“จิติญญามีอยู่สี่สภาวะคือ สภาวะลวง สภาวะแท้ สภาวะแปรผัน และสภาวะเทวะพเนจร”
“เพียงมีจิติญญาแข็งแกร่งก็จะวาดอักขระหยวนระดับสูงเ่าั้ได้ พร์ด้านจิติญญาของเ้าไม่เลว ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่อาจนับว่าเป็สภาวะลวงได้อยู่ดี” ในศาลาหินมีเสียงพูดจากหญิงสาวดังขึ้น แสงแดดทอส่องลงบนใบหน้างดงามราวอัญมณี สวยงามจนสะดุดตา
“จิติญญานั้นไร้รูปร่าง แค่มีการฝึกจิติญญาอย่างต่อเนื่องก็จะแปรเปลี่ยนจิติญญาที่ไร้รูปร่างให้มีตัวตนขึ้นมาได้ ขั้นแรกที่จับต้องได้คือร่างลวง หรือเรียกว่าสภาวะลวง”
“หากอยากให้จิติญญาแข็งแกร่งมีอยู่สองวิธี หนึ่งคือรอการพัฒนาความแข็งแกร่งของตน จิติญญาจะแข็งแกร่งและยกระดับขึ้นตามพลังของร่างกาย แต่วิธีนี้ใช้เวลานานและการพัฒนามีขีดจำกัด ส่วนอีกหนึ่งวิธีก็คือร่ำเรียนเคล็ดฝึกจิติญญา แต่เคล็ดฝึกจิติญญาบนโลกนี้หาได้ค่อนข้างยาก ผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่เท่านั้นที่มี”
พูดถึงจุดนี้ เยาเยามองโจวหยวนแวบหนึ่งแล้วบอกว่า “ ‘เคล็ดตรึกตรองจิตสับสน’ ที่ปู่เฮยถ่ายทอดให้เ้าก็เป็เคล็ดฝึกจิติญญาชั้นยอดบทหนึ่ง ถึงอย่างนั้นการจะฝึกเคล็ดวิชานี้ได้ต้องมีความกล้าสยบความกลัวไว้ เื่นี้ เมื่อเ้าฝึกก็จะรับรู้ได้เอง”
“จิติญญาของเ้าตอนนี้ยังวาดอักขระหยวนระดับหนึ่งไม่ได้ ข้าแนะนำให้เ้ารีบฝึก ‘เคล็ดตรึกตรองจิตสับสน’ ให้จิติญญาของตนยกระดับเป็สภาวะลวงเสีย จิติญญาของเ้าก้าวสู่สภาวะลวงเมื่อใดข้าจะสอนอักขระหยวนระดับหนึ่งให้”
โจวหยวนพยักหน้า เขาอยากลิ้มลองเคล็ดตรึกตรองจิตสับสนนี้มานานแล้ว สูดลมหายใจเข้าลึกทันที นั่งขัดสมาธิลงบนม้านั่งหิน ดวงตาทั้งสองปิดลงอย่างช้าๆ
เมื่อดวงตาปิดสนิท ทันใดนั้นวิสัยทัศน์ก็มืดลง โจวหยวนที่ใจเต้นแรงก็ค่อยๆ นิ่งสงบปล่อยให้สภาพจิตใจของตนอยู่ในความเงียบอย่างแท้จริง
จิ๊บ! จิ๊บ!
