ทันทีที่ก้าวผ่านประตูบานใหญ่ เหวินก็พบว่าตัวเองอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความเงียบสงัดและเวิ้งว้างราวกับภาพวาดที่ยังไม่สมบูรณ์ พื้นดินแตกระแหง ต้นไม้แห้งเหี่ยว และมีเพียงลมที่พัดผ่านไปมาอย่างแ่เบา เด็กสาวทั้งสองยืนอยู่ข้างเขา ใบหน้าของพวกเธอดูเศร้าสร้อยและซีดเซียวอีกครั้ง
“นี่คือโลกที่แท้จริงของเรา” เด็กสาวผมสีเงินม่วงกล่าวเสียงเบา “นี่คือความว่างเปล่าที่เกิดจากเื่เล่าที่ถูกทิ้ง”
เหวินมองไปรอบๆ เขาเห็นโครงสร้างของอาคารที่ไม่สมบูรณ์ เสี้ยวหนึ่งของถนนที่ขาดหาย และตัวละครที่ยืนนิ่งราวกับรูปปั้นตามจุดต่างๆ เ่าั้คือ “เื่เล่า” ที่ไม่เคยถูกเล่าจนจบ เหวินััได้ถึงความเ็ปและความโดดเดี่ยวที่แผ่ซ่านอยู่ในบรรยากาศของโลกนี้
เขาเดินเข้าไปใกล้ตัวละครตัวหนึ่งที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ เขาเป็ชายหนุ่มที่ดูเหมือนกำลังรอใครบางคน ดวงตาของเขามองเหม่อไปข้างหน้าอย่างว่างเปล่า เหวินลองแตะไหล่ของเขา แต่ตัวละครนั้นก็ไม่ไหวติงราวกับไม่มีชีวิต
“เขาเป็ใคร?” เหวินถาม
เด็กสาวผมสีน้ำตาลทองตอบว่า “เขาคือตัวละครจากเื่เล่าที่ถูกทิ้ง เขากำลังรอให้คนรักของเขาเดินทางกลับมา แต่เื่ราวของเขาจบลงกลางทาง”
คำตอบนั้นทำให้เหวินรู้สึกเ็ปอย่างบอกไม่ถูก เขานึกถึงตัวเองที่เคยทิ้งเื่ราวไว้กลางทาง และความรู้สึกผิดก็เข้ามารุมเร้าหัวใจของเขาอีกครั้ง
“เรามาที่นี่เพื่ออะไร?” เหวินถาม “ถ้าเราไม่สามารถช่วยพวกเขาได้”
เด็กสาวผมสีเงินม่วงยิ้มบางๆ แล้วตอบว่า “เรามาที่นี่เพื่อแสดงให้เ้าเห็นความจริงที่เ้าได้สร้างขึ้นในอดีต และเพื่อเตรียมเ้าให้พร้อมสำหรับการเดินทางที่แท้จริง”
ทันใดนั้นเอง แสงสว่างจ้าก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งรอบตัวเด็กสาวทั้งสอง แล้วเหวินก็รู้สึกว่าร่างกายของเขากำลังถูกดึงกลับไปยังห้องทำงานของเขา แต่ก่อนที่เขาจะหายไป เด็กสาวผมสีน้ำตาลทองก็ได้กระซิบประโยคสุดท้ายที่ดังก้องอยู่ในหัวของเหวิน “เ้าต้องเขียนต่อ...ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเ้าเอง แต่เพื่อพวกเราและเื่ราวทั้งหมดที่ยังคงรอคอย”
เมื่อเขาลืมตาขึ้น เขาก็พบว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ล้อเลื่อน แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้รู้สึกสิ้นหวัง แต่กลับรู้สึกถึงความมุ่งมั่นที่จะเขียนเื่ราวต่อ