หนูน้อยผู้เป็นที่รัก แท้จริงแล้วเป็นธิดาแห่งนรก!

    บทที่ 32 ยิ่งคิดก็ยิ่งขวัญผวา! (รีไรต์)

    บทที่ 32 ยิ่งคิดก็ยิ่งขวัญผวา! (รีไรต์)


    รวมถึงสัตว์เลี้ยงในเรือนต่าง ๆ ...


    ยิ่งคิดก็ยิ่งขวัญผวา!


    ชาวบ้านต่างพากันซาบซึ้งในเสี่ยวหยวนเป่าตัวน้อยยิ่งนัก พากันลือกันไปทั่วว่านางคือเด็กใบ้ที่เปิดปัญญาญาณ แท้จริงแล้วคือพระโพธิสัตว์กลับชาติมาเกิดโดยแท้


    ฝ่ายเสี่ยวหยวนเป่า เมื่อกลับถึงบ้านแล้ว ไฉ่ซื่อเห็นใบหน้าน้อย ๆ เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนก็ปวดใจเหลือแสน เจ้าตัวเล็กผู้นี้นอกจากจะเห็นแก่กินแล้ว ยังเป็นก้อนแป้งที่รักสวยรักงามอีกด้วย ทุกวันนี้ผมแกละสองข้างต้องหวีให้เรียบเสมอกัน ยามนี้ทั้งตัวส่งกลิ่นเหม็น ผมเผ้าถูกกิ่งไม้เกี่ยวจนหลุดลุ่ย อารมณ์จึงขุ่นมัวยิ่งนัก


    ดวงตากลมโตสุกใสดุจสายน้ำเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตา จนกระทั่งไฉ่ซื่อจัดการขัดสีฉวีวรรณให้นางกลับมาเป็นก้อนแป้งที่สะอาดสะอ้านอีกครั้ง นางจึงค่อยกลับมาเบิกบานได้บ้าง


    ซานเป่าเองก็เริ่มหายจากอาการตกใจแล้ว "น้องสาว ข้าเก็บเห็ดมาได้มากนัก วันนี้กินไม่หมด พรุ่งนี้ยังกินต่อได้อีก ให้ท่านแม่ต้มน้ำแกงเห็ดให้พวกเราดื่ม รสชาติดีเหลือเกิน หรือจะเอาหมูรมควันมาต้มกับเห็ดก็เลิศรสยิ่ง..."


    พอเจ้าก้อนแป้งน้อยได้ยินเรื่องของกิน เมฆหมอกในใจก็สลายไปจนสิ้น "ในตะกร้าใบจิ๋วของข้ายังมีไข่ไก่สองฟอง เอามาตุ๋นกินกันเจ้าค่ะ..."


    "ใช่ ๆ ไข่ตุ๋นอร่อยนัก น้องสาว....เจ้าตีเจ้าสิ่งนั้นจนตายจริงหรือ" ซานเป่าเอ่ยถามด้วยความเลื่อมใสยิ่ง


    เสี่ยวหยวนเป่าพยักหน้าหงึกหงัก "ใช่แล้วเจ้าค่ะ ข้ากับพี่เทียนโกวร่วมมือกันหลอกสุนัขผีดิบออกมา แล้วข้าก็ตีมันจนตายเลย..."


    ซานเป่าหันไปยกนิ้วหัวแม่มือให้หวังเทียนโกว "เยี่ยมยอด! พี่เทียนโกว ข้าไม่นึกเลยว่าท่านจะใจกล้าถึงเพียงนี้ ข้าซานเป่าต้องเรียนรู้จากท่านเสียแล้ว!"


    "น้องสาว คราวนี้พี่สามขลาดเขลาเกินไป กลับมาพี่ก็ได้สำนึกตัวแล้ว คราวหน้าพี่สามจะใจกล้ากว่านี้ ให้พี่เป็นเหยื่อล่อล่อเจ้าพวกประหลาดนั่นเอง..."


