ตอนที่ 20 เรือนพิณ (1)
เยี่ยสุยรออยู่ที่หอจยาสิงได้ไม่นาน เซี่ยเฟิ่งฉืออาจารย์ใหญ่แห่งสถานศึกษาสตรีก็มาถึง การมาของเขาทำให้บรรยากาศภายในหอจยาสิงพลันเปลี่ยนไป
เด็กสาวร่วมร้อยกว่าคนเงียบเสียงลงทันใด พวกนางนั่งหลังตรงท่าทางสำรวม เหล่าอาจารย์ต่างค้อมศีรษะลง มองดูอาจารย์ใหญ่ของพวกเขาอย่างเคารพนบนอบ ภายในหอจึงเหลือเพียงเสียงซัดซ่าของสายลม
เซี่ยเฟิ่งฉือล่วงเลยวัยหกสิบปีมาแล้ว รูปลักษณ์สง่าทรงภูมิ ไม่มีวี่แววชราวัยเลยแม้แต่น้อย กลับมีบุคลิกเฉียบคมชนิดที่ไม่เข้ากับวัยสักนิด เขาดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายบริหารราชวิทยาลัย ปกติน้อยครั้งจะปรากฏกายที่สถานศึกษาสตรี วันนี้เขามาก็เพราะเป็นวันเปิดเรียนวันแรก ที่สำคัญคือเพื่อให้กำลังใจ อบรมและตักเตือนเด็กสาวเหล่านี้
หลังกวาดตามองรอบๆ หอจยาสิง เซี่ยเฟิ่งฉือก็เอ่ยปากว่า “ยามนี้สถานศึกษาสตรีเปิดเรียนอีกครั้ง ขอให้ทุกท่านมุ่งมั่นตั้งใจร่ำเรียนวิชาศิลปะเจ็ดแขนงให้ยิ่งขึ้นไป...”
พอได้ยินคำว่า ‘ศิลปะเจ็ดแขนง’ เหล่าเด็กสาวต่างนิ่งชะงักจนเผลอกลั้นลมหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะสงบลงอย่างรวดเร็ว
วิชาศิลปะเจ็ดแขนงของสถานศึกษาสตรีจิงจ้าวได้แก่ พิณ หมากรุก หนังสือ เขียนอักษร ขี่ม้า งานเย็บปักและทำอาหาร แบ่งเป็นสามระดับ โดยทั่วไปแล้วแบ่งตามอายุ เช่น เยี่ยสุยกับเสิ่นเหวินฮุ่ยอายุสิบห้าสิบหกปีอยู่ระดับสาม
ยามปกติเด็กสาวในสถานศึกษาสตรีเมื่อถึงระดับสามจะเป็นวัยหาคู่ครอง ดังนั้นส่วนใหญ่จึงมักสรรหาคู่ครองหลังการสอบระดับสาม เหตุผลสำคัญก็เพื่อเป็นคุณสมบัติในการหาคู่ครองที่ดีขึ้น
แน่นอนว่ามีตระกูลสูงศักดิ์อีกหลายบ้านที่ไม่สนใจผลการสอบนี้ และจัดการหมั้นหมายให้บุตรสาวไปแต่แรก เรื่องนี้จึงไม่แน่นอนนัก
หลังฟังอบรมที่หอจยาสิงจบ บรรดาเด็กสาวต่างแยกย้ายกันไป โดยแบ่งตามระดับชั้นเรียนที่สอนวิชาตามเรือนต่างๆ ถึงยามเซิน[1]จึงกลับบ้าน เช่นนี้การมาเรียนสถานศึกษาสตรีสามวันครั้งก็ไม่นับว่ามากมายนัก
สถานศึกษาสตรีเปิดสอนวิชาศิลปะเจ็ดแขนงเป็นหลัก แบ่งออกเป็นเจ็ดเรือน ในแต่ละเรือนมีอาจารย์ประจำเรือนหนึ่งคนกับอาจารย์สอนรายวิชาอีกจำนวนหนึ่ง โดยอาจารย์ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้มีชื่อเสียงของบ้านเมือง ซึ่งนับเป็นวาสนาของเด็กสาวเหล่านี้
ยามนี้เยี่ยสุยและเสิ่นเหวินฮุ่ยเดินตรงไปทางเรือนพิณ วันนี้วิชาที่พวกนางเข้าเรียนคือวิชาพิณ
พอได้ฟังวิชาที่จัดเรียน เยี่ยสุยก็หน้าดำคล้ำเขียว เท้าที่ก้าวเดินกลายเป็นเบาหวิว ชั่วขณะนี้ ไม่ว่าชาติก่อนจะผ่านการฝึกฝนเก็บความรู้สึกมาเท่าใดก็ยากจะทำเป็นนิ่งเฉยอยู่ได้ เนื่องจากวิชาพิณเป็นวิชาอ่อนที่สุดของนาง!