เสียงนกและเสียงลมด้านนอกค่อยๆ เลือนหายไป มีเพียงเสียงหัวใจเต้นท่ามกลางความมืด
ในความมืดมิด โจวหยวนปลุกจิติญญาขึ้น รับรู้ตราประทับที่ชางยวนถ่ายทอดมาให้ ซึ่ง ‘เคล็ดตรึกตรองจิตสับสน’ ก็อยู่ด้านในของตราประทับนั้น
ถัดจากการรับรู้ของโจวหยวน จู่ๆ ก็มีประกายแสงปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืด เส้นแสงนั้นหมุนวนช้าๆ ด้านในลึกเกินหยั่งถึง ราวกับซุกซ่อนสิ่งน่ากลัวอะไรบางอย่างเอาไว้
แต่ขณะที่จิติญญาของโจวหยวนเกิดความลังเล ทันใดนั้นประกายแสงเ่าั้ก็ะเิแรงดึงดูดมหาศาลออกมาจนจิติญญาของโจวหยวนถูกดูดเข้าไปข้างใน
อาการวิงเวียนปรากฏขึ้นเพียงระยะสั้นๆ เท่านั้นโจวหยวนก็รับรู้ได้ว่าสภาพรอบข้างเริ่มผันผวน ความมืดถอยร่น สิ่งที่เหลือทิ้งไว้คือความว่างเปล่าในความวุ่นวาย ความโกลาหลนี้กลืนกินเวลาและความว่างเปล่า ทั้งหมดนี้ต่างเหมือนกับโลกที่ยังไม่ถือกำเนิด
จิติญญาไร้รูปร่างของโจวหยวนอยู่ในความว่างเปล่าอันแสนวุ่นวายวงใหญ่นี้ ความรู้สึกเป็เพียงสิ่งเล็กๆ ผุดขึ้นมาจนเขาทำอะไรไม่ถูก
ตึ้ง! ตึ้ง!
และเมื่อจิติญญาของโจวหยวนจ้องความว่างเปล่าอันแสนวุ่นวายที่ไกลสุดลูกหูลูกตาจนมองไม่เห็น ภายในความวุ่นวายก็พลันมีเสียงดังสนั่นดังขึ้น จิติญญาของโจวหยวนจับจ้องมองไปตามทิศทางของเสียงนั้น เพียงชั่วพริบตาความรู้สึกสั่นไหวก็ปรากฏขึ้นอย่างบ้าคลั่งจนจิติญญาของโจวหยวนสั่นเทิ้ม
เพราะว่าที่ด้านในความวุ่นวายนี้เขามองเห็นเงาดำร่างมหึมาปรากฏขึ้นอย่างช้าๆ เงาดำนี้ราวกับหลุมดำที่คอยกลืนกินทุกสรรพสิ่งอย่างไม่ขาดสาย
อย่างไรก็ตามมันไม่ใช่หลุมดำ แต่เป็เครื่องบดขนาดั์ที่มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
เครื่องบดั์นี้เปรอะเปื้อนไปด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลา ส่วนบนอันมืดมิดของมันยิ่งเหมือนกับเป็รอยเืของเทพและปีศาจที่ถูกมันบดจนแตกละเอียด
กึงๆๆ!
เครื่องบดั์ตั้งตระหง่านอยู่ในความวุ่นวาย มันหมุนอย่างเชื่องช้า ทุกสรรพสิ่งต่างโดนบดสลายภายใต้การหมุนบดของมัน
จิติญญาของโจวหยวนอยู่เบื้องหน้าของเครื่องบดั์นั่น เล็กเพียงแค่เศษฝุ่น ใน่เวลาเดียวกันนั้นก็มีข้อความลึกลับท่อนหนึ่งไหลขึ้นมาในใจ
นี่คือเคล็ดการฝึกของ ‘เคล็ดตรึกตรองจิตสับสน’
“ในความวุ่นวายจักเกิดเครื่องบดจิติญญา เพียงมันขยับหมุนจิติญญาจะแตกดับสลาย...”
“จงตรึกตรองเครื่องบดจิติญญาและใช้จิติญญารองรับแรงบดขยี้...”
“เครื่องบดจิติญญาหมุนเก้าครั้ง หนึ่งรอบหนึ่งภพภูมิ...”
