ด้วยความขุ่นแค้นและความอับอายที่ได้รับ เพราะตั้งแต่เกิดมาจวบจนบัดนี้ มิมีคราใดที่นายน้อยตระกูลหม่าผู้เย่อหยิ่งจองหอง ผู้ถูกตามใจเอาอกเอาใจมาตลอดจะรู้สึกอัปยศได้เท่าครานี้ หม่าซานสุดที่จะทน กล่าวออกมาได้เพียงสองคำ โทสะที่อัดอั้นได้ทำให้เลือดลมตีกลับ กระอักโลหิตออกมาด้วยความคับแค้น ตาเหลือกถลนขึ้นด้านบนจนเห็นแต่ตาขาว สิ้นสติ ร่างอ่อนระทวยล้มหงายหลังไปในทันที
"นายน้อยหม่า !!"
อาฮกกล่าวขึ้น พร้อมทำท่าจะทะยานเข้าเวทีเพื่อไปดู แต่ได้ยินเสียงของเถ้าแก่จ่างดังขัดจังหวะขึ้นจึงชะงักมิกล้าทะยานเข้าไป
"หนึ่งลมหายใจ ..."
"สองลมหายใจ"
"สามลมหายใจ"
"สี่......."
"ห้า......"
"..........."
"สิบลมหายใจ"
"สิบเอ็ดลมหายใจ"
"นายน้อยตระกูลหม่าหมดสติไปไม่สามารถต่อสู้ได้เกินสิบลมหายใจ ถือว่าพ่ายแพ้ ตอนนี้คู่ต่อสู้ต่างเหลือฝ่ายละหนึ่งคน ฝ่ายใดที่สามารถยืนหยัดอยู่ได้เป็นคนสุดท้ายถือเป็นผู้ชนะ บัดนี้เริ่มประลองต่อไปได้"
ทุกผู้คนต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่คาดคิดว่าเหตุการณ์จะออกมาเช่นนี้ การประลองรอบที่ผ่านมาเหมือนมิได้กระทำการใด ทุกคนย่อมดูออก การตบเพียงสองครั้งนี้ไม่ได้หนักหน่วงจนก่อให้เกิดการบอบช้ำภายใน แต่กลับทำให้อีกฝ่ายโกรธแค้นจนถึงกับสิ้นสติไป หลายคนคิดว่าเป็นชัยชนะที่ง่ายดายจนเกินไปแล้ว รอบลานประลองขณะนี้จึงเงียบ จนแทบได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจ
หลายคนหลังจากครุ่นคิดก็มองไปยังชายหนุ่มรูปร่างคล้ายนักศึกษาร่างบอบบางชุดขาวที่ยืนกลางเวที ตั้งแต่ต้นจนจบเหมือนบุรุษนี้มิเคยเคลื่อนไหวออกจากที่เลยแม้แต่น้อย เพียงยืนแย้มยิ้มอย่างไม่อนาทรร้อนใจคล้ายมิเห็นการต่อสู้นี้อยู่ในสายตา ทั้งที่ระดับพลังปราณที่เห็นหลังจากตรวจสอบรอบแล้วรอบเล่าก็ยังเป็นระดับปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นเก้าช่วงชั้นสูงสุดเท่านั้น แต่ชั่วกระพริบตากลับตบให้นายน้อยตระกูลหม่าที่มีระดับปราณขุนพลระดับสองขั้นสุดที่มีระดับสูงกว่าตนถึงหนึ่งระดับใหญ่ กระเด็นหมุนคว้างถึงสองตลบ จนทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอายคั่งแค้นจนสิ้นสติไป
ความรวดเร็ว ความหนักแน่นแบบนี้มิน่าจะมีอยู่ในผู้ที่มีเพียงระดับปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นเก้าช่วงชั้นสูงสุดที่พึงจะมีได้ แต่ละคนล้วนมองไม่ออกว่าชายหนุ่มใช้ท่าร่างใดถึงได้รวดเร็วปานนั้น
" ระดับความสามารถของเขาคงมิใช่ระดับขุนพลระดับหนึ่งขั้นเก้าช่วงชั้นสูงสุด จริงๆ ใช่ไหมท่านพ่อ..!! ข้าตรวจสอบหลายรอบแต่ระดับปราณของเขาก็ยังคงอยู่ที่ระดับปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นเก้าช่วงชั้นสูงสุดเช่นเดิม หรือจะมีอะไรผิดปกติ และดูเหมือนเขาจะยังไม่ได้ใช้ทักษะยุทธทางการเคลื่อนไหวหรือการต่อสู้ใดเลย เพียงใช้พลังปราณที่เข้มแข็งหนาแน่นเท่านั้น "
