ซูเฉียวลืมตาจ้องมองคนคนนั้นแล้วยืดขาโจมตี่ล่างของเขาทันที
กล้าดีมารบกวนการนอนหลับของเธอก็ต้องชดใช้เสียหน่อยแล้ว!
หนุ่มหล่อนึกไม่ถึงว่าจะถูกโจมตีอย่างฉับพลันเขาจึงโซซัดโซเซไปหลายก้าวกว่าจะทรงตัวให้นิ่งได้แต่ซูเฉียวไม่มีทางปล่อยโอกาสให้เขาได้พักหายใจหรอก เธอดีดตัวขึ้นมาแล้วเตะเขาอย่างต่อเนื่องเห็นได้ชัดว่าชายคนนั้นก็ได้รับการฝึกฝนมาเช่นกัน ฝีมือไม่เลวทว่าภายใต้การโจมตีที่รวดเร็วและดุดันของซูเฉียว สู้ไปก็ไร้ประโยชน์อย่างไรเสียก็ต้องยอมจำนน
เขาเรียนศิลปะการต่อสู้มาั้แ่ยังเล็กเข้าร่วมการแข่งขันมามากมายนับไม่ถ้วนได้เจอคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อเพียงแค่ไม่กี่ครั้งแต่ตอนนี้กลับถูกผู้หญิงบอบบางคนหนึ่งโจมตีเสียจนหอบแฮก จึงหัวเสียไปเล็กน้อยชายหนุ่มยักคิ้วอย่างไม่พอใจและจำเป็ต้องงัดไม้เด็ดออกมา
ไม่รู้ว่าั้แ่ตอนไหนที่มีกระบี่อ่อนอยู่ในมือของเขาภายใต้แสงสะท้อนของดวงอาทิตย์ แสงเงากระบี่ก็แผ่กระจายไปทั่ว
ซูเฉียวเลิกคิ้วแล้วยกมุมปากขึ้นช้าๆ“ในที่สุดก็เอาออกมาแล้วสินะ!”
ชายหนุ่มเม้มปากแน่นสายตาแห่งความโกรธแค้นลุกโชนอย่างทวีคูณ
เธอมองอาวุธลับของเขาทะลุปรุโปร่งตั้งนานแล้ว!
เขาจะยังออมมือให้เธออยู่ทำไมกัน!
ดังนั้นแล้วก็ยกกระบี่ในมือขึ้นแล้วพุ่งมันไปยังซูเฉียว
ซูเฉียวรับมือกับทุกกระบวนท่าได้อย่างสบายๆร่างกายรวดเร็วปราดเปรียวราวกับนกนางแอ่นที่กำลังโผบิน หลบซ้ายหลีกขวา เหมือนไร้ซึ่งระเบียบแบบแผนแต่สามารถหลบจุดสำคัญได้ทุกครั้งและขจัดการโจมตีของเขาได้อย่างง่ายดายทั้งสองคนต่อสู้กันบนดาดฟ้าอย่างไม่มีใครยอมใครแค่ชั่วพริบตาก็ผ่านไปถึงห้าสิบกระบวนท่าเสียแล้ว
หลังจากท่าที่ห้าสิบซูเฉียวก็รู้วิชากระบี่ของเขาอย่างชัดแจ้ง และยังมองจุดอ่อนออกเสียด้วยทันใดนั้นเธอจึงหมุนตัว นอนหงาย ยันตัวกับพื้น ยกขาขึ้นแล้วบุกทะลวงวิชากระบี่ประกาศิต ถีบไปตรงหน้าอกของเขาอย่างแรง
ชายหนุ่มโดนเธอถีบกลับอย่างไม่ทันตั้งตัวกระบี่ในมือเกือบตกพื้น
“วิชากระบี่ของตระกูลสวินก็งั้นๆนี่” ซูเฉียวยืนพิงผนังแท็งก์น้ำอย่างี้เี มุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มแห่งชัยชนะ
“ฉันเรียนไม่ดีเองต่างหากอย่ามาปรามาสวิชากระบี่ของตระกูลสวิน!” ชายหนุ่มจ้องมองซูเฉียวอย่างโกรธเคืองข้างในทั้งรู้สึกอับอายและประหลาดใจ อับอายที่ทำให้ตระกูลต้องเสียหน้าและประหลาดใจที่ซูเฉียวจดจำวิชากระบี่ของเขาได้
เธอเป็ลูกสาวนอกสมรสของตระกูลซูที่สวยแต่โง่เหมือนลาคนนั้นจริงหรือ
หากคนอย่างเธอเรียกว่าโง่บนโลกนี้ก็คงไม่มีคนฉลาดแล้ว!