จิติญญาของโจวหยวนค่อยๆ สั่นไหว ่เวลาเดียวกันนั้นในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดเยาเยาถึงบอกว่าการฝึก ‘เคล็ดตรึกตรองจิตสับสน’ นี้ต้องสยบความกลัว ก็เพราะไม่ว่าจิติญญาของใครเมื่อมายืนอยู่ต่อหน้าเครื่องบดิญญาซึ่งมองไม่เห็นจุดสิ้นสุดที่คอยบดขยี้โลกให้แตกสลายนี้เข้า ความกลัวที่ยากเกินจะห้ามปรามย่อมล้วนผุดขึ้นมา...
จิติญญาที่สั่นเทาของโจวหยวนจ้องมองเครื่องบดจิติญญาในความวุ่นวาย การที่จะยืนอยู่ตรงนี้ในเวลานี้ได้ต้องใช้ความกล้ามหาศาล ยิ่งกว่านั้นเคล็ดฝึกจิติญญานี้ยังต้องเอาจิติญญาของตนเข้าไปข้างในจนโดนบดขยี้...
หากไม่ใช่ว่าโจวหยวนมีจิตใจแน่วแน่ เวลานี้เกรงว่าคงเผ่นหนีหัวซุกหัวซุนไปแล้ว
“ตายเป็ตาย!”
ตัวสั่นไม่หยุด ในที่สุดโจวหยวนก็ดึงสติกลับมา เขากัดฟันแน่น จิติญญาลอยพลิ้วไหวจนตกลงไปในเครื่องบดขนาดั์ที่ไร้จุดสิ้นสุด
ตึ้ง!
เพียงพริบตาจิติญญาของโจวหยวนก็หล่นลงไปในเครื่องบดขนาดั์ โจวหยวนดวงตาเบิกกว้างจ้องมองเงามืดที่ปกคลุมเข้ามา จากนั้นความเ็ปอันน่ากลัวก็พลันะเิดังออกมาจากในจิติญญา
เวลาผ่านไปเพียงอึดใจเดียวจิติญญาดวงหนึ่งของโจวหยวนก็ตกอยู่ภายใต้การบดขยี้ของเครื่องบดจิติญญาเปลี่ยนกลายเป็ความว่างเปล่า
ท่ามกลางความวุ่นวายเกิดการสั่นไหวเล็กน้อย มีความผันผวนไร้รูปก่อตัวขึ้นมา สิ่งนั้นคือจิติญญาของโจวหยวน เวลานี้หากจิติญญามีสีหน้า เกรงว่าโจวหยวนคงหน้าซีดไปแล้ว แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ด้วยเพียงชั่วประเดี๋ยวก่อนหน้านี้ ความรู้สึกที่ถูกทำให้ดับสลายเหมือนจริงเกินไป
ถึงอย่างนั้นแม้ถูกความกลัวครอบงำจนสั่นสะท้านไปทั่วแต่ระหว่างการบดขยี้และการสร้างตัวขึ้นมาใหม่ก็ดูเหมือนว่าจิติญญาของเขาจะก่อตัวขึ้นมาสายหนึ่งอย่างเลือนราง
“เคล็ดฝึกจิติญญาพิกลยิ่งนัก!”
โจวหยวนหัวใจเต้นแรง หากเป็คนที่มีสภาพจิตใจไม่ดีเกรงว่าเวลานี้คงถูกทำลายด้วยความกลัวไปแล้ว และหากในใจถูกประทับตราลงด้วยรอยประทับต่อความหวาดกลัวของเครื่องบดจิติญญา เช่นนั้นเครื่องบดจิติญญาที่ชางยวนประทับตราเอาไว้ตรงหน้าก็จะแตกสลายตามไปด้วย การฝึก ‘เคล็ดตรึกตรองจิตสับสน’ นี้ก็จะจบลงอย่างล้มเหลว
“เคล็ดตรึกตรองจิตสับสนนี้ต้องให้จิติญญาเข้าไปในเครื่องบดจิติญญาอย่างต่อเนื่อง ในการบดขยี้หลายพันล้านครั้งจะดับสลายและก่อตัวไม่หยุดจนเข้าสู่การแปรสภาพอันยิ่งใหญ่...”
