บทที่ 20 คิดมากไปแล้ว
"ทำไมล่ะ? ไม่ได้เอาข้าวจากค่ายมาให้พี่ลู่แล้วเหรอ?" เฉินฉีฟังคำสั่งของกู้จี้เฉินก็ถึงกับอึ้ง ถามด้วยความสงสัย
หัวหน้าครับ การกินทิ้งกินขว้างเป็สิ่งที่ไม่ดีนะครับ!
เฉินฉีบ่นพึมพำอยู่ในใจ
"มีปัญหาอะไร?" กู้จี้เฉินมองเฉินฉีด้วยสีหน้าเ้าเล่ห์
เป็สีหน้าที่เฉินฉีคุ้นเคยเป็อย่างดี
เฉินฉีส่ายหน้าทันที
ประสบการณ์สอนให้เขารู้ว่า ตอนนี้ไม่ควรเถียงหัวหน้า เพราะต่อให้พูดอะไรก็เหมือนหาเื่ตาย
ต่างกันแค่ว่าหัวหน้าจะปล่อยให้เขาพูดจบก่อน แล้วค่อยจัดการเขา
เฉินฉีจึงวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
และพลาดโอกาสเจอสหายตัวน้อยอีกครั้ง
สุดท้ายเหลียงเจิ้งอิงก็ยืนยันให้หนิงหรานรับเงินห้าสิบหยวน แล้วถึงยอมปล่อยเธอไป
หนิงหรานมั่นใจว่า ถ้าเหลียงเจิ้งอิงพกเงินติดตัวมามากกว่านี้ ด้วยนิสัยของเขา เขาคงให้เธอมากกว่านี้แน่ๆ
แต่เธอเป็ห่วงหนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูที่อยู่ในห้องโถง ไม่มีเวลาคุยกับเหลียงเจิ้งอิงมาก รับเงินเสร็จก็รีบลงไปข้างล่างทันที
เป็อย่างที่หนิงหรานคาดไว้ พอเธอกลับไปถึงห้องโถง หนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูก็กำลังตามหาเธออยู่
นี่เป็ครั้งแรกที่ทั้งสองคนพาหนิงหรานมาอำเภอ ก่อนหน้านี้หนิงหรานไม่เคยมาอำเภอคนเดียว ทั้งสองจึงเป็ห่วงเื่ความปลอดภัยของเธอมาก
สวีอวี้จูกลัวว่าหนิงหรานจะถูกรังแกถ้าอยู่คนเดียวที่ห้องโถง หรืออาจจะไม่ชินแล้วกลัว ไม่มีผู้ใหญ่คอยดูแลเธอเลยไม่สบายใจ จึงรีบซื้อซาลาเปาไส้ผักสองลูกแล้วรีบกลับมา
พอกลับมาถึงก็ไม่เจอหนิงหรานแล้ว ไม่รู้ว่าเธอหายไปไหน
สวีอวี้จูหาหนิงหรานไม่เจอก็ใจนหน้าซีด รีบวิ่งไปหาหนิงเฉิงฮุยที่กำลังต่อแถวลงทะเบียนอยู่ บอกเขาด้วยเสียงสั่นเครือว่าหนิงหรานหายตัวไป
่นี้บ้านเมืองยังไม่สงบ มีคดีลักพาตัวเด็กเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เด็กๆ หลายคนจากครอบครัวที่บริสุทธิ์ก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย แล้วก็ไม่ได้รับข่าวคราวอีกเลย
โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง ยิ่งตกอยู่ในอันตรายมากขึ้น ในพื้นที่ชนบทแบบนี้ เด็กๆ หายตัวไปได้ง่ายมาก ในโรงพยาบาลที่มีคนพลุกพล่านแบบนี้ เผลอแป๊บเดียวเด็กก็อาจจะหายไปได้
ยิ่งในยุคสมัยนี้ ถ้าเด็กหายไปก็ยากที่จะตามหาตัวได้ พอออกจากอำเภอ คนร้ายก็หนีไปได้ทุกทิศทุกทาง ใครจะไปรู้ว่าจะไปตามหาเด็กที่ไหน?
่เที่ยงๆ แบบนี้โรงพยาบาลเป็สถานที่ที่อันตราย ใครจะรู้ว่าจะมีคนร้ายแฝงตัวเข้ามาหรือเปล่า!
ถ้าเกิดเื่กับหนิงหรานขึ้นมาพวกเขาจะเอาหน้าไปพบลูกสาวที่ล่วงลับได้ยังไง?
หนิงเฉิงฮุยได้ยินแบบนั้นก็ใจเสีย ไม่มีกะจิตกะใจจะต่อแถวแล้วรีบออกมาตามหาหนิงหรานด้วยกันกับภรรยาทันที
เมื่อไม่นานมานี้หลานสาวของป้าหลี่ที่อยู่ต้นหมู่บ้านก็หายตัวไปที่โรงพยาบาล เด็กอายุแค่ 8 ขวบ จู่ๆ ก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
ครอบครัวของป้าหลี่ตามหาอยู่สองเดือน แม้แต่ตำรวจก็ยังหาตัวไม่เจอจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีวี่แวว
หนิงเฉิงฮุยยังจำภาพที่ครอบครัวของป้าหลี่ร้องไห้ระงมได้ เด็กหายไปแบบนั้นทำให้เขาฝังใจมาก
พวกเขาไม่กล้าคิดเลยว่าถ้าหนิงหรานหายไป พวกเขาจะทำยังไง
...
