หลี่ไหวฺอวี้คิดว่าหมิงเป่าจูคงกระหายและกำลังหาน้ำดื่มจึงโอบเอวนางไว้ในอ้อมแขนอย่างระมัดระวัง พาเดินออกมายังลานเรือน
ทว่าธรณีประตูสูงกว่าไหสุราอยู่หลายส่วนสำหรับหมิงเป่าจูในตอนนี้ คงเปรียบได้กับการปีนขึ้นฟ้า
แล้วก็เป็นอย่างที่คิดจริงๆ
“ฮือ...” จู่ๆหมิงเป่าจูก็ครวญครางออกมา
“เป็นอะไรรึ”หลี่ไหวฺอวี้รีบเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “ชนถูกตรงไหนหรือเปล่า”
ขณะก้มลงไปตรวจสอบก็ได้ยินหมิงเป่าจูงึมงำออกมา “ข้าเหาะขึ้นไปไม่ได้!”
น้ำเสียงน้อยเนื้อต่ำใจอย่างถึงที่สุด
“…”
หลี่ไหวฺอวี้อดขำไม่ได้จริงๆ“เจ้าเป็นถึงเทพธิดาแห่งเก้าชั้นฟ้า ไฉนจะเหาะขึ้นไปไม่ได้เล่า ต้องได้แน่ เจ้าลองดูอีกที”
หมดกัน ดูท่าตนเองก็เหมือนจะเมาไปกับนางด้วย
เขาใช้สองมือประคองเอวบางของหมิงเป่าจูไว้ออกแรงยกตัวนางขึ้นเล็กน้อย ขณะที่หมิงเป่าจูกำลังจะก้าวขาออกไปอีกครั้ง เขาก็ยกตัวนางขึ้นข้ามธรณีประตูไปได้ในที่สุด
จังหวะที่เท้าแตะพื้นคนในอ้อมแขนก็กล่าวด้วยความยินดีปรีดา “เจ้ามีคุณูปการช่วยให้ข้าเลื่อนขั้น ตัวข้าผู้เป็นเทพสวรรค์ขอแต่งตั้งเจ้า...แต่งตั้งเจ้า...แต่งตั้งเจ้าให้เป็นคนเลี้ยงอาชาสวรรค์[1]!”
เขาไม่โกรธ ไม่โกรธ...
หลี่ไหวฺอวี้ปลอบใจตัวเองเขากลัวว่าตัวเองจะพลั้งมือตีแม่หนูน้อยที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำคนนี้ตายจริงๆ
อีกอย่าง เขาก็ไม่รู้ว่าเหตุใดตัวเองถึงได้คาดหวังกับคำพูดที่นางจะแต่งตั้งตำแหน่งให้!
หลังจากฝ่าด่านอุปสรรคพาคนมาถึงข้างโอ่งน้ำได้แล้วหมิงเป่าจูก็โน้มตัวลงมา จะเอาหน้าทิ่มเข้าไปในโอ่ง โชคดีที่แม้เขาจะบาดเจ็บ แต่แขนยังมีกำลังมากพอที่จะรัดเอวนางไว้หาไม่แล้วนางก็คงจะลงไปในน้ำทั้งตัวจริงๆ
“อดทนหน่อยรอต้มก่อนค่อยดื่ม”
น้ำในฤดูใบไม้ร่วงเย็นเฉียบยิ่งสำหรับสตรีด้วยแล้ว แม้ภายนอกจะดูแข็งแรงอย่างไร แต่ร่างกายก็ไม่ควรรับความเย็นมากเกินไปมิเช่นนั้นอาจส่งผลกระทบไปชั่วชีวิต
ใครจะรู้ว่าหลังจากหมิงเป่าจูเมาแล้วพละกำลังจะเหลือล้นอย่างน่าประหลาด นางโก่งตัวจนเหมือนกุ้งตัวหนึ่ง หลี่ไหวฺอวี้ทำได้เพียงโอบเอวของนางไว้แน่นหาไม่ แล้วร่างทั้งร่างของนางคงลงไปในโอ่งน้ำจริงๆ
หมิงเป่าจูรู้สึกเหมือนว่าตนเองเข้าไปอยู่ในวัดแห่งหนึ่งรอบตัวมีแต่เสียงพระสวดมนต์ไม่หยุด เสียงดังหึ่งๆ ดังจนนางปวดหัว
อยากออกไปแต่ก็ออกไปไหนไม่ได้นางจำได้ว่าตนเองเหมือนกำลังหาอะไรสักอย่าง ว่าแต่หาอะไรล่ะ? โอ นางนึกออกแล้ว!
หมิงเป่าจูเมาจนเลอะเลือนแยกแยะสิ่งต่างๆ ไม่ออก ไม่มีสติสตัง แต่ในสายตาหลี่ไหวฺอวี้กลับเป็นอีกภาพหนึ่ง
“หลี่ไหวฺอวี้!หลี่! ไหวฺ! อวี้!”