“ตามสภาพจิตใจ เคล็ดตรึกตรองจิตสับสนนี้จะหมุนทั้งหมดเก้าครั้ง หนึ่งหมุนหนึ่งภพ จึงเรียกว่าเก้าหมุน อันที่จริงก็คือการหมุนเก้าครั้งอย่างสมบูรณ์ของเครื่องบดจิติญญา เพียงจิติญญาตั้งมั่นแน่วแน่ต่อการหมุนหนึ่งครั้งของเครื่องบดจิติญญา จิติญญาในร่างก็จะแปรสภาพหนึ่งครั้ง”
โจวหยวนมองไปยังเครื่องบดจิติญญาในความวุ่นวาย เครื่องบดจิติญญาแบ่งออกเป็บนและล่างสองชั้น ช่องว่างตรงกลางระหว่าง้าและล่างจะเห็นเส้นแนวตั้งสีทองเป็เหมือนขีดวัดระดับ
พอเครื่องบดจิติญญาหมุนเส้นแนวตั้งสีทองชั้นบนจะเคลื่อนที่ และเมื่อเคลื่อนกลับไปยังตำแหน่งเดิมที่ทับกับเส้นแนวตั้งสีทองชั้นล่างจนสนิทก็จะแสดงว่าหมุนครบหนึ่งรอบ
ทว่าจิติญญาของโจวหยวนเมื่อสักครู่ที่เข้าไปข้างในแน่วแน่อยู่ได้เพียงอึดใจเดียวก็ถูกบดจนแหลกสลายแล้ว ดูท่าการจะต้องยืนหยัดต่อการหมุนหนึ่งรอบของเครื่องบดจิติญญาให้ได้อย่างสมบูรณ์นั้นไม่ใช่เื่ง่ายเลย
“แต่เคล็ดตรึกตรองจิตสับสนนี้แน่นอนว่าไม่ธรรมดา พอได้ลิ้มลองเพียงเล็กน้อยจิติญญาของข้าก็แข็งแกร่งขึ้น สมเป็เคล็ดฝึกจิติญญาชั้นยอดตามที่พี่เยาเยาพูดเอาไว้”
โจวหยวนสูดหายใจเข้าลึก พยายามสะกดข่มความหวาดกลัวในใจที่มีต่อเครื่องบดจิติญญาจอมวุ่นวาย กัดฟันแน่น จิติญญาพุ่งออกไปอีกครั้ง ร่วงหล่นเข้าไปด้านในเครื่องบดจิติญญาที่หมุนอย่างช้าๆ
กึง! กึง!
เครื่องบดจิติญญาหมุน จิติญญาของโจวหยวนถูกบดขยี้จนกลายเป็ความว่างเปล่าอีกครั้ง
ความผันผวนไร้รูปปรากฏ จิติญญาของโจวหยวนก่อตัวขึ้นมาใหม่ จิติญญาผันผวนรุนแรงย่อมไม่ใช่ความรู้สึกธรรมดา ผ่านไปชั่วครู่เขาก็กัดฟันพุ่งเข้าไปหาเครื่องบดจิติญญาอีกครั้ง
กึง! กึง!
ท่ามกลางความวุ่นวาย เครื่องบดจิติญญานั้นยังคงทำให้เม็ดฝุ่นที่เข้าไปแตกสลายครั้งแล้วครั้งเล่านับครั้งไม่ถ้วน
ในการแตกสลายครั้งแล้วครั้งเล่านั้นจิติญญาก็ก่อตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง แล้วค่อยๆ เริ่มเปลี่ยนจากไร้รูปร่างเป็โปร่งแสง
แปดสิบแปดครั้ง
ในยามที่จิติญญาของโจวหยวนถูกบดสลายและก่อตัวขึ้นมาใหม่เป็ครั้งที่แปดสิบแปดในที่สุดเขาก็หยุดชะงักลง เนื่องด้วยเขารับรู้ถึงความเ็ปและความอ่อนล้าที่ถาโถมขึ้นมาในจิติญญา
ทำให้เขาทราบว่าการฝึกวันนี้ถึงขีดสุดแล้ว หากฝืนทำต่อไปคงส่งผลเสียมากกว่าได้
สภาวะลวง!
