ห้องนอนเมญ่าคฤหาสน์ซานเดียร์
เมญ่าก้าวเท้าเข้ามาในอาณาเขตที่เคยจองจำสติสัมปชัญญะของเธอไว้ในกรงขังแห่งความวิปลาสห้องที่ถูกเนรมิตขึ้นมาเพื่อปั่นประสาทและบิดเบือนการรับรู้ด้วยน้ำมือของอเล็กซ์เธอเดินกายสั่นสะท้านตรงไปยังหน้าต่างก่อนจะกระชากม่านบังตาออกเพื่อเผชิญหน้ากับภาพลวงอันลวงโลกสิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าคือวิวทิวทัศน์จากคอนโดชั้นยี่สิบห้าของเธอเองแต่มันคือภาพลวงตาจากจอ LED ั์ที่เขาสั่งติดตั้งไว้เพื่อกักขังเธอไว้และปั่นหัวเธอให้กลัว
ทว่าในยามนี้เธอกลับจ้องมองภาพจำลองนั้นด้วยแววตาเลื่อนลอย ‘หนึ่งเดือนครึ่งหรือนานกว่านั้นกันนะ...ที่เขาปั่นหัวฉันเล่นเหมือนหมากบนกระดานที่ไร้ทางสู้ในกำมือ’เมญ่ารูดม่านปิดความลวงตาเ่าั้ลงอย่างไม่ใยดีก่อนจะเบนสายตาไปยังห้องแต่งตัวที่เธอเคยตราหน้าว่าเป็สถานที่น่าขยะแขยง
ทุกสิ่งในนั้นั้แ่เสื้อผ้าอาภรณ์ไปจนถึงชุดชั้นในที่ถูกคัดสรรมาอย่างพอดีตัวราวกับเขารู้จักร่างกายเธอดีกว่าตัวเธอเองสิ่งที่เคยเป็สัญลักษณ์ของการคุกคามและยัดเยียดตอนนี้เธอกลับไม่ได้รู้สึกรังเกียจเดียดฉันท์มันเหมือนเก่าความขุ่นเคืองพ่ายแพ้ต่อความอาทรที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน
เมญ่าตัดสินใจหยิบชุดคลุมอาบน้ำขึ้นมาถือก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องน้ำเพื่อชะล้างเถ้าถ่านแห่งความเหนื่อยล้าและหยาดน้ำตาให้ไหลรินไปกับกระแสน้ำ
เมื่อก้าวออกมาจากห้องน้ำเมญ่าก็พบป้านายืนรออยู่ด้วยท่าทีอันนอบน้อมและระแวดระวัง “มีอะไรหรือเปล่าคะ?” เธอถามด้วยความฉงนในแววตา
“เอ่อ... มาดามจะรับมื้อเที่ยงสักหน่อยไหมคะ? หรือจะเป็ของว่างดีคะ”ป้านาเอ่ยถามอย่างเกรงใจ
เมญ่าชะงักไปครู่หนึ่งราวกับเพิ่งตื่นจากม่านหมอกแห่งความคิดที่ตลบอบอวล ‘เที่ยงแล้วงั้นหรือ?’ เธอทวนคำถามในใจ ก่อนจะหันไปถามถึงอีกคน “แล้วเ้านายของป้าล่ะคะ?”