    หวังเทียนโกวคิดในใจ งานเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเช่นนี้ ยังมีคนมาแย่งชิงอีกหรือ! หากบอกเร็วกว่านี้ ปล่อยให้ซานเป่าไปเสียก็สิ้นเรื่อง เขาก็กลัวตายเหมือนกันนะ


    ทว่าเสี่ยวหยวนเป่ากลับเอ่ยว่า "พี่สาม ท่านไม่ใช่ผู้นี้มีตบะบารมีเก้าชาติภพ ท่านไม่หอมหวน สิ่งอัปมงคลย่อมไม่สนใจท่านเจ้าค่ะ"


    ซานเป่าถึงกับคอตก "เป็นเช่นนั้นหรือ! เช่นนั้นก็มีเพียงพี่เทียนโกวคนเดียวที่ทำได้รึ"


    "ใช่แล้วเจ้าค่ะ!" เจ้าก้อนแป้งน้อยตอบอย่างร่าเริง


    หวังเทียนโกวรู้สึกหดหู่นัก


    ซานเป่ายังคงซักไซ้ด้วยความอยากรู้ "น้องสาว แล้วเจ้าเก็บวิญญาณสุนัขผีดิบตัวนั้นได้อย่างไรกัน"


    เจ้าก้อนแป้งน้อยเอียงคอ พลางคิดว่าจะตอบอย่างไรดี


    หวังเทียนโกวเหลือบมองอุ้งมือน้อย ๆ ของนาง แล้วชิงเอ่ยขึ้นว่า "พี่ซานเป่า นางเป็นพระโพธิสัตว์กลับชาติมาเกิด ย่อมใช้ฤทธานุภาพในการเก็บสิ บอกท่านไปท่านก็ไม่เข้าใจหรอก..."


    ในตอนนั้นเอง ต้าเป่าก็ตะโกนเรียกจากในครัวว่าถึงเวลาอาหารแล้ว ทุกคนต่างพากันไปกินข้าวด้วยความสำราญใจ


    มื้อนี้คือเห็ดที่เก็บมาได้มากมาย รวมกับไข่นกและหมูรมควันที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่น ทำเอาเสี่ยวหยวนเป่ากินจนเหงื่อซึมที่หน้าผากน้อย ๆ 


    เนื่องจากเสี่ยวหยวนเป่ามีความดีความชอบครั้งใหญ่ หัวหน้าหมู่บ้านถึงขั้นเรียกไฉ่ซื่อไปพบเพื่อเอ่ยชมเชย ความหมายโดยรวมคือชื่นชมที่นางสั่งสอนบุตรสาวได้ดีเยี่ยม ทั้งยังเป็นตัวแทนหมู่บ้านมอบรางวัลเล็กน้อยให้แก่ไฉ่ซื่อและเสี่ยวหยวนเป่า เป็นข้าวของเครื่องใช้ในครัวเรือน ไข่ไก่ หมูรมควัน และเงินอีกสองร้อยอีแปะ


    ไฉ่ซื่อรับมาด้วยความเกรงใจและยินดียิ่ง


    พอถึงยามค่ำคืน ผู้เฒ่าหวังและภรรยากลับจากการทำงานที่บ้านท่านคหบดี เมื่อทราบเรื่องราวใหญ่โตนี้ ต่างก็ดีใจจนหาที่เปรียบไม่ได้! ตัวการที่คอยคุกคามลูกชายของพวกเขาถูกกำจัดไปเสียที ครานี้จะได้นอนหลับพักผ่อนได้อย่างสนิทใจเสียที


    "เทียนโกว คืนนี้จะกลับบ้านกับพวกเราหรือไม่"


    หวังเทียนโกวเอ่ยว่า "ท่านพ่อท่านแม่ต้องไปทำงานยามกลางวัน ข้าอยู่บ้านคนเดียวก็ไม่มีเพื่อนคุย อีกทั้งเนื้อหนังที่นำมาก็มากมายนัก หากหิ้วกลับไปกลับมาก็ดูไม่ดีนัก ข้าขออยู่ที่บ้านท่านอาไฉ่ต่ออีกสักสองสามวัน รอให้พวกท่านทำงานเสร็จสิ้นแล้วค่อยกลับไปเถิด" เขากล่าวอย่างมีเหตุผล


    ซานเป่าเสริมว่า "ท่านไปเข้าสำนักศึกษาก็ได้นี่นา!"