ซูเฉียวปล่อยให้เขาสังเกตตามใจชอบแล้วจึงชี้จุดอ่อนวิชากระบี่ของเขาอย่างไม่อ้อมค้อม “รู้ไหมว่าทำไมนายถึงแพ้เพราะในวิชากระบี่ของนายไม่มีความอาฆาตไง มีแต่กระบวนท่ากระบี่แต่ไร้ซึ่งจิติญญา ให้ตายยังไงก็ไม่มีทางได้เป็ผู้เชี่ยวชาญหรอกไม่ว่ากลกระบี่จะลื่นไหลและงดงามแค่ไหน มันก็มีแค่เสน่ห์แต่กลับไร้ค่า”
สีหน้าของสวินอี้ตะลึงงันสายตาที่จ้องมองเธอปรากฏความไม่น่าเชื่อถึงขีดสุด คำพูดนี้ปู่พร่ำบอกเขาหลายต่อหลายครั้ง แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามปรับปรุงแก้ไขมากแค่ไหน มันก็ไม่ได้พัฒนาอะไรขึ้นเลย
“ฉันขอยืมกระบี่ของนายหน่อย”ซูเฉียวเห็นเขาอับอาย จึงตัดสินใจชี้แนะเขาสักหน่อย อย่างไรเสีย หากสามารถทำตามกระบวนท่าของเธอได้สักสิบท่าก็ถือว่าน่าชื่นชมยินดีแล้ว
นอกจากจะบูชาความสามารถแล้วเธอยังยินดีที่จะถ่ายทอดความรู้ให้ผู้อื่นอีกด้วย
สวินอี้ผลุบตาลงต่ำแล้วคิดไตร่ตรองอยู่ชั่วขณะสุดท้ายจึงยืนกระบี่อ่อนในมือให้เธอ
“ดูให้ดีนะ”ซูเฉียวหยิบกระบี่อ่อนมาฝึกมืออยู่พักหนึ่ง แล้วจึงหมุนข้อมือแล้วฝึกซ้อมกระบวนท่าที่เขาทำเมื่อสักครู่ใหม่ทั้งหมดอีกรอบ
เมื่อเห็นซูเฉียวใช้กระบวนวิชากระบี่ของตระกูลสวินได้อย่างรวดเร็วดุดันและปราดเปรียว สายตาที่ตกตะลึงของสวินอี้ก็ยิ่งชัดเจนแจ่มแจ้งขึ้นเธอเป็อัจฉริยะจริงๆ เพียงเวลาแค่ไม่นานก็สามารถจดจำกระบวนท่าของเขาได้ทั้งหมดและยังเล่นได้อย่างต่อเนื่องไม่มีติดขัด ไม่เพียงแต่ไร้ซึ่งข้อผิดพลาดในกระบวนท่าเท่านั้นแต่ยังเพิ่มอานุภาพความรุนแรงไปหลายขั้นเสียด้วย
เมื่อได้เห็นเธอจับกระบี่กวัดแกว่งไปมาจนเกิดแสงดาบเงาวิบวับขนาดนี้แล้วถ้าสวินอี้บอกว่าไม่งดงามก็คงจะเป็การโกหกแน่
พลังอำนาจเช่นนี้เขาเคยเห็นในตัวของปู่มาก่อน ส่วนเขานั้นไม่มีเลยแม้แต่น้อย
ซูเฉียวเล่นกระบวนกระบี่หนึ่งรอบแล้วจึงเก็บกระบี่ลงอย่างอ่อนช้อย “เป็ไง เข้าใจหรือยัง”
สวินอี้รับกระบี่อ่อนมาแล้วเก็บไว้ที่เอวอย่างดีดังเดิมจากนั้นจึงเงยหน้ามองหล่อน “สักวัน ฉันจะชนะเธอแน่”
“ถ้าอย่างนั้นฉันจะคอยดู!”ซูเฉียวเหยียดปากแล้วนิ่งเงียบ จากนั้นจึงเดินตรงไปที่บันได
“เดี๋ยวก่อน”สวินอี้ส่งเสียงเรียกเธอจากข้างหลัง “ได้ข่าวว่าเธออยากย้ายไปสายวิทย์เหรอฉันชื่อสวินอี้ อยู่ห้องหนึ่ง”
ซูเฉียวตอบรับแล้วเดินลงบันไดต่อไป
สวินอี้มองแผ่นหลังของเธอที่ค่อยๆหายไปจากทางเดิน สายตาเต็มไปด้วยความสับสน
บางทีเขาอาจจะเป็เพื่อนกับซูเฉียวได้
“นี่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ฉันก็เห็นซูเฉียวออกมาจากห้องพักครูแล้ว!”