หนิงหรานออกจากตึกผู้ป่วยมายืนอยู่หน้าประตูมองเห็นหนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูอยู่ไม่ไกล
สีหน้าของพวกเขาดูไม่ดีนักคอยถามคนอื่นๆ ว่าเห็นเด็กผู้หญิงหรือไม่ พร้อมกับทำท่าทางประกอบดูร้อนร่วงใจมากจนเกือบจะร้องไห้ออกมาแล้ว
หนิงหรานเห็นดังนั้นก็รีบโบกมือเรียก "คุณตา คุณยาย หนูอยู่นี่!"
เธอเรียกพวกเขาทั้งสองไป พร้อมกับรีบวิ่งไปหา
โชคดีที่ตอนนี้โรงพยาบาลค่อนข้างเงียบ หนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูได้ยินเสียงเรียกของหนิงหราน พอหันไปเห็นเธอก็ดีใจจนน้ำตาไหลพรากรีบวิ่งเข้าไปกอดเธอไว้แน่น
"หรานหราน หนูหายไปไหนมา? ทำไมไม่รอยาย? บอกตาสักคำก็ยังดี!"
หนิงหรานได้ยินดังนั้นก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจ
ตากับยายยังคงรักและเป็ห่วงเธอเหมือนเดิม
เธอปลอบเบาๆ ว่า "ไม่เป็ไรแล้วค่ะคุณยาย หนูผิดเองที่ทำให้เป็ห่วง"
เพราะอาการาเ็ที่เอว หนิงเฉิงฮุยจึงเดินช้ากว่าจะเดินมาถึงก็ได้ยินที่หนิงหรานพูด เขาถึงกับน้ำตาคล มองหนิงหรานั้แ่หัวจรดเท้า พอเห็นว่าหลานสาวไม่เป็อะไรก็โล่งใจ
"คุณยาย ปล่อยหนิงหรานก่อนเถอะ ไม่เป็ไรแล้วก็ดีแล้ว"
ไม่เป็ไรก็ดีแล้ว ไม่เป็ไรก็ดีกว่าสิ่งอื่นใดแล้ว
สวีอวี้จูเช็ดน้ำตาพร้อมกับพยักหน้าแล้วปล่อยหนิงหราน แต่ก็ยังเป็ห่วงคอยตรวจดูร่างกายของเธออีกรอบ
หนิงหรานทั้งขำทั้งสงสาร
จากนั้นสวีอวี้จูก็ยื่นถุงเล็กๆ ที่กำอยู่ในมือให้หนิงหราน แต่ซาลาเปาไส้ผักสองลูกที่อยู่ในถุงนั้นถูกบีบจนเสียรูปและเย็นชืดไปแล้ว
เธอพูดด้วยความรู้สึกผิด "ขอโทษนะ หรานหราน"
"ไม่เป็ไรค่ะ ไม่มีอะไรต้องขอโทษหรอก" หนิงหรานรู้สึกเ็ปในใจ
จริงๆ แล้วเธอรู้ดีว่าั้แ่เธอกลับมาท่าทีของตายายก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ถึงจะยังรักและเอ็นดูเธอแต่ในใจก็เริ่มเอียงไปทางจางหลิงหลานแล้ว จึงรู้สึกผิดต่อเธอพยายามชดเชยให้เธอ
แต่เธอก็ยังอยากให้ตายายมีชีวิตที่ดีขึ้น และต้องทำให้ตายายเห็นธาตุแท้ของครอบครัวหนิงชิงเฟิ่งให้ได้!
หนิงหรานคิดในใจแต่ก็ไม่ได้แสดงออกมา เธอพูดขึ้นว่า "คุณตาคุณยาย ไหนๆ ก็เที่ยงแล้ว กลับไปต่อแถวก็น่าจะเสียเวลา เรากินข้าวก่อนดีกว่าค่ะ"
จะเสียเวลาได้ยังไง?
หนิงเฉิงฮุยเผลอคิดจะแย้ง ถ้าเลยเที่ยงไปคนจะยิ่งเยอะต้องรีบไปต่อแถวสิ
แต่พอเงยหน้าขึ้นมองแววตาที่จริงจังของหนิงหราน ดวงตาที่ใสซื่อของเธอทำให้หนิงเฉิงฮุยใจสั่น เพราะดวงตาคู่นั้นดูสงบนิ่งและเดาอารมณ์ไม่ออกต่างจากเมื่อก่อน
หนิงเฉิงฮุยรู้สึกว่าเขาคิดมากไปเอง หรานหรานก็ยังเป็หลานสาวของเขาวันยังค่ำจะเปลี่ยนไปได้ยังไง?
แต่เขาก็พูดอะไรไม่ออก