“คุณบาร์โชว์นำซุปเข้าไปให้เรียบร้อยแล้วค่ะ”
“อ้อ... ฉัน... ไม่หิวค่ะ ไม่เอาอะไรทั้งนั้น”เมญ่าตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะปลีกตัวเข้าไปยังห้องแต่งตัว
ภายในนั้นแสงไฟสลัวส่องกระทบกับเหล่าอาภรณ์ชั้นดีที่แขวนเรียงรายเป็ระเบียบปลายนิ้วเรียวแ่เบาััไปตามเนื้อผ้าััเลอค่า บนป้ายเล็กๆบริเวณคอเสื้อสลักชื่อ มาดาม ซานเดียร์ เอาไว้ชัดเจน ในวันแรกที่ก้าวเข้ามา...เธอมองมันเป็เพียงป้ายราคาที่ตีตราตีค่าเธอราวกับสินค้าที่ไร้จิติญญาแต่ในวินาทีนี้ ความรู้สึกเ่าั้กลับแปรเปลี่ยนไปอย่างประหลาดเธอมองเห็นมันเป็เพียงอาภรณ์อันเป็สิทธิ์ขาดที่เธอคู่ควรจะหยิบฉวย
เมญ่าตัดสินใจหยิบเดรสสั้นสีดำขลิบทองตัวหนึ่งออกมาแสงสีทองตัดกับเนื้อผ้าสีนิลดูเยือกเย็นและหรูหรา ในครั้งแรกเธอเกลียดมันเข้าไส้เพราะโทนสีนี้ช่างชวนให้นึกถึงกลิ่นบุหรี่จางๆของอเล็กซ์ที่อบอวลอยู่รอบตัวเขาเสมอเธอเคยสวมใส่เพียงครั้งเดียวในวันที่ต้องลงไปร่วมโต๊ะอาหารกับปู่ฟรอสและเขา...แต่ในยามนี้ เธอไม่ได้รู้สึกขัดเขินกับมันอีกต่อไป
กระแสแห่งความอาวรณ์ที่ถักทอขึ้นอย่างเงียบงันในห้วงลึกของหัวใจในใจ ทำให้ความเกลียดชังในอดีตมลายหายไปเหลือเพียงความยินยอมพร้อมใจที่จะสวมใส่อาภรณ์ของชายผู้เป็เ้าของลมหายใจของเธอในตอนนี้
ความเงียบงันภายในห้องแต่งตัวช่างแสนตึงเครียดแต่ทว่านุ่มนวลเมญ่ายืนอยู่หน้ากระจกเงาบานั์เดรสสั้นสีดำขลิบทองที่เคยเป็สัญลักษณ์แห่งความขยะแขย่งบัดนี้กลับขับเน้นผิวพรรณของเธอให้ดูสง่าและเยือกเย็นดุจงานศิลปะล้ำค่า
เธอไม่ได้เพียงแค่สวมใส่ชุดนี้เพื่อปกปิดร่างกายแต่เธอกำลังสวมใส่ อาภรณ์แห่งอำนาจที่ครั้งหนึ่งเธอเคยปฏิเสธด้วยความชิงชังบัดนี้กลับโอบรัดกายเธอไว้อย่างหวงแหน ทุกจังหวะที่ผ้าเนื้อดีแนบไปกับิัมันเหมือนกับกำลังสื่อสารกับเธอว่า เธอไม่ใช่สินค้าที่มีบาร์โค้ดไร้ค่าอีกต่อไปแต่เธอคืออัญมณีชิ้นสำคัญที่ซานเดียร์ตั้งใจเก็บซ่อนไว้ในอาณาเขตอันเป็ส่วนตัวที่สุดนี้
เมญ่ารวบผมของเธอขึ้นจัดแต่งทรงอย่างประณีตความแวววาวของขลิบทองที่คอเสื้อล้อไปกับแสงไฟสลัว เธอมองตัวเองในกระจก...ไม่ใช่เมญ่าคนเดิมที่ขี้แยและหวาดกลัวแต่เป็มาดามซานเดียร์ที่ผ่านการเผชิญหน้ากับความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง
เธอหันหลังกลับเดินไปที่ประตูห้องแต่งตัวจังหวะก้าวย่างของเธอเปรียบประดุจเสียงพิณที่แฝงไว้ด้วยอำนาจแ่เบาทว่าหนักแน่นและกังวานก้องถึงเจตจำนงที่มิอาจสั่นคลอนทุกครั้งป้านาที่รออยู่ด้านนอกถึงกับชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นมาดามเดินออกมาในชุดนั้นแววตาของป้านามีทั้งความตกตะลึงและความประหลาดใจ
“มาดาม... สวยมากเลยค่ะ” ป้านาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าด้วยความเทิดทูน
เมญ่าไม่ได้ตอบเพียงแต่ส่งยิ้มบางๆ ให้ ก่อนจะก้าวเดินผ่านป้านาตรงไปยังห้องนอนของอเล็กซ์เธอไม่จำเป็ต้องให้ใครมาพยุง เธอไม่จำเป็ต้องหลบซ่อนอยู่หลังเงาของใครอีกแล้วกระแสแห่งความอาวรณ์ที่แผ่ซ่านประหนึ่งคลื่นใต้น้ำซึ่งเธอกำลังใช้มันนำทางเข้าสู่ใจกลางของความมืดมิดกำลังขับเคลื่อนให้เธอเดินไปสู่พื้นที่สีรัตกาลนั้นด้วยหัวใจที่เปิดรับ
