บทที่ 5 ฉันแนะนำให้พวกคุณคิดให้ดี (รีไรต์)
กับข้าวที่ไม่มีใครแตะต้องเลยนอกจากเจียงอ้ายกั๋วและภรรยา น้ำแกงและกับข้าวหกเลอะเทอะเต็มพื้น จานชามล้วนแตกละเอียดไม่มีชิ้นดี
ทั้งบ้านเงียบสงัด
ทุกคนเบิกตากว้างมองไปยังเจียงอี้และอาหารที่กองอยู่บนพื้น ราวกับว่าพวกเขาตกอยู่ในภวังค์ ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลยสักนิด
"เห็นว่าทุกคนทานไม่อร่อย ฉันเลยช่วยจัดการให้ ไม่ต้องขอบคุณหรอกนะคะ"
เจียงอี้ตบมืออย่างไม่แยแส ที่เธอต้องคว่ำโต๊ะตัวนี้ก็เพื่อป่าวประกาศต่อหน้าทุกคนว่าเธอไม่ได้พูดเล่น และเธอไม่มีเวลาพอจะมาสนใจเื่ไร้สาระพวกนี้มากนัก
"อีกอย่างฉันแนะนำให้พวกคุณคิดให้ดี ระหว่างเงินก้อนนั้นหรือหน้าที่การงานของลุงใหญ่กับบ้านของปู่ อะไรจะสำคัญกว่ากัน?"
เจียงอี้พาพ่อแม่ของเธอกลับห้อง พลางหันกลับไปมองนาฬิกา แล้วเอ่ยเวลาออกมาอย่างช้า ๆ "ตอนนี้เที่ยงแล้ว อย่างช้าที่สุดคือพรุ่งนี้ตอนเที่ยง ฉันจะต้องได้เห็นเงินหนึ่งหมื่นหกพันหนึ่งร้อยแปดสิบห้าหยวน จะขาดไปแม้แต่หยวนเดียวก็ไม่ได้"
"ไม่งั้น… พวกคุณคงไม่อยากเห็นหรอกว่าฉันทำอะไรได้บ้าง"
เจียงอี้ทิ้งให้คนอื่น ๆ ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม แล้วพาพ่อกับแม่ของเธอเข้าไปในห้องเล็ก
บ้านที่พ่อเฒ่าเจียงแบ่งให้ มีพื้นที่ใช้สอยจริงห้าสิบตารางเมตร เป็ห้องนอนเล็กสองห้องกับห้องโถง พ่อเฒ่ากับแม่เฒ่าเจียงอยู่ห้องนอนเล็ก ส่วนห้องนอนใหญ่เกือบสิบห้าตารางเมตรยกให้ลูกชายคนโต แม้จะเป็แบบนั้น เจียงเฟยหังลูกชายคนโตของบ้านยังบ่นว่าคับแคบอยู่บ่อย ๆ ่ฤดูร้อนถึงขั้นเอาเตียงสนามมากางนอนที่ห้องโถงด้วยซ้ำ ทุกครั้งที่เขานอนที่ห้องโถง เขายังเตือนเจียงอี้กับน้องชายอีกว่าไม่ให้ออกมาเข้าห้องน้ำ เพราะกลัวจะรบกวนเวลานอนของเขา
ส่วนครอบครัวสี่คนของเจียงอี้ ได้อยู่อาศัยในพื้นที่ไม่ถึงแปดตารางเมตร ที่กั้นออกมาจากห้องโถง
ในพื้นที่เพียงเท่านั้น เจียงอ้ายกั๋วกับหวังหยวนเซียงใช้แผ่นไม้กั้นเป็สองส่วน สามีภรรยานอนเบียดกันบนเตียงขนาดเมตรกว่า ๆ ตรงหน้าต่างที่แสงส่องถึง วางเตียงสองชั้นให้เจียงอี้นอนชั้นบน และตอนกลางคืนก็ปิดม่านเอา
เจียงอี้เข้าไปในห้อง พลางมองดูอย่างครุ่นคิด อย่าว่าแต่จะวางโต๊ะเก้าอี้เลย แค่ตอนที่คนสี่คนอยู่พร้อมกัน แค่จะขยับตัวยังลำบาก
แต่ไม่เป็ไร ยังไงพวกเขาคงอยู่ที่นี่อีกไม่นาน รอได้เงินคืนแล้วเธอจะรีบพาพ่อแม่ย้ายออกไปทันที ในพื้นที่แบบนี้ไม่ส่งผลดีต่อการรักษาของพ่อเธอเลยสักนิด
"พ่อนั่งลงก่อนนะคะ ตอนนี้พ่อยังไม่ควรยืนนาน" เจียงอี้พยุงผู้เป็พ่อให้นั่งลง
เจียงอ้ายกั๋วเดินมาไม่กี่ก้าว ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ ตาของเขาแดงก่ำ พลางยื่นมือลูบหัวลูกสาวด้วยความสงสาร "เสี่ยวอี้ บอกพ่อมาเถอะว่าเกิดอะไรขึ้น?"