จิติญญาจากไร้รูปแปรเปลี่ยนเป็ร่างลวง สิ่งนี้อธิบายได้ว่าจิติญญาของเขาก้าวสู่สภาวะลวงแล้ว!
“เคล็ดตรึกตรองร้ายกาจยิ่งนัก” โจวหยวนกล่าวชื่นชมอีกครั้ง การฝึกเพียงครั้งแรกก็ทำให้จิติญญาของเขาก้าวสู่ประตูแห่งสภาวะลวงแล้ว แม้เขาทราบว่าสิ่งนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับพื้นฐานจิติญญาที่แข็งแกร่ง แต่ก็เพียงพอที่จะเห็นจุดไม่ธรรมดาของเคล็ดตรึกตรองนี้
ในศาลาหิน โจวหยวนลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ แม้ใบหน้าของเขาจะซีดขาว แต่ความตื่นเต้นในแววตากลับไม่อาจปกปิดไว้ได้
“ข้าก้าวสู่สภาวะลวงได้แล้ว!”
พอได้ยินโจวหยวนพูดเช่นนี้เยาเยาก็ตกตะลึงเล็กน้อย ถามด้วยความสงสัยว่า “รวดเร็วอะไรเช่นนี้? เ้าทนต่อเครื่องบดจิติญญาได้กี่ครั้ง”
“แปดสิบแปดครั้ง”
แววตาที่กลมโตของเยาเยาค่อยๆ หรี่เล็กลง ในแววตาเต็มด้วยความประหลาดใจ คนปกติที่ฝึกเคล็ดตรึกตรองจิตสับสนครั้งแรกก็ทนได้มากสุดไม่กี่สิบครั้ง แต่โจวหยวนกลับทำได้แปดสิบแปดครั้ง ช่างเหนือกว่าคนทั่วไปยิ่งนัก
“สมเป็คนที่เคยมีโชคชะตาเทพั เมื่อเทียบกับร่างกายที่บอบช้ำของเ้า จิติญญาของเ้ากลับไม่ได้รับความเสียหาย” เยาเยาส่งเสียงชมเชย แล้วพูดว่า “จิติญญาของเ้าวันนี้อ่อนแอเกินไป รอเ้าฟื้นฟูเมื่อใดข้าจะสอนอักขระหยวนระดับหนึ่งให้เ้า”
นางอุ้มทุนทุน ร่างสูงเพรียวลุกขึ้น จากนั้นเหลือบมองพู่กันสีดำลายเปรอะเปื้อนที่เสียบอยู่ตรงเอวของโจวหยวนแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดว่า “ปู่เฮยให้พู่กันรวม์นี้แก่เ้า เ้าต้องดูแลอย่างดี แล้วจงรีบทำให้อักขระหยวนตัวแรกส่องสว่าง”
โจวหยวนก้มหน้า ฝ่ามือดึงพู่กันรวม์ออกมาจากเอว หมุนควงด้วยความคล่องแคล่วในมือ แล้วพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
ชางยวนเคยบอกไว้ว่าการจะฟื้นฟูิญญาของพู่กันรวม์ต้องใช้ิญญาของอสูรหยวน จุดนี้สำหรับเขานับว่าไม่ใช่เื่ยาก ด้วยฐานะแห่งองค์รัชทายาทของราชวงศ์ต้าโจวจึงหาิญญาของอสูรหยวนมาได้อย่างง่ายดาย
สำหรับการเปลี่ยนแปลงหลังจากอักขระหยวนตัวแรกส่องสว่างบนพู่กันรวม์นี้ โจวหยวนเองก็เฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อเช่นกัน เขาอยากรู้นักว่าพู่กันรวม์ที่ดูยาวประมาณศอกด้ามนี้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ถึงได้สามารถกลายเป็อาวุธหยวนได้...