    หวังเทียนโกวตอบว่า "ไม่ได้หรอก ข้าเพิ่งฟื้นจากความตาย ร่างกายยังไม่สมบูรณ์ คงยังไปเรียนไม่ได้ในตอนนี้"


    เมื่อเขาเอ่ยถึงขั้นนี้แล้ว ผู้เฒ่าหวังและภรรยาจึงต้องฝากฝังไว้กับไฉ่ซื่ออีกครา


    ไฉ่ซื่อเอ่ยรับด้วยความยินดี "เทียนโกวอยู่ที่นี่ก็ดีเจ้าค่ะ เด็ก ๆ อยู่กันหลายคนครื้นเครงดี กินข้าวก็เจริญอาหาร"


    หวังเทียนโกวขานรับซ้ำ ๆ 


    ต้าเป่า เอ้อร์เป่า และซานเป่าต่างพากันมองหวังเทียนโกวด้วยสายตาแปลก ๆ ทว่าหวังเทียนโกวกลับวางหน้าเฉยราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น


    เจ้าก้อนแป้งน้อยเมื่อกินอิ่มหนำแล้ว ก็นั่งพินิจน้ำเต้าจิ๋วบนฝ่ามือเล่น หลังจากน้ำเต้าจิ๋วเก็บวิญญาณชั่วร้ายของสุนัขผีดิบไปแล้ว ก็ไม่มีความเปลี่ยนแปลง สีสันยังคงอ่อนจางดังเดิม


    ทว่าเสี่ยวหยวนเป่าสัมผัสได้ว่า ภายในน้ำเต้าที่เคยว่างเปล่า ยามนี้เริ่มมีสิ่งของบรรจุอยู่บ้างแล้ว น้ำเต้าที่ท่านพ่อมอบให้นี้นับว่าใช้การได้ดีทีเดียว


    นางหาได้สนใจสิ่งที่ทุกคนกำลังสนทนาอยู่ไม่... ดวงตากลมโตสุกใสกะพริบปริบ ๆ พลางเล่นกับมือน้อย ๆ ของตนเอง


    ทันใดนั้น หวังเทียนโกวที่อยู่ข้าง ๆ ก็ขยิบตาให้นางอย่างเอาเป็นเอาตาย ส่งสัญญาณให้นางช่วยเอ่ยสมทบสักคำ


    เสี่ยวหยวนเป่าหยุดเล่นมือ พลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้หวังเทียนโกวด้วยความสงสัย "พี่เทียนโกว ท่านเป็นอะไรไปรึเจ้าคะ ตาของท่านเป็นตะคริวหรืออย่างไร"


    หวังเทียนโกว “...”


    ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนเห็นจะจริงแท้ เขาจำต้องหน้าด้านเอ่ยต่อไปว่า "ข้าอยู่ที่นี่ ยังสามารถสอนเสี่ยวหยวนเป่าอ่านเขียนตัวอักษรง่าย ๆ ได้บ้าง เสี่ยวหยวนเป่าฉลาดถึงเพียงนี้ หากไม่อ่านเขียนย่อมเป็นที่น่าเสียดายนัก"


    คราวนี้ ต้าเป่าช่วยเอ่ยสมทบ "จริงด้วย ที่นอนหมอนมุ้งของพี่เทียนโกวก็จัดเตรียมไว้เสร็จสรรพแล้ว หากไม่ได้อยู่สักสิบวันครึ่งเดือน การจะย้ายไปมาคงลำบากแย่"


    เมื่อต้าเป่าออกความเห็นเช่นนี้ ทุกคนจึงไม่มีใครขัดข้องอีกต่อไป


    กลางดึกคืนนั้น เสี่ยวหยวนเป่าเพียงปีนขึ้นเตียงก็หลับสนิทไปทันที วันนี้เป็นวันที่เหนื่อยล้านัก ทั้งขึ้นเขาเก็บเห็ด ไล่ล่าสิ่งอัปมงคล และกำจัดมันจนสิ้น... เพียงแผ่นหลังแตะเตียงก็กรนเบา ๆ เข้าสู่ห้วงนิทรา