เจียงอี้นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แต่ก็เล่าเื่ที่ตัวเองเกือบจะถูกรังแกระหว่างทางกลับบ้าน
เจียงอ้ายกั๋วทั้งโกรธทั้งกลัวจนลืมอาการาเ็ที่ขา ะโเหยงขึ้นมาทันที "ว่าไงนะ? ไอ้พวกสารเลว! พ่อจะไปจัดการมันให้!"
หวังหยวนเซียงได้ฟังยังแทบคลั่ง เธออยู่ไม่สุข นึกอยากออกไปเอาเื่ให้ตายกันไปข้าง
"พ่อแม่ใจเย็น ๆ ก่อน หนูไม่เป็ไรสักหน่อย" เจียงอี้รีบห้าม
ที่เธอตัดสินใจเล่าเื่นี้ เพราะรู้ว่าพ่อแม่เป็คนซื่อ เธออยากให้พวกท่านได้เห็นธาตุแท้ของคนตระกูลเจียง แล้วจะได้ยอมย้ายออกไปจากตระกูลนี้เสียที
ส่วนเื่แก้แค้น เธอขอจัดการเอง!
กว่าจะเกลี้ยกล่อมพ่อแม่ไม่ให้ทำอะไรลงไปได้ก็เล่นเอาเหนื่อยทีเดียว
"แล้วเื่งาน..."
หวังหยวนเซียงนั่งลงอย่างอ่อนแรง นึกถึงเื่สำคัญขึ้นมาได้ รีบมองออกไปด้านนอก แล้วกดเสียงต่ำพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "พ่อกับแม่ปรึกษากันแล้ว อาศัยโอกาสนี้ให้ลูกกับน้องกลับเข้าเมือง แล้วให้น้องรับ่งานของพ่อต่อ งานนั่นต้องเป็ผู้ชายถึก ๆ เท่านั้นถึงจะทำได้ ส่วนลูกก็รับ่งานของแม่ต่อ ได้ข่าวว่าอีกสักพักจะมีเปิดรับสมัครพนักงานประจำแล้ว ลูกกลับไปแล้วรีบดำเนินเื่เอาตำแหน่งมาให้ได้ก่อนแล้วกัน"
ไม่อย่างนั้นเธอกลัวว่าจะถูกครอบครัวลุงใหญ่ของเจียงอี้คิดบัญชีเอาได้
เจียงอี้ฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นหัวใจ
ถึงพ่อกับแม่จะเป็คนซื่อไปหน่อย แต่พวกท่านรักและหวังดีกับลูก ๆ ทั้งสองคน คิดวางแผนอนาคตไว้ให้หมดแล้ว เสียดายที่ทุกอย่างต้องพังทลายลงเพราะครอบครัวลุงใหญ่
แต่เจียงอี้คิดไว้แล้วว่าจะไปเรียนมหาวิทยาลัย เธอเป็คนหัวดี เรียนเก่งมาโดยตลอด พอมาทำธุรกิจก็ไม่มีใครสอน เป็เธอที่เรียนรู้ด้วยตัวเองทั้งหมด เธอจึงพูดเสียงอ่อย “พ่อกับแม่ฟังหนูพูดก่อน”
ไม่กี่นาทีต่อมา เจียงอ้ายกั๋วเผลอขึ้นเสียง “ลูกพูดว่าอะไรนะ! ไม่ไปทำงานงั้นเหรอ? ลูกก็รู้นี่ว่างานในเมืองหายากแค่ไหน…”
เจียงอี้รีบส่งสัญญาณให้พ่อเบาเสียงหน่อย แล้วจึงพูดว่า “พ่อคะ หนูไม่อยากทำงานนี้จริง ๆ เื่ในอนาคตหนูวางแผนไว้หมดแล้ว เชื่อหนูเถอะนะคะ”
วันนั้นเจียงอี้คุยกับพ่อแม่จนดึก แสงไฟที่บ้านถึงดับลง
เจียงอี้นอนอยู่บนเตียงเล็ก ๆ และรูดม่านปิดหน้าต่างไว้
ตอนบ่ายเธอไปค้นหาเมล็ดพันธุ์ผักบางอย่างจากตู้ในครัว นอกจากนี้ เจียงอี้ยังแอบไปหยิบต้นหอมที่แม่เธอปลูกไว้ในลังไม้บนขอบหน้าต่างมาด้วย เธออยากลองดูว่าการปลูกผักในมิติลับจะเป็อย่างไร
ตอนเข้ามา เจียงอี้ยังคิดว่าพื้นที่นี้สามารถหว่านเมล็ดและเก็บเกี่ยวได้เพียงพริบตา แต่ความจริงพิสูจน์แล้วว่าเธอหวังมากเกินไป เพราะเธอยังต้องลงมือทำด้วยตัวเองต่างหาก
เจียงอี้ใช้พลั่วเล็ก ๆ ที่เธอแอบเอามาจากบ้านตักเมล็ดพืชและต้นหอมลงไป เธอเป็คนที่เคยลำบาก ่ที่ไปเป็เยาวชนทำงานในชนบทหลายปี ไม่มีงานอะไรที่เธอไม่เคยทำ การขุดดินปักดำนาน ๆ เธอยังทำจนชินแล้ว นับประสาอะไรกับการปลูกผักแค่นี้
นอกจากปลูกผัก ่นี้ยังคงทำอะไรไม่ได้มากนัก เจียงอี้เดินไปตรงขอบพื้นที่ดินสามหมู่ แล้วยื่นมือออกไปััมัน มือของเธอสามารถสอดเข้าไปได้ แต่กลับเหมือนกำลังััหมอก บ้านเรือนและแม่น้ำนั้นอยู่ห่างออกไป เจียงอี้ได้แต่ถอนหายใจ ดูเหมือนว่าเธอคงทำได้แค่รอเท่านั้น
หลังจากเดินดูทั่วทั้งพื้นที่ราวกับได้วัดที่ดินด้วยตัวเองแล้ว เธอก็เริ่มง่วง แต่ทันใดนั้นเสียงหนึ่งที่หน้าประตูพลันดังขึ้นเสียก่อน
โครม!