ห้องนอนอเล็กซ์คฤหาสน์ซานเดียร์
เมญ่าผลักบานประตูสีทะมึนก้าวเข้าสู่ห้องนอนรัตติกาลนั้นอีกครั้งทันทีที่ธรณีประตูถูกทิ้งไว้เื้ัภาพที่ปรากฏคืออเล็กซ์ที่กำลังพยายามยื่นถ้วยซุปคืนให้บาร์โชว์ทว่าร่องรอยความเ็ปที่ฉายชัดบนใบหน้าบิดเบี้ยวของเขากลับทำให้หัวใจของเธอร่วงวูบเมญ่าก้าวเท้าฉับไวเข้าไปหาโดยไม่ทันได้ระวังตัว
“ทำไมไม่ให้บาร์โชว์ป้อนคะ? คุณจะขยับตัวทำไมให้แผลมันฉีก!”เมญ่าเอ่ยตำหนิด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความกังวลจนลืมความเกรงกลัวไปเสียสนิท
อเล็กซ์กวาดสายตามองร่างบางั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยแววตาที่วาวโรจน์แปลกประหลาดชุดเดรสสั้นสีดำขลิบทองที่เขาเป็คนเลือกสรรด้วยมือตนเอง ในคราแรกเขาตั้งใจให้มันเป็ตราประทับความเป็เ้าของที่ดูเ็าและหรูหราดุจเครื่องพันธนาการทว่าในยามนี้ เมื่ออยู่บนกายของเธอ มันกลับดูราวกับชุดของ 'มาดามซานเดียร์' ผู้เป็นายเหนือชีวิตของเขาอย่างแท้จริง
เขาหยันยิ้มที่มุมปากด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา“มานั่งนี่” อเล็กซ์พยักพเยิดไปที่ข้างเตียงก่อนจะปรายตาคมกริบส่งสัญญาณเงียบเชียบแก่ลูกน้องผู้ซื่อสัตย์
บาร์โชว์รีบขยับกายส่งถาดยาให้เมญ่า“ฝากมาดามดูแลเ้านายด้วยครับ” สิ้นคำสั่งสั้นๆบุรุษผู้เ็าประหนึ่งหุ่นกลที่รู้หน้าที่ดีเยี่ยมก็รีบปลีกตัวออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว
เมญ่ามองถาดยาในมืออย่างงุนงง ‘จะรีบไปไหนกันนักนะไอ้คนหน้าตายพวกนี้’ เธอสบถในใจเบาๆ ก่อนจะวางถาดยาลงบนผ้าห่มอย่างระมัดระวังแล้วหยิบยาเม็ดเล็กเม็ดน้อยรวมกว่าหกเจ็ดเม็ดขึ้นมาไว้ในอุ้งมือเตรียมจะป้อนเขาด้วยความร้อนรน
อเล็กซ์ถอนหายใจยาวพลางมองท่าทางเก้งก้างของเธอด้วยแววตาที่อ่อนแสงลง “เทมันกลับลงไปในแก้วเถอะ”เขาเอ่ยเสียงแ่อย่างเหนื่อยอ่อน
เมญ่าทำตามอย่างว่าง่ายเธอเทยากลับลงไปในแก้วใบเล็กแล้วยื่นให้อเล็กซ์
อเล็กซ์จึงค่อยๆยกถ้วยแก้วนั้นขึ้นกรอกยาเข้าปากแล้วดื่มน้ำตามจนหมดเมญ่ารีบเก็บถาดใบนั้นไปวางที่โต๊ะข้างเตียง ก่อนจะกลับมานั่งลงที่เดิมนิ้วเรียวของเธอสั่นระริกจนต้องเอาปลายนิ้วมาชนกันเพื่อลดความประหม่า “คุณ...เป็บ้าหรือเปล่าคะที่อุ้มฉันลงมา ทั้งที่ตัวเองาเ็ปางตายขนาดนี้”
อเล็กซ์หลุดหัวเราะต่ำๆ ในลำคอ “หึ...ใครบางคนไม่ยอมปล่อยมือจากแขนเสื้อฉันต่างหากล่ะ”
เมญ่าก้มหน้าหลบสายตาพวงแก้มพลันระเรื่อขึ้นดั่งสีของกุหลาบแรกแย้มภายใต้รุ่งอรุณจนลามไปถึงใบหู ‘เวรแล้ว...นี่ฉันทำแบบนั้นไปจริงๆ หรอเนี่ย?’ เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความไม่แน่ใจ “คุณ...พูดเื่อะไรคะ ฉันไม่เห็นจะรู้เื่เลย”
อเล็กซ์มองปฏิกิริยาที่แดงระเรื่อไปทั้งหน้าของเธอด้วยความพึงพอใจ“ขึ้นมา” เขาตบเบาๆ ลงบนพื้นที่ว่างข้างกาย
เมญ่าขมวดคิ้วมุ่น ความห่วงใยยังคงฉายชัดในแววตา“แต่แผลของคุณ...”
