ตอนที่1 เมืองเซนต์จูรี่
ณแคว้นปารีสหนึ่งในแค้นทั้งสิบแค้นของจักรวรรดิโรมานคิชซึ่งแคว้นปารีสนั้นมีเมืองอยู่ภายในการปกครองถึงยี่สิบเมืองด้วยกันแบ่งเป็เมืองขนาดใหญ่ห้าเมืองขนาดกลางสามเมืองและขนาดเล็กอีกอีกสองเมืองนอกจากนั้นยังมีหมู่บ้านที่อยู่ภายใต้เมืองเ่าั้อีกหลายร้อยหมู่บ้าน......
ซึ่งเมืองที่อากอร์นพึ่งได้รับมอบมาจากการที่เขาได้รับตำแหน่งเป็บารอนจากองค์กษัตริย์ของแค้นปารีสนั้นก็คือเมืองเซนต์จูรี่เมืองเซนต์จูรี่นั้นเป็เมืองที่มีขนาดเล็กที่สุดในบรรดาเมืองทั้งหมดแต่เนื่องจากเมืองเซนต์จูรี่อยู่ติดกับชายแดนที่เป็พื้นที่รกร้างและมีพวกโจรชุม.....
เลยทำให้ตอนนี้ภายในเมืองมีประชากรเพียงแค่สองพันกว่าคนเท่านั้นเรียกได้ว่าน้อยเสียยิ่งกว่าหมู่บ้านขนาดใหญ่บางหมู่บ้านเสียอีกและเหตุผลที่เป็อย่างนั้นก็เพราะพวกโจรที่ออกอาละวาดจนทำให้ชาวบ้านถูกปล้นล้มตายไปเป็จำนวนมาก......
บ้างก็หนีย้ายถิ่นฐานบ้างก็ยอมตายเพื่อแก้แค้นส่วนเ้าเมืองคนเก่านั้นเขาเป็เพียงขุนนางผู้ขี้ขลาดคนหนึ่งเท่านั้นแถมยังเป็ที่เห็นแก่ตัวอย่างมากด้วยและใน่ที่มันเป็เ้าเมืองอยู่มันก็มักจะใช้อำนาจในทางที่ไม่ชอบมาโดยตลอด......
จนชาวบ้านทนไม่ไหวรวมตัวกันต่อต้านและสังหารเ้าเมืองคนเก่าไปและส่งรายงานไปยังเมืองหลวงปารีสเกี่ยวกับเ้าเมืองคนนั้นและในตอนนั้นเองอากอร์นก็ได้รับตำแหน่งบารอนพอดีและได้รับมอบให้มาดูแลเมืองนี้แทนเ้าเมืองคนเก่าและในวันนี้เองกองกำลังของอากอร์นทั้งสองพันคนก็ได้มาถึงเมือง เซนต์จูรี่ เรียบร้อยแล้ว.......
หน้าประตูทางเข้าเมืองเซนต์จูรี่......
“ท่านอากอร์น ท่านแน่ใจนะว่าเป็ที่นี่?” สายของชายหนุ่มเจมส์วิชดังขึ้นเมื่อเขาเห็นประตูเมืองและเมืองที่ดูทรุดโทรมอย่างมากที่เบื้องหน้าของเขา.....
“ข้าคิดว่ามันน่าจะใช่นะ.....เพราะมันอยู่ในแผนที่ที่ข้าได้รับมา”เสียงอันนุ่มลึกฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นของชายหนุ่มหน้าตาคมเข้มที่นั่งอยู่บนหลังม้าสวมชุดเกราะสีทองรายหัวสิงโตดังขึ้นซึ่งชายหนุ่มคนนี้ก็คืออากอร์นนั้นเอง.....
“แบบนี้มันไม่เรียกว่าเมืองแล้วนี่มันซากโบราณไม่ก็เมืองล้างเสียมากกว่า!!”ชายหนุ่มยังคงพูดขึ้นอย่างครั้งอย่างไม่พอใจกับสภาพเมือง......
“เ้าหนูเจมส์เ้าควรที่จะเงียบปากเสียบ้างนะข้าเห็นเ้าบ่นมาตลอดทางเลยไม่เมื่อยปากบ้างหรือไงกันข้านี้รำคาญเป็จนจะเป็บ้าอยู่แล้ว”ทันใดนั้นชายหนุ่มร่างกายใหญ่โตหรือก็คือฮอล์สันได้พูดขึ้นด้วยใบหน้าที่แสนจะรำคาญเป็อย่างมากเพราะเขาต้องฟังเจมส์วิชบ่นมาตลอดทาง....