เจียงอี้รีบลุกขึ้นนั่งทันที
“เสี่ยวอี้?” หวังหยวนเซียงกระซิบถามเมื่อได้ยินเสียงนั้น
“ไม่เป็ไรค่ะ พ่อกับแม่นอนต่อเถอะ เดี๋ยวหนูออกไปดูเอง”
เจียงอี้พูดปลอบแบบขอไปที แล้วเปิดประตูห้องเล็กออกไป เห็นเจียงเฟยหังกำลังปิดประตูแล้วเปิดไฟ ท่าทางไม่เกรงใจคนในห้องโถงที่กำลังนอนหลับเลย
เจียงอี้พุ่งเข้าไปชกเขาหนึ่งหมัด
“โอ๊ย! ใครต่อยฉัน?!” เจียงเฟยหังถูกต่อยจนตัวงอ แต่เมื่อเห็นว่าคนที่ต่อยเขาคือเจียงอี้ เขาก็รู้สึกโกรธขึ้นมาทันที “แม่งเอ๊ย! เจียงอี้ เธอบ้าไปแล้วเหรอถึงกล้าต่อยฉันแบบนี้!”
เจียงอี้คว้าอะไรก็ไม่รู้มาอุดปากเจียงเฟยหัง ไม่พูดพร่ำทำเพลง เธอปล่อยหมัดรัวไม่ยั้ง กว่าแม่เฒ่าและคนอื่น ๆ สังเกตเห็นว่ามีอะไรผิดปกติ เจียงเฟยหังก็ถูกซัดจนนอนแน่นิ่งไปแล้ว
"นังเด็กสารเลวนี่ แกกล้าตีหังหังของฉันเหรอ!?"
"ถ้าแกตีหลานรักของฉันจนพิการ ฉันเอาแกตายแน่!"
หลี่สุ่ยเถาและแม่เฒ่ารีบวิ่งเข้าไปกอดเจียงเฟยหัง น้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความสงสารจับใจ
เจียงอี้ไม่แม้แต่จะเหลือบมองเจียงเฟยหังที่ถูกซ้อมจนสลบไสลเหมือนหมูตาย เธอหันไปยิ้มหวานให้พ่อเฒ่าเจียง แล้วพูดด้วยท่าทางน่าเอ็นดูว่า
"เห็นแล้วใช่ไหมคะว่าหังหังอายุยี่สิบสามปีของปู่ ช่างไม่รู้จักโตเอาเสียเลย ส่วนย่าก็รักนักรักหนา ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าปู่กับย่าอายุมากแล้ว นอนหลับไม่ค่อยสนิท แต่กลับยังมาทำเสียงดังขนาดนี้ สมกับเป็สัตว์เดรัจฉานที่ไม่รู้จักความกตัญญูจริง ๆ”
"แต่ปู่ไม่ต้องกังวลนะคะ เพราะฉันสั่งสอนเขาไปแล้ว หวังว่าเขาจะจำใส่ใจ รู้จักเคารพผู้ใหญ่ซะบ้าง ถ้าคราวหน้ายังกล้าทำแบบนี้อีก คงไม่ต้องให้คุณปู่ลงมือเองหรอกค่ะ เพราะฉันจะตีเขาทุกสามเวลาหลังอาหารเอง!"
"เขาว่ากันว่า หากเป็หยกแล้วไม่เจียระไนคงไร้ค่า แต่หากเป็คนมีความคิดสักหน่อย พวกเขาย่อมดูออกว่าพี่ใหญ่เป็แค่ขยะชิ้นหนึ่ง แต่ยังไงก็ถือเป็คนในครอบครัว ฉันจะใส่ใจเขาให้มากหน่อยแล้วกัน"
พ่อเฒ่าและแม่เฒ่า "..."
ครอบครัวของเจียงอ้ายฉาย "..."
แบบนี้พวกเขายังต้องขอบคุณเจียงอี้ด้วยงั้นเหรอ?