บอกว่าอ่อนยังนับว่าเป็นวาจารักษาน้ำใจมากแล้ว อันที่จริงวิชาพิณของนางช่าง...สุดจะพรรณนาออกมาได้
ทั้งๆ ที่นางจดจำท่วงทำนองในหนังสือเพลงได้อย่างแม่นยำแล้ว สายพิณทุกเส้นนางก็คุ้นเคยเป็นอย่างดี วิธีฝึกด้วยนิ้วทั้งแปดได้แก่ ม่อ[2] เถี่ยว[3] โกว[4] ที[5] ต่า[6] ไจ[7] ป้อ[8]และทัว[9] นางก็รู้แจ้ง อีกทั้งนางมีนิ้วมือเรียวยาว ยามวางมือทั้งสองลงบนพิณ ถือเป็นความงามกระชากใจอย่างหนึ่ง
ตะ...แต่ว่า!
ยามใดที่นางเริ่มดีดพิณเสียงแรก ความงดงามทั้งหมดล้วนเปลี่ยนไป ส่วนใหญ่เสียงพิณที่เด็กสาวนางอื่นใช้วิธีฝึกด้วยนิ้วทั้งแปดดีดออกมาจะกังวานใสหางเสียงยาวไกล มีเพียงนางที่ดีดออกมาเป็นเสียงเสียดประสาทบาดหูราวกับเสียงปีศาจเรียกวิญญาณ พานให้ผู้คนไม่อาจทนฟังต่อได้แม้เพียงหนึ่งเค่อ[10]
เรือนพิณมีอาจารย์สอนพิณสิบแปดคน แต่ไม่มีสักคนที่ทนฟังเสียงนางบรรเลงพิณได้ถึงครึ่งก้านธูป[11]!
หากไม่ใช่เพราะสถานศึกษาสตรีไม่เคยมีการไล่นักเรียนออกมาก่อน เกรงว่านางคงไม่ได้มาเรือนพิณอีกตั้งแต่ครั้งแรก ทว่าเวลานี้เยี่ยสุยไม่อยากไปเรือนพิณจริงๆ จะให้นางบากหน้าไปขายท่ามกลางผู้คนมากมายเช่นนี้ คงต้องใช้ความกล้าอีกมากกระมัง...
เชิงอรรถ
^ ช่วงเวลาตั้งแต่ 15.00 - 17.00 น.^ นิ้วชี้มือขวา^ นิ้วชี้มือซ้าย^ นิ้วกลางมือขวา^ นิ้วกลางมือซ้าย^ นิ้วนางมือขวา^ นิ้วนางมือซ้าย^ นิ้วโป้งมือขวา^ นิ้วโป้งมือซ้าย^ หน่วยเวลา โดย 1 เค่อ เท่ากับ 15 นาที^ หน่วยนับเวลาแบบโบราณของจีน หนึ่งก้านธูปราวหนึ่งชั่วโมง