(สำนวน "ฉิ่งจวินยู่เวิ่ง" หรือ "เชิญท่านลงโอ่ง" หมายถึงการใช้วิธีการที่คนผู้หนึ่งคิดค้นขึ้นเพื่อจัดการกับผู้อื่น มาใช้จัดการกับคนผู้นั้นเอง นอกจากนี้ยังแฝงความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “ดาบนั้นคืนสนอง” อีกด้วย)
อาจกล่าวได้ว่าเจ้าของงานค่อนข้างลำเอียงมากเกินไปจริง ๆ...
นั่นเพราะภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเฉินอันหลานในเวลานี้คือห้องพักของคนตระกูลเอสเตที่มีขนาดใหญ่กว่าห้องอื่น ๆ ในชั้นเดียวกันเกือบสองเท่าตัว ภายในมีทั้งห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องอ่านหนังสือ บาร์เครื่องดื่ม สนามกอล์ฟจำลองขนาดเล็ก และอีกมากมาย กระทั่งสระว่ายน้ำก็มีให้บริการในห้องนี้ด้วยเช่นกัน
เห็นแบบนี้แล้ว เฉินอันหลานแทบไม่แปลกใจเลยสักนิดว่าทำไมลานเซลอตถึงไม่ค่อยออกมาปรากฏตัวด้านนอกบ่อยนัก ที่แท้ในห้องนี้ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกและสื่อต่าง ๆ เพื่อความบันเทิงอยู่ครบครันพร้อมให้เลือกใช้งานอยู่แล้วนี่เอง
เฉินอันหลานเดินตามลานเซลอตเข้าไปในห้องเงียบ ๆ แต่ในตอนที่พวกเขากำลังเดินผ่านห้องสำหรับทานอาหารนั้นเอง เฉินอันหลานก็ได้ยินเสียงครวญครางเบา ๆ ลอดออกมาจากประตูบานเล็กที่อยู่ด้านข้าง เสียงนั้นยังคงดังอย่างต่อเนื่องทว่าค่อนข้างเบามาก และหากไม่เงี่ยหูฟังให้ดีก็อาจมองข้ามไปได้โดยง่าย
ลานเซลอตพาเฉินอันหลานเดินเข้ามาจนถึงในห้องรับแขก
“นั่งสิ”
“ผมอยากโทรหาพนักงาน ขอยืมโทรศัพท์หน่อยได้ไหมครับ?”
“มีโทรศัพท์ของโรงแรมอยู่ในห้องอ่านหนังสือ”
“ขอบคุณครับ”
ลานเซลอตไม่ได้ตอบรับคำขอบคุณนั้น เขาเพียงหันหลังเดินเข้าไปในห้องนอนเงียบ ๆ แล้วปล่อยให้แขกที่ตนเป็นคนพาเข้ามายืนอยู่ในห้องรับแขกเพียงลำพัง
คล้อยหลังลานเซลอต เฉินอันหลานก็ผ่อนลมหายใจออกมาเบา ๆ เขารู้สึกว่าความคิดของผู้ชายคนนี้เป็นอะไรที่คาดเดาได้ยาก จริง ๆ แล้วเวลานี้คนคนนั้นควรทานมื้อเที่ยงอยู่กับคู่หมั้นสาวแสนสวยของตน ไม่ใช่ละทิ้งเจ้าหล่อนไว้กลางทางแล้วตรงรี่มาหาเขาเพื่อเชื้อเชิญให้เข้าห้องตัวเองอย่างเอื้อเฟื้อแบบนี้...และถ้าเดาไม่ผิด อย่างไรเสียเว่ยเชียนเฉินก็ต้องรายงานเรื่องนั้นให้เจ้านายของตนทราบแล้วแน่นอน
แต่ทำไมเขายังคงนิ่งเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอยู่อีก
“อื้อ..อ่า...”
