจียงจวิน”
“พ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพใหญ่เอ่ยรับทันที
“ข้าอยากไปดูพื้นที่ท้ายหมู่บ้านต้าหยางที่มีคำร้องมาว่าถูกก่อกวนเสียหน่อย...” มิสเฉินเอ่ยสั่งทันที
“ต้าหยาง...”
เมื่อได้ยินดังนั้นเหล่าทหารที่นั่งอยู่ต่างพากันส่งเสียงอึงอื้อก่อนจะหันมองกันเลิ่กลั่กทันที จะไม่ให้ใได้อย่างไรในเมื่อบริเวณนั้นถือเป็พื้นที่ที่มีการรุกไล่ของสำนักหลงเจียงมาเนิ่นนาน อีกทั้งยังเป็พื้นที่ที่มีทั้งโจรโพกผ้าแดง โจรเด็ดดอกไม้และชาวยุทธ์ชุกชุมเป็อย่างมากเสียด้วย
“กราบทูลกงจู่พื้นที่นั้นอันตรายมากพ่ะย่ะค่ะ อีกทั้งเกี้ยวก็ไม่สามารถเข้าถึงได้...” แม่ทัพซูเอ่ยตัดบท
ตรงนั้นไม่ใช่ที่ที่สตรีจะไปเดินเล่นอยู่แล้วหากจะบอกว่าเป็พื้นที่เสี่ยงก็ว่าได้ มีทั้งชาวยุทธ์ กับดักสัตว์ กับดักทัพทหาร กองโจรคนที่เชื่อในลัทธิประหลาดแห่งสำนักหลงเจียงนั้นเป็พวกคนที่อันตรายกว่าที่กงจู่หลังม่านเมฆจะคาดถึงแน่ แม้ว่าพระองค์จะสังหารฏได้ก็เถอะแต่พื้นที่ตรงนั้นอันตรายกว่านั้นมีทั้งกับดักทั้งสัตว์ร้าย...
“เกี้ยวไปไม่ถึง...” เด็กหญิงพยักหน้ารับ “ถ้าอย่างนั้นก็เตรียมม้าแล้วกัน”