“พี่ฮอล์สัน ท่านก็ดูซิเมืองนี้มันเหมือนเมืองที่ไหนกันละ? หมู่บ้านที่เราผ่านมายังดูดีกว่านี้อีกนะท่านอากอร์นอุส่าได้รับตำแหน่งบารอนและได้รับหน้าที่ดูแลเมืองทั้งที แต่กับได้มาดูแลเมืองที่เหมือนซากโบราณแบบนี้นะเหรอ?”
“พอเถอะเจมส์วิช ข้าไม่เป็ไรหรอก กับเื่แบบนี้ยังไงตอนนี้ข้าก็เป็เ้าเมืองแล้วเอาไว้เราค่อยมาช่วยกันพัฒนาให้มันเป็เมืองที่น่าอยู่ก็ได้นิ”อากอร์นรู้ว่าเจมส์วิชรู้สึกยังไงและเขาก็รู้ว่าเด็กคนนี้เป็คนที่นิสัยเืร้อนอย่างมากดังนั้นเขาจึงพยายามพูดหาเหตุผลให้ชายหนุ่มสงบลง.....
“ถูกอย่างที่ท่านอากอร์นว่าถึงแม้เมืองนี้จะดูทรุดโทรมไป.......มากก็เถอะแต่ก็ใช่ว่ามันจะเป็แบบนี้ตลอดไปนิใช่ไหมท่านอากอร์น?”หญิงสาวผู้สวมหมวกทรงสูงขอบกว้างได้พูดขึ้นอย่างขี้เล่นพร้อมกับขยับม้าของตนมาใกล้ๆกับอากอร์นก่อนจะเกาะแขนของอากอร์นเอาไว้อย่างชอบใจ.....
“ก็นะ.....ตอนนี้พวกเราควรเข้าไปในเมืองกันก่อนและไปที่ปราสาทกัน”อากอร์นถึงกับทำอะไรไม่ถูกเลยเมื่อหญิงสาวเจสสิก้าจอมเวทย์หญิงเพียงหนึ่งเดียวในกองทัพของเขามาเกราะเขียนเอาไว้พร้อมกับพยายามเอาอกไข่ดาวของเธอมาถู.......
กรุบกรับกรุบกรับ กรุบกรับ!!
“นั้นกองกำลังจากที่ไหน?”
“สงสัยจะเป็เ้าเมืองคนใหม่ละมั้งเห็นท่านหัวหน้าบอกว่าทางเมืองหลวงจะส่งเ้าเมืองคนใหม่มาเป็เ้าเมืองของพวกเราละ”
“จริงเหรอวะ? อยากรู้จริงๆเลยว่าเ้าเมืองคนใหม่เป็ใครแล้วจะเหมือนกับไอ้เ้าเมืองคนเก่าหรือเปล่าหากว่าเหมือนละก็พวกเราจะ........อุ๊บ!!
“เงียบหน่อยเ้าไม่เห็นกองกำลังที่มากับเขาหรือไง? ดูเ้าั์ทั้งสองคนนั้นซิแมร่ง.....โคตรน่ากลัวเลยหาโดดเข้าไปหมัดหนึ่งนี้ตายอย่างเขียดแน่ๆ!!”
“โทษทีข้าลืมมองไปเพราะมัวแต่คิดถึงไอ้เ้าเมืองคนเก่านั้นเลยลืมดูเลย”
เมื่อกองกำลังของอากอร์นเข้ามาในเมืองเหล่าชาวบ้านที่อยู่ในเมืองต่างก็พากันออกมาดูกองกำลังของอากอร์นกันหมดด้วยความอยากรู้อยากเห็นเพราะนี้ก็ผ่านมาหลายเดือนแล้วที่เมืองนี้ขาดเ้าเมืองดูและซึ่งกองกำลังที่ประจำการภายในเมืองก็มีอยู่ไม่ถึงร้อยคน.....
ซึ่งส่วนใหญ่เป็เพียงชาวบ้านที่คิด้าจะปกป้องต้นเองเท่านั้นเลยได้หยิบเอาชุดเกราะและอาวุธที่เ้าเมืองคนเก่าเหลือทิ้งเอาไว้มาสวมใส่และเมื่อกองกำลังของอากอร์นเข้ามาพวกเขารู้สึกสนอกสนใจเป็อย่างมาก......
พรึบ!!
“สวัสดีขอรับท่านเ้าเมือง!!” ทันใดนั้นชายชราผู้หนึ่งที่เดินมาหยุดอยู่หน้าขบวนของอากอร์นพร้อมกับด้วยชาวบ้านส่วนหน้าก็ได้พูดทักทายขึ้นแต่ทว่าคนที่ชายชราทักทายนั้นกับไม่ใช่อากอร์นแต่เป็เรเว่นชายวัยกลางคนที่มีหน้าตานิ่งๆที่อยู่ข้างๆ อากอร์นแทน......