แกร๊ก!!!
เสียงเปิดประตูขัดจังหวะห้วงเวลาของทั้งคู่ปู่ฟรอสก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทีสุขุม เขาพินิจมองคนทั้งสองก่อนจะเอ่ยทัก“โอ้หนูเมญ่า ชุดนี้ช่างเหมาะกับหนูจริงๆ” เขาละสายตาจากหลานสะใภ้ไปมองอเล็กซ์ก่อนจะลากเก้าอี้ด้วยแขนข้างที่ยังาเ็จนเืเริ่มซึมเปื้อนผ้าพันแผลแต่เขากลับไม่นำพาต่อความเ็ป
“หาไม่เจอ... คนที่ยิงแก อันตรธานไปแล้ว” ปู่ฟรอสนั่งลง“ส่วนพวกที่เหลือจับได้ครอบหมด ยกเว้นเพียงตัวการคนนั้นคนเดียว”
เมญ่านิ่งงันหัวใจเต้นระรัว ‘เื่พวกนี้... เธอฟังได้ด้วยหรือ?’ สมองของเธอประมวลผลไปเองโดยอัตโนมัติว่าเธอไม่ควรรับรู้เื่ราวเหล่านี้แต่ในขณะเดียวกันเธอกลับหย่อนก้นลงนั่งที่ขอบเตียงอย่างเผลอไผล
อเล็กซ์จ้องมองปู่ฟรอสด้วยแววตาคมกริบ“คงออกนอกประเทศไปแล้ว”
ปู่ฟรอสถอนหายใจยาว“ฉันให้คนเฝ้าทุกช่องทาง ทั้งอากาศและทางน้ำ แต่ที่ลำบากที่สุดคือเส้นทางธรรมชาติประเทศนี้เส้นทางธรรมชาติติดกับอาระยะประเทศเยอะอยู่พอสมควรฉันเลยคิดว่าพวกมันเตรียมการมาดีเกินไป ภายในหนึ่งอาทิตย์ไม่น่าจะทำได้ขนาดนี้ฉันคาดว่าต่อให้ไม่มีงานเลี้ยงนี้พวกมันก็ต้องเล็งไปที่งานเปิดตัวโปรเจกต์ของแกอยู่ดี” เขามองสลับไปยังเมญ่า
“ฉันว่างานนี้เป็เหมือนการเร่งให้พวกมันลงมือเร็วเกินไปพวกมันเลยเตรียมการไม่ครบ ถ้าพวกมันเตรียมการจนครบ ทั้งฉันและแกคงไม่รอด”ปู่ฟรอสทำหน้าเหนื่อยหน่าย
เมญ่าสั่นสะท้านไปทั้งตัวเธอเฝ้ามองชายชราและอเล็กซ์สลับกันไปมา
“เพราะพวกมันคิดไม่ถึงว่า 'นักรบเงา' แบบแก จู่ๆ จะเอาเมียออกสู่ที่แจ้ง พวกมันเลยรีบลงมือ ฆ่าแกไม่ได้ฆ่าฉันไม่ได้ แต่ฆ่าเมียแกได้... ศักดิ์ศรีที่ถูกลูบคมเหล่านี้ คงไม่มีใครรับได้พวกมันวางแผนมาดีเหมือนกัน” ปู่ฟรอสพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ห้าคนนั้น...ตายไปสาม” เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเมญ่าเพื่อบอกให้เธอรู้ชัดเจนว่าตัวล่อทั้งห้าคนนั้น รอดชีวิตเพียงแค่สองคนเท่านั้น
“พอเถอะ” อเล็กซ์คำรามตัดบทเพราะเขายังไม่อยากให้เมญ่ารับรู้ความโหดร้ายเหล่านี้เร็วเกินไป
“ได้... ตกลง” ปู่ฟรอสรับคำ ก่อนจะหันไปยิ้มให้เมญ่าด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์“หนูเมญ่า ปู่มีอะไรจะให้ดู”
เมญ่าหันไปมองปู่ฟรอสด้วยความสงสัย“อะไรหรือคะปู่ฟรอส?”