“ฉันบอกแล้วไงคะแนนหล่อนก็แค่นั้น ยังคิดจะย้ายไปสายวิทย์อีก คงจะไม่เข้าใจคำถามสักข้อเลยมั้ง!”
“นั่นสิ...ไม่รู้ว่ามั่นหน้ามาจากไหน...”
เมื่อซูเฉียวกลับมาถึงห้องเรียนก็ได้ยินกลุ่มคนรวมตัวกันนินทาเสียงเล็กเสียงน้อย
เหอลู่ลู่พูดเสียงดังขึ้นอย่างหน้าไม่อายด้วยกลัวว่าคนอื่นจะไม่ได้ยิน “บางคนน่ะ ไม่สมควรจะได้เรียนหนังสือด้วยซ้ำแต่ก็ยังจะหน้าด้านหน้าทนดัดจริตมาเรียนอีก เหอะๆคงคิดว่าตัวเองเป็อัจฉริยะสินะ!”
แม้ว่าครั้งนี้เหอลู่ลู่จะพูดเกินจริงแต่นักเรียนคนอื่นก็เห็นด้วยอย่างมาก
ความจริงแล้วในทุกชั้นปี คะแนนของซูเฉียวจะอยู่รั้งท้ายตลอดวิชาคณิตศาสตร์กับภาษาอังกฤษก็ได้ศูนย์คะแนนอยู่บ่อยๆ ไอคิวแบบนี้ยังจะหวังลมๆแล้งๆ ย้ายไปเรียนสายวิทย์ที่ยากกว่าอีก คงโดนประตูกระแทกหัวมาสินะ!
ซูเฉียวไม่อยากจะแก้ต่างให้ตัวเอง
เพราะอีกไม่นานพวกเขาก็จะได้รับรู้แล้วว่าการโดนตีแสกหน้ามันรู้สึกอย่างไร
เป็อย่างที่คาดไว้เพราะในตอนบ่ายของวันนั้น หัวหน้าสายชั้นก็มาที่ห้อง 8 ด้วยตัวเอง“นักเรียนคนไหนคือซูเฉียว”
ซูเฉียวเงยหัวขึ้นจากโต๊ะเรียนอย่างี้เีแล้วโบกมือ
หัวหน้าสายชั้นเดินมาหยุดหน้าเธอด้วยรอยยิ้มแล้วพูดว่า “ยินดีด้วย เธอผ่านการทดสอบแล้วตอนนี้เธอเก็บของแล้วย้ายไปห้องหนึ่งได้เลย”
เมื่อได้ยินข่าวนักเรียนทั้งหมดในห้องก็ไม่อยากเชื่อ
โดยเฉพาะเหอลู่ลู่ที่คอยดูถูกเหยียดหยามซูเฉียวมาตลอดเมื่อได้ยินสิ่งที่หัวหน้าสายชั้นพูดก็ซักถามยกใหญ่
“ไม่จริงน่าสมองอย่างเธอเนี่ยนะคะจะสอบผ่าน ครูคะ ครูต้องเข้าใจอะไรผิดแน่ๆ!”
“ยังไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเธอก็ออกจากห้องแล้วจะเป็ไปได้ยังไง...คงจะไปหาคนอื่นมาสอบแทนล่ะสิ”
“ยังไงเธอก็อยู่ในห้องพักครูคนเดียวอยู่แล้วบางทีเธออาจจะแอบหาคำตอบในเน็ตมาก็ได้”
เมื่อต้องเผชิญกับคำถามของเหล่านักเรียนหัวหน้าสายชั้นก็อดทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเสียไม่ได้
เมื่อกี้ที่ห้องพักครูไม่มีใครอยู่จริงๆซูเฉียวอาจจะฉวยโอกาสตอนที่พวกคุณครูไปสอนแอบใช้คอมพิวเตอร์หาคำตอบจากอินเทอร์เน็ตมันก็ไม่ใช่เื่ที่เป็ไปไม่ได้
เหอลู่ลู่เห็นหัวหน้าสายชั้นลังเลเธอจึงพูดใส่ไฟเล่าถึงพฤติกรรมของซูเฉียว “ครูคะ ครูอย่าโดนเธอหลอกสิคะ!ขนาดวางยาใส่เครื่องดื่มคนอื่นเธอยังเคยทำมาแล้วยังจะมีเื่อะไรที่เธอทำไม่ได้ด้วยเหรอคะ”
พูดจบเธอก็จ้องมองซูเฉียวที่เอาแต่นิ่งเงียบอย่างเอาเื่
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/e45e3e408ff3bd98c5a99b49817436cb