หือ.......?
“ข้าไม่ใช่ท่านเ้าเมืองข้าเป็เพียงอัศวินของท่านอากอร์นเท่านั้น”เรเว่นหันมาตอบชายชราด้วยใบหน้าที่นิ่งเฉยราวกับคนที่ไม่มีชีวิตอย่างนั้นแหละ.....
“ไม่ใช่ท่านเ้าเมือง? เป็เพียงอัศวินของท่านอากอร์น.....แล้วท่านอากอร์นอยู่ไหนละขอรับ?”
“ก็คนที่อยู่ข้าหน้าพวกเ้ายังไงละ!!” เจมส์วิชรีบพูดขึ้นในทันทีพร้อมกับชี้ไปที่อากอร์นที่อยู่บนหลังม้าตัวหน้าสุดอย่างภาคภูมิ......
หือ........เขา?
ทันทีที่ชายชราทราบว่าเ้าเมืองคนใหม่เป็ใครใบหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนสีไปในทันทีด้วยความใเพราะคนที่จะมาเป็เ้าเมืองคนต่อไปนั้นหน้าตายังดูเด็กอยู่เลยและจากที่ชายชรามองแล้วอายุของเด็กคนนี้น่าจะราวๆยี่สิบปีเท่านั้น.....
“เด็กคนนั้นนะเหรอที่จะมาเป็เ้าเมือง?”
“บ้าน่าอายุแค่นั้นอะนะจะมาเป็เ้าเมือง....นี่ทางเมืองหลวงสมองผิดปกติไปแล้วหรือยังไงกันหรือว่าพวกนั้นคิดว่าเมืองเราไม่มีความจำเป็ต้องมีอีกแล้วเลยส่งเด็กอย่างนี้มาเป็เ้าเมือง?”
“จบแล้วมันจบแล้ว เมืองเซนต์จูรี่เราจบแล้ว!!”
เสียงโอดครวญของชาวบ้านดังขึ้นอย่างไม่สนใจต่อกองกำลังของอากอร์นและตัวของอากอร์นในทันทีเมื่อรู้ความจริงว่าคนที่จะมาเป็เ้าเมืองของพวกตนเป็ใครบางคนถึงกับหมดหวังแขนขาอ่อนแรงทรุดลงไปนั่งกับพื้นอย่างสิ้นหวัง......
“หึ!! คนเหล่านี้ช่างน่าสมเพชนักช่างไม่รู้อะไรบ้างเลยว่าท่านอากอร์นนั้นแข็งแกร่งและมากความสามารถขนาดไหน!!”น้ำเสียงที่ฟังดูเ็าดังขึ้นจากหญิงสาวร่างเล็กอกโตสวมผ้าปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่งของนางเอาไว้พร้อมกับใช้สายตาจ้องมองไปยังเหล่าชาวบ้านอย่างไม่ชอบใจซึ่งตัวนางมีความเคารพและนับถือในตัวของอากอร์นอย่างมากเพราะอากอร์นเคยช่วยนางเอาไว้.......
“เอาน่าพี่ลอลิคนเหล่านี้คงผ่านเื่ราวอะไรต่อมิอะไรมามากมายเลยที่ทำให้จิตใจพวกเขาคิดเช่นนั้นรอให้ท่านอากอร์นแสดงถึงความสามารถให้พวกนั้นได้เห็นก่อนเดียวพวกชาวบ้านก็จะรู้เองนั่นแหละ”เสียงของเด็กสาวอีกคนพูดขึ้นสวมหมวกทรงกรวยยาวถือคทาไม้พูดขึ้นด้วยท่าทางขี้เล่นจากนั้นก็ควบม้าเข้าไปใกล้ๆอีกครั้งอากอร์นก่อนจะพูดต่อว่า.....
“ท่านอากอร์นเ้าค่ะตอนนี้พวกเราก็ถึงเมืองเรารีบๆเข้าไปในปราสาทกันเถอะข้าอยากจะอาบน้ำชำระร่างกายเต็มทีแล้ว” เจสสิก้าหญิงสาวจอมเวทย์ขี้เล่นพูดขึ้นพร้อมกับขยิบตาให้กับอากอร์นและทำท่ากัดปากอย่างยั่วยวน.....
อ๊ะ!!