หญิงสาวสะคราญคลุมหน้าชุดขาวกล่าวกับชายกลางคนชุดเหลืองที่ยืนข้างกาย
"ดูเหมือนเจ้าหนุ่มคนนี้จะน่าสนใจไม่น้อย จากหน้าตาของเจ้าหนุ่มนี้เหมือนข้าคลับคล้ายคลับคลา ว่าเคยเห็นจากที่ไหนมาก่อนแต่ตอนนี้ยังนึกไม่ออก ข้ามิได้ออกมาจากตระกูลนานแล้ว ดูเหมือนทุกอย่างจะเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว ก่อนนั้นเมื่อประมาณเกือบยี่สิบปีก่อน ยอดฝีมือในอาณาจักรเนตรอสูรมีไม่มากนัก มียอดฝีมือระดับปราณขุนพลระดับสี่ไม่เกินสิบคน แต่หลายปีมานี้นั้น คล้ายกับว่าจะมีผู้ที่มีระดับปราณสูงกว่าปราณขุนพลระดับสี่หลายคน และรู้สึกว่าจะมีบุคคลที่มีระดับปราณสูงกว่านี้ที่ไม่เปิดเผยตัวตนอีกมิใช่น้อย"
ชายกลางคนชุดเหลืองกล่าวขึ้น
................................................................
สิ้นเสียงกล่าวของเถ้าแก่จางลี่ นักสู้ชุดขาวนามอาเส้าเหวิน ได้ก้าวออกมา ก่อนหน้านี้อาเส้าเหวินได้ดูการประลองของนายน้อยตระกูลหม่าที่มีระดับปราณขุนพลระดับสามขั้นหนึ่งช่วงชั้นต้นที่ต่อสู้กับบุรุษหนุ่มชุดขาวเยาว์วัยคล้ายนักศึกษาร่างบอบบางที่มีระดับปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นเก้าช่วงชั้นสูงสุดผู้นี้ คราที่เห็นนั้นก็คิดว่านายน้อยตระกูลหม่า คงจบการต่อสู้ได้อย่างรวดเร็วโดยมิต้องให้ตนต้องมาลงไม้ลงมืออีก แต่ผลที่ออกมากลับกันเสียนี่ แทนที่นายน้อยตระกูลหม่าจะจู่โจมอีกฝ่ายที่มีระดับปราณตำ่กว่าถึงหนึ่งระดับ จบการต่อสู้ได้อย่างสบายและรวดเร็ว กลับกลายเป็นว่า ถูกเด็กหนุ่มที่เรียกว่าขยะตระกูลกังตบอยู่ฝ่ายเดียวจบคั่งแค้นและสิ้นสติไปเสียได้ ครุ่นคิดว่า
"นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้น เมื่อหลายเดือนก่อนยังเห็นเจ้าเด็กนี่โดนกระทืบเพียงฝ่ายเดียวตอนเจอกันที่เขตเทือกเขาเนตรอสูร แต่จากความรวดเร็วของเจ้าหนุ่มนี่ข้าก็ยังมองไม่ออกว่า เจ้าหนุ่มนี่เคลื่อนที่อย่างไร ดูเผิน ๆ เหมือนไม่ได้ขยับตัวด้วยซ้ำ ได้ยินเพียงแค่เสียง และนายน้อยตระกูลหม่าก็กระเด็นหมุนคว้างเป็นลูกข่างไปทั้งสองครั้งสองครา หรือว่าเจ้าหนุ่มนี่มีเวทมนต์ใด "
" เห็นทีคงต้องรวบรัดการต่อสู้ให้จบอย่างรวดเร็วแล้ว แม้ใครจะหาว่าผู้ใหญ่รังแกเด็กก็ไม่สนแล้ว หากพ่ายแพ้กลับไปต้องสูญเสียทั้งเดิมพันและชื่อเสียง แถมกลับถึงตระกูลหม่ามิทราบนายท่านจะพิโรธเช่นไร คราใดเมื่อ "หม่าเทียนหลง" ผู้นำตระกูลหม่า ยามพิโรธขึ้นมา เฮ้อ !!! "
ครุ่นคิดเช่นนั้นอาเส้าเหวินถึงกับหลั่งเหงื่อออกมาจนชุ่มไปทั้งหลัง พอประจันหน้ากับกังหลง อาเส้าเหวินรีบกล่าวขึ้นทันที
"ข้าคงไม่ประมาทเฉกเช่นสองคนที่ผ่านมา ด้วยสัญชาตญาณของงูพิษ แม้จะเพิ่งฟักออกจากไข่ก็ย่อมมีพิษเช่นกัน ใครมีความสามารถใดก็ต้องงัดมาสู้กันสุดฤิทธิ์แล้ว !!"