เสียงครวญครางที่ได้ยินก่อนหน้านี้ดังขึ้นมาขัดจังหวะความคิดของเฉินอันหลานที่กำลังนั่งวิเคราะห์ความคิดของลานเซลอตอยู่บนโซฟา เสียงนั้นดังกว่าตอนที่เขาเดินเข้ามาและดูเหมือนว่าจะชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
เป็นน้ำเสียงหวานชวนลุ่มหลงที่สามารถทำให้คนฟังตกอยู่ในภวังค์ได้ไม่ยาก...
แน่นอนว่าไม่ใช่กับเฉินอันหลาน
ตอนแรกเขาคิดว่าเจ้าของเสียงนี้คงเป็นหนึ่งในคู่นอนของลานเซลอต มันก็เหมือน ๆ กับการรับอุปถัมภ์ใครสักคนของพวกเศรษฐีใหญ่หลาย ๆ ท่าน ไม่ต้องแต่งงาน ไม่ต้องการมีทายาท และไม่รู้สึก...รัก ก็แค่อยากระบายอารมณ์กำหนัดตามธรรมชาติของตัวเองเท่านั้น
เรื่องนี้จึงไม่ใช่อะไรที่แปลกใหม่สำหรับคนที่มาจากตระกูลใหญ่อย่างพวกเขา และลานเซลอตเองก็เป็นถึงผู้นำตระกูลเอสเต แม้เวลานี้เขาอาจจะยังไม่มีศรีภรรยามาร่วมเรียงเคียงหมอนทว่าอย่างไรเขาก็ยังคงมีความต้องการอยู่เป็นเรื่องปกติ ยิ่งไปกว่านั้นการเป็นอัลฟ่าเลือดบริสุทธิ์ย่อมทำให้ความต้องการในเรื่องพวกนี้รุนแรงกว่าอัลฟ่าทั่วไปอยู่แล้ว ทว่าสิ่งที่ทำให้เฉินอันหลานรู้สึกติดใจสงสัยก็เพราะ…เสียงนี้มันคุ้นหูเกินไป เฉินอันหลานมั่นใจมากว่าเขาต้องเคยได้ยินเสียงนี้มาก่อนแน่ ๆ
เฉินอันหลานก้มลงมองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง ผ่านมา 5 นาทีแล้วตั้งแต่ลานเซลอตเดินเข้าห้องนอนไปและตอนนี้ประตูก็ยังคงปิดสนิทอยู่แบบนั้น ไม่มีทีท่าจะเปิดออกราวกับว่าลานเซลอตจงใจมองข้ามเสียงครวญครางที่ดังอยู่นี้ไปอย่างไม่แยแสและไม่คิดจะเปิดประตูออกมาดูเลยสักนิด
“อ่าห์......อื้อ.......”
เสียงครางหวานนั้นยังคงดังให้ได้ยินอยู่เรื่อย ๆ
เฉินอันหลานที่ตั้งใจจะเดินไปที่ห้องอ่านหนังสือไม่อาจทำใจเมินเฉยต่อเสียงที่คุ้นเคยนั้นได้อีก เขาหยุดยืนอยู่หน้าห้องอ่านหนังสือเพียงไม่กี่วินาที จากนั้นจึงหมุนตัวเดินตามเสียงนั้นไป
ที่มาของเสียงคือประตูบานเล็กข้างห้องอาหารอย่างที่เฉินอันหลานคาดไว้จริง ๆ เขารู้สึกลังเลเล็กน้อย แต่เมื่อเหลือบไปเห็นประตูห้องนอนที่ยังคงปิดสนิทอยู่จึงได้ตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้ประตูเจ้าปัญหาบานนั้นมากขึ้นและยื่นมือออกไปเปิดมัน
‘แอ๊ด--’
แค่แรงผลักเบา ๆ ก็ทำให้ประตูเปิดออกโดยง่าย
ไม่ได้ล็อก...