“เ้าเข้าไปก่อนเถอะข้ายังอยากที่จะสำรวจรอบๆ เมืองนี้อยู่”อากอร์นรีบพูดปฏิเสธหญิงสาวเจสสิก้าในทันทีก่อนจะหันไปหาฮอล์สันและเจมส์วิชที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาแล้วพูดว่า “พวกนายสองคนไปกับผมแรมโบ้กับวิลเลี่ยมพวกนายพาทหารส่วนหนึ่งไปเฝ้าที่ประตูทางเข้าและจุดต่างๆเอาไว้ส่วนคุณ เรเว่นคุณพาคนอื่นๆ และทหารที่เหลือเข้าไปจัดการในปราสาทให้ผมที”อากอร์นออกคำสั่งกับทุกคนในทันทีเพื่อจัดการทุกๆ อย่างให้เรียบร้อยก่อนที่จะมืด......
ครับ!!
ค่ะ!!
ทั้งหมดต่างแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนในทันทีอย่างไม่มีใครทักท้วงสิ่งใดแม้แต่สามสาวที่แสดงท่าทางเหมือนจะเหนื่อยล้าจากการเดินทางพวกนางก็ยังปฏิบัติตามแต่โดยดีและเหลือทิ้งไว้เพียงแต่อากอร์นฮอล์สัน เจมส์วิชและทหารอีกร้อยกว่าคนกับชายชราและชาวบ้านที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่ได้ไปไหน.....
“ท่านผู้เฒ่าข้าขอแนะนำตัวเองอีกครั้งข้า บารอน ดราก้อน อากอร์นรับหน้าที่ให้มาเป็เ้าเมืองของที่นี่แทนเ้าเมืองคนเก่าซึ่งข้าเองก็ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับเ้าเมืองคนเก่ามาบ้างแล้วว่าเป็เช่นใดแต่ตัวข้านั้นไม่ได้เป็ดั่งเช่นเขาและข้าก็ไม่ได้ขอให้พวกท่านเชื่อด้วยเพียงแค่้าบอกเอาไว้”
อากอร์นกว่าด้วยท่าทางสุภาพและองอาจดูน่าเกรงขามเป็อย่างมากซึ่งคำพูดของเขาได้ทำให้ชายชราและเหล่าชาวบ้านที่มามุ่งดูกันเกิดความรู้สึกบางอย่างที่บอกไม่ถูกขึ้นมาภายในของพวกเขาซึ่งมันเป็ความรู้สึกที่พวกเขาเคยมีเมื่อตอนที่เ้าเมืองเซนต์จูรี่คนก่อนๆหน้านี้.......
“พวกเราเข้าใจแล้วขอรับท่านเ้าเมืองอากอร์นแม้ว่าพวกเราทั้งหมดที่เหลือจะเป็ประชากรของเมืองเซนต์จูรี่นี้แต่เมืองนี้ขาดเ้าเมืองมานานบวกกับเื่ร้ายที่เ้าเมืองคนก่อนได้ทำไว้ดังนั้นการที่จะทำให้ทุกคนกลับมาเคารพในตัวท่านนั้นเป็เื่ที่ยากมาก”
ชายชราพูดขึ้นอย่างเห็นใจเขารู้ดีว่าสิ่งที่เ้าเมืองอายุน้อยคนนี้พูดนั้นหนักแน่นแค่ไหนแต่ด้วยความคิดที่ฝังลึกของชาวบ้านที่ไม่ดีที่มีต่อเ้าเมืองคนเก่านั้นมันจึงเป็เื่ยากมากที่จะทำให้ทุกคนเปลี่ยนใจและแสดงความนับถือต่ออากอร์น........
“ใช่แล้วขอรับท่านเ้าเมือง อีกอย่างรอบๆเมืองของเราในตอนนี้ก็เต็มไปด้วยพวกโจรป่าและสัตว์ร้ายจากเทือกเขารกร้างทางเหนือที่มักจะมาสร้างความเดือดร้อนให้กับพวกเราจนตอนนี้อาหารและน้ำเริ่มที่จะขาดแคลนไม่เหลือแล้ว”ชายวัยกลางคนที่อยู่ข้างๆ ชายชราพูดขึ้นแสดงความคิดเห็นของตนซึ่งชายวัยกลางคนคนนี้เป็บุตรชายของชายชรานั้นเอง.....
จากนั้นชาวบ้านที่มาด้วยกันกับชายชราก็พากันพูดเื่ราวต่างๆที่เกิดขึ้นให้กับอากอร์นฟังทีละคนทีละคนทุกคนต่างก็พูดด้วยใบหน้าที่เศร้าหมองบางคนถึงกับร้องไห้ออกมาเลยก็มี......