ฟรอสลุกขึ้นยืน“เดินตามปู่มานี่สิ”
“ตาแก่! หยุดนะ!!!”อเล็กซ์อเล็กซ์เค้นเสียงคำรามราวกับราชสีห์าเ็ที่ถูกไล่ต้อนเข้าสู่มุมอับความลับที่เหมือนดั่งเกราะคุ้มกันหัวใจกำลังจะถูกกระชากออกสู่แสงสว่าง
เมญ่ายิ้มออกมาแม้จะดูประหม่าแต่เธอกลับรู้สึกสนุกที่จะได้เอาคืนอเล็กซ์บ้างหลังจากถูกเขาปั่นประสาทมานานเกือบสองเดือนจนแทบสติแตกเธอจึงลุกขึ้นเดินตามปู่ฟรอสไปที่มุมหนึ่งของห้องรัตติกาล...มุมเดียวที่มีเก้าอี้สีขาววางตั้งอยู่โดดเดี่ยว บนนั้นมีแจกันแก้วคริสตัลวางไว้ภายในมีกุหลาบไร้กลีบที่หลงเหลือเพียงก้านแห้งกรังทว่ายังคงถูกรักษาไว้อย่างทะนุถนอมประหนึ่งสมบัติล้ำค่าที่สุดในอาณาจักรแห่งความมืดนี้ที่เริ่มผุพังเพราะฝุ่นเกาะแต่ดูเหมือนจะถูกปัดกวาดเช็ดถูอย่างดีตลอดเวลาที่ก้านกุหลาบนั้นยังมีสติ๊กเกอร์หน้ายิ้มติดอยู่
เมญ่าเบิกตากว้างจนแทบถลนเธอชี้ไปที่ดอกกุหลาบนั้น “นี่... นี่มัน...”
“หนูจำได้สินะ” ปู่ฟรอสยิ้ม “สิบปีแล้วมั้ง...แห้งกรอบจนััไม่ได้เพราะมันจะกลายเป็ผุยผง”เขาหันไปมองอเล็กซ์ที่นอนนิ่วหน้าอยู่บนเตียง “ผู้ชายหน้าตาเคร่งเครียดคนนั้น...”
เมญ่าหันไปมองอเล็กซ์เธอก็จำได้ทันที “เป็คุณนี่เอง!” เธอเผลอยิ้มออกมา เพราะวันเกิดปีที่สิบสาม...เธอจำได้ว่ามีชายหนุ่มหน้าตาเคร่งเครียดคนหนึ่งมารับปู่ฟรอสด้วยความเป็เด็กที่ร่าเริงและสดใสเธอจึงไม่ชอบให้ใครเคร่งเครียดหรือเศร้าหมองเกินไป เธอจึงดึงดอกกุหลาบออกจากช่อดอกไม้ของเธอเองแล้วติดสติ๊กเกอร์รูปหน้ายิ้มที่ก้านดอกไม้ก่อนจะยื่นให้เขาพร้อมกับบอกให้เขายิ้มบ้าง
“ในวันที่เขาทำหน้าเหมือนจะฆ่าคนจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ก็มีแต่หนูเมญ่านี้แหละที่ใจกล้าเอาดอกไม้ไปยื่นให้มัน” ปู่ฟรอสหัวเราะต่ำๆ ในลำคอั้แ่วันนั้นปู่ฟรอสก็เข้าใจว่าทำไมอเล็กซ์ถึงไม่ยอมแต่งงานเพราะไอ้บ้านี่มันเสือกไม่ได้เพียงแค่เฝ้ามอง แต่ได้ฝังรากความรู้สึกต่อเด็กผู้หญิงคนนี้ไว้ลึกที่สุดภายในดวงจิตที่ใครไม่อาจหยั่งถึงโดยที่ตัวเองยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำแต่โรเบิร์ตพ่อของอเล็กซ์กลับมองเห็นและเปรอยกับเขาคนแก่คนนี้ว่าอยากให้เมญ่ามาเป็สะใภ้แต่ไอ้คนโง่นี่ก็ไม่รู้ใจตัวเอง ยังมีหน้าทำตัวเองเป็ข่าวเสียหาย ควงผู้หญิงไม่ซ้ำหน้าเพื่อหลบหนีหัวใจตัวเองแทนที่จะวิ่งเข้าหาแสงสว่าง กลับผลักไสทิ้งเสียอย่างั้น
อเล็กซ์แทบอยากจะกระโจนพร้อมร่างที่เต็มไปด้วยาแเข้าหาปู่ตัวเองฆ่ากันให้ตายไปข้างให้มันรู้แล้วรู้รอด!