สิ้นเสียงกล่าวของอาเส้าเหวิน ฝูงชนที่มุงดูต่างแค่นเสียงซุบซิบกันดังกระหึ่ม
"เฮอะ ช่างด้านหน้าไม่อาย ถึงกับพูดออกมาได้ ใครมีความสามารถใดก็ต้องงัดมาสู้กันสุดฤทธิ์ ระดับปราณแตกต่างกันถึงสองระดับใหญ่ นี่มันเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็กโดยแท้ !!!"
"ช่างน่าสงสารเจ้าหนุ่มนั่น เห็นทีครานี้คงไม่โชคดีที่เหมือนก่อนหน้านี้ที่ผู้อื่นดันมาหมดสติมิสามารถต่อสู้ได้ "
"ความต่างมันมากเกินไป ข้าคิดว่าคงไม่ถึงสามกระบวนท่าเจ้าหนุ่มนั่นคงกระเด็กออกนอกเวที หรือไม่ก็ดับดิ้นลงภายในเวทีประลองแล้ว"
"..........."
"ฮึ..เจ้าหนุ่มนี่ ช่างไม่ธรรมดาเสียแล้ว..!!"
เสียงแค่น..!! ได้ดังขึ้นจากปากของชายหนุ่มชุดขาวสายตาลึกซึ้งชั่วร้ายผู้มากับกลุ่มของหม่าซานที่ยืนสังเกตุการณ์อย่างสงบอยู่ตลอดตั้งแต่เริ่มต้นจนบัดนี้
หลากหลายคำวิจารณ์และความคิดเห็นต่าง ๆ ดังระงมไม่ขาดสาย กังหลงหาสนใจเสียงซุบซิบวิจารณ์เหล่านี้ไม่ ตอนนี้ตนยังไม่คิดประมาท แม้ทราบว่าระดับปราณของตนสูงกว่าฝ่ายตรงข้ามถึงหนึ่งขอบเขตใหญ่ ทั้งอีกฝ่ายเพียงอยู่กลุ่มปราณกำเนิดยุทธ ตนอยู่กลุ่มปราณยุทธทะยานเมฆา ด้านพลังปราณตนมิมีทางพ่ายแพ้อย่างแน่นอน แต่ด้านทักษะยุทธ ตนนั้นมิเคยร่ำเรียนมา เพียงเริ่มเรียนรู้วันนี้เองและเรียนรู้ได้เพียงระดับเริ่มต้นเท่านั้น จึงคงอย่าได้ประมาท ควรรีบรวบรัดการต่อสู้จะเป็นการดียิ่ง คิดเช่นนั้น จึงประสานมือยิ้มและกล่าวกับอีกฝ่าย
"คงมิมีไรต้องว่ากล่าวแล้ว งั้นข้าไม่เกรงใจละ"
พูดจบกังหลงก็พุ่งกายวูบหายลับไปปรากฎที่เบื้องหลังของอีกฝ่ายในทันที
"เร็ว..เร็ว มาก !!"