เสียงที่อยู่ด้านในดังชัดขึ้นเรื่อย ๆ คราวนี้เฉินอันหลานได้ยินเสียงหอบหายใจอย่างรุนแรงตามมาด้วย
เขาผลักบานประตูให้กว้างขึ้นแล้วแทรกตัวเข้าไปด้านในก่อนจะปิดมันลง
ภายในห้องเล็ก ๆ นี้เต็มไปด้วยขวดไวน์หลากหลายอายุซึ่งถูกจัดเก็บและวางเรียงรายไว้อย่างสวยงามบนชั้นวาง เสียงที่เฉินอันหลานได้ยินดังมาจากแถวที่อยู่ด้านในสุด เขาเดินลัดเลาะไปตามทางเดินระหว่างชั้นวางไวน์ราคาแพงเหล่านี้จนกระทั่งพบกับชายคนหนึ่งนอนแผ่หลาอยู่ที่พื้น เสื้อผ้าท่อนบนถูกฉีกกระชากจนขาดออกจากกันเผยให้เห็นแผ่นอกกว้างที่กระเพื่อมขึ้นลงตามแรงหอบหายใจของเจ้าตัว
เสียงครวญครางของเขาแหบแห้ง ฟังคล้ายสุขสมทว่ากลับเจือไปด้วยความทรมาน...
เฉินอันหลานเดินอ้อมมาหยุดอยู่อีกฝั่งหนึ่งเพื่อมองหน้าอีกฝ่ายให้ชัดเจน ใบหน้าแดงก่ำของชายคนนั้นปรากฏแก่สายตาของเฉินอันหลานในทันที
‘ไบรอัน ซิพ'
เรื่องที่ผู้ชายคนนี้มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรไม่น่าแปลกใจเท่ากับเรื่องที่คนคนนี้เป็นโอเมก้า!?
ไบรอัน ซิพที่กำลังฮีทไม่เหลือสติสัมปชัญญะไว้ให้ไตร่ตรองสิ่งใด เขาไม่รับรู้ว่ามีใครเข้ามา ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ในหัวสมองวนเวียนคิดเพียงแค่ว่าจะบรรเทาความทรมานของตนในเวลานี้ได้อย่างไร
ในขณะที่เฉินอันหลานยังคงตกตะลึงอยู่กับสถานะโอเมก้าของไบรอัน ซิพไม่หาย ใครคนหนึ่งก็เปิดประตูห้องไวน์เข้ามา
คนที่ยืนอึ้งตะลึงงันพลันได้สติและค่อย ๆ หันกลับไปมองด้านหลังของตัวเองช้า ๆ
——
ลานเซลอต
นิทานสุภาษิต “เชิญท่านลงโอ่ง” (แปะนิทานให้อ่านเล่นๆ)
สมัยราชวงศ์ถัง โจวซิงขุนนางผู้โหดเหี้ยมผู้ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของพระนางบูเช็กเทียนได้ใช้วิธีลงโทษที่ทารุณโหดเหี้ยมทำร้ายคนจำนวนมาก
ต่อมาโจวซิงได้ถูกกล่าวหาว่าวางแผนจะก่อการกบฏ พระนางบูเช็กเทียนจึงส่งไหลจวิ้นเฉินไปไต่สวนโจวซิง ไหลจวิ้นเฉินรู้ดีว่าโจวซิงจะไม่รับสารภาพง่ายๆแน่เลยคิดหาวิธี
ตอนที่เชิญโจวซิงดื่มเหล้านั้นก็ถามว่า “จะใช้วิธีอะไรถึงจะสามารถทำให้นักโทษสารภาพผิดได้ดีที่สุด” โจวซิงตอบว่า “เอาโอ่งใหญ่ๆ มาหนึ่งใบ รอบๆ ใช้ฟืนสุมให้ร้อน แล้วเรียกนักโทษลงไปในโอ่ง นักโทษจะไม่สารภาพผิดได้อย่างไร” ไหลจวิ้นเฉินจึงเรียกให้คนแบกโอ่งมาทันที
จากนั้นก็พูดกับโจวซิงว่า “มีการร้องเรียนกล่าวหาว่าท่านพี่คิดการกบฏ ตอนนี้เชิญท่านพี่ลงโอ่งเถิด”
ที่มา : https://www.facebook.com/chinesethai.magazine/posts/10157523469999465/