ทันทีที่บานประตูบานหนักปิดสนิทลงพร้อมกับการจากไปของปู่ฟรอสบรรยากาศภายในห้องนอนรัตติกาลก็เปลี่ยนไป ความตึงเครียดจางหายกลายเป็ความอบอุ่นที่แฝงด้วยความกระอักกระอ่วนเมญ่าก้าวเดินเข้ามาหาเขาด้วยท่วงท่าอารมณ์ดี มือทั้งสองข้างไพล่ไว้ด้านหลัง ดวงตาคู่สวยพราวระยับราวกับจะบอกว่าฉันรู้ความลับหมดแล้ว
“คุณ... แกล้งฉันทำไมคะ?” เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงล้อเลียนแ่เบา
อเล็กซ์ทำเพียงถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความหมดแรงแรงกายที่ร่อยหรอและแรงใจที่ถูกกระชากออกมาจนเปลือยเปล่า เขาหวนนึกถึงวันที่กุหลาบช่อนั้นถูกเก็บรักษาไว้ในวันนั้น... วันที่เขาแบกรับความแค้นไว้เต็มอกและกำลังจะไปคร่าชีวิตใครสักคน แต่ดอกไม้ที่ถูกหยิบยื่นให้โดยเด็กสาวที่ไร้เดียงสาและสดใสพร้อมกับรอยยิ้มและคำสั่งให้เขา 'ยิ้มเข้าไว้' มันคือแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวที่แทรกซึมผ่านหลุมดำในใจเขา ตัวเขาเองเฝ้ามองเธอมาก่อนหน้านั้นเสียอีกเพราะเขาต้องไปรับรับตาแก่ฟรอสที่นันบ่อยๆและเขาเองก็มองเห็นเธอผ่านกระจกรถอยู่นตลอด ทั้งรอยยิ้มและความใสซื่อ... จนเขาผู้เฝ้ามองจากมุมมืดโดยไม่กล้าก้าวย่างเข้าไปใกล้ เพราะกลัวว่าแสงสว่างอย่างเธอจะแปดเปื้อนความมืดมนของเขาแต่สุดท้าย เขากลับพ่ายแพ้ต่อความปรารถนาที่จะทนุถนอมเธอโดยผ่านดอกไม้แห้งกรอบที่เขาเฝ้าดูแลมาตลอดทศวรรษ
เมญ่าเอียงคอมองท่าทีนิ่งขรึมของชายหนุ่มก่อนจะโน้มตัวลงไปใกล้ “คุณอเล็กซ์คะ…”
อเล็กซ์สบตาเธอแววตาของเขาอ่อนแสงลงเหลือเพียงความโหยหา “ขึ้นมานี่” เขาพยักพเยิดไปยังพื้นที่ว่างข้างกาย
เมญ่ากะพริบตาถี่ด้วยความลำบากใจ “แล้วแผลของคุณล่ะคะ... มันจะไม่กระทบกระเทือนแย่เหรอ?”
อเล็กซ์ไม่ตอบโต้ด้วยวาจาเขาเพียงตบที่นอนเบาๆ ด้วยแขนที่หนักอึ้งและอ่อนแรงเป็เชิงบังคับ
เมญ่าเม้มปากแน่นจนเป็เส้นตรงเธอค่อยๆ คลานขึ้นไปบนเตียงกว้างอย่างระมัดระวังที่สุด ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนเคียงข้างเขาอย่างแ่เบา
อเล็กซ์รวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายโอบรัดร่างบางเข้าสู่อ้อมกอดแม้ความเ็ปจากาแจะทำให้ใบหน้าของเขาเหยเกจนเห็นได้ชัด ทว่าอ้อมกอดนี้กลับมั่นคงและปลอดภัยที่สุดเท่าที่เมญ่าเคยได้รับ
“พักผ่อนกันเถอะ…” เขาพึมพำด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ก่อนจะจมดิ่งลงสู่ห้วงนิทราไปพร้อมกับคนในอ้อมแขน