หมิงเป่าจูเกาะอยู่ขอบโอ่งศีรษะเกือบจะจุ่มลงไปอยู่รอมร่อ พลางตะโกนเรียกไปที่ผิวน้ำ
ตะโกนอยู่ครู่หนึ่งก็หันกลับมาถามหลี่ไหวฺอวี้ว่า“เจ้าเห็นหลี่ไหวฺอวี้บ้างหรือไม่”
“…” เขาไม่เห็น
หมิงเป่าจูไม่ได้รอฟังคำตอบจากเขาจริงๆแต่หันศีรษะกลับไปอีกครา “ไฉนเขาถึงชอบทำให้ผู้อื่นเป็นห่วงอยู่เรื่อย ทั้งที่ตนเองยังบาดเจ็บอยู่แท้ๆ!”
หลี่ไหวฺอวี้รู้สึกหวั่นไหวถึงนางจะเมาจนกู่ไม่กลับ แต่ยังคงเป็นห่วงเป็นใยอาการบาดเจ็บของเขา
“คนซื่อบื้ออย่างเขาเดินไปไกลหน่อยก็หลงทิศไปไม่ถูกแล้ว หากกลับมาไม่ได้จะทำเช่นไร”
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลี่ไหวฺอวี้หายวับไปทันตาในครัวเมื่อตอนกลางวันใครกันที่เพิ่งชมว่าเขาฉลาดปราดเปรื่อง
“ปากก็จัดไม่เคยไว้หน้าคน หากไปมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับผู้อื่นข้างนอก ถึงขั้นลงไม้ลงมือขึ้นมาจะทำอย่างไร”
สีหน้าของหลี่ไหวฺอวี้ครึ้มลงอีกส่วนเขามิเคยทะเลาะเบาะแว้งกับผู้อื่น ใช้เหตุผลในการพูดคุยเสมอ อีกอย่าง หากจะลงไม้ลงมือเขาเคยกลัวใครด้วยหรือ ไม่รู้ว่านางจะกังวลอะไรนักหนา
“ที่สำคัญคือเขาจนไม่มีเงินติดตัว อยู่ข้างนอกคนเดียวจะกินอะไร จะอยู่ที่ไหน”
หลี่ไหวฺอวี้หน้าดำทะมึนจนถึงที่สุดแล้วดำราวกับถ่าน แต่กลับโต้แย้งไม่ได้ ก็เขาจนจริงๆ!
“หลี่ไหวฺอวี้!เจ้าอยู่ที่ใดกันแน่! ทั้งหมดเป็นเพราะข้าเอง หากไม่เพราะข้า เจ้าคงไม่ต้องมาบาดเจ็บแบบนี้!”ขณะเอ่ยวาจา เสียงสะอึกสะอื้นก็ยิ่งดังขึ้น
เพียงประโยคเดียวเท่านั้นก็ทำให้สีหน้าถมึงทึงราวกับคลื่นลมแปรปรวนของเขากลับมาเป็นปกติ
เขาออกแรงพยุงคนให้ยืนขึ้นตรึงไหล่ของนางให้หันกลับมา จ้องมองนางอย่างจริงจังก่อนเอ่ยว่า “ข้าอยู่นี่”
บางทีอาจเป็นเพราะผ่านการร้องไห้มาดวงตาของหมิงเป่าจูในค่ำคืนนี้จึงสุกใสเป็นพิเศษ ราวกับบ่อน้ำใสแจ๋วสงบนิ่ง นางจ้องมองเงาเลือนรางตรงหน้าพลางกะพริบตาถี่ๆกะพริบแล้วกะพริบอีกจนน้ำตาค่อยๆ เหือดแห้งไป
“ขี้เหร่ชะมัด”หลังจากนั้นครู่ใหญ่ นางก็เอ่ยปาก
ช่างน่าอดสูยิ่งนัก!เป็นความอัปยศอดสูอย่างใหญ่หลวง!
หลี่ไหวฺอวี้ไม่เคยสนใจเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกของตนเองในทางกลับกัน เมื่อก่อนเวลาที่ใครๆ ชมว่าเขามีรูปโฉมงดงาม เขากลับรู้สึกโกรธ เพราะคนเหล่านั้นไม่เคยมองเห็นข้อดีอื่นๆในตัวเขาเลย
แต่พอถูกหมิงเป่าจูปฏิเสธเรื่องรูปโฉมถึงแม้จะรู้ว่านางไม่ได้สติ ก็ยังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟจนหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลง
“หมิงเป่าจู!”หลี่ไหวฺอวี้บดกรามกรอด
ข้อเท็จจริงพิสูจน์แล้วว่าแม้จะเมามาย แต่หมิงเป่าจูก็ยังคงประเมินสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี
นางปิดเปลือกตาลงค่อยๆ ทิ้งศีรษะลงบนลาดไหล่หลี่ไหวฺอวี้ แล้วหลับไปในทันที ก่อนที่จะถูกกัดตาย
หลี่ไหวฺอวี้สูดหายใจเข้าออกลึกๆผ่อนคลายอารมณ์ที่ขึ้นๆ ลงๆ ของตนเองลง จากนั้นก็อุ้มช้อนร่างของนางขึ้นมา ดูท่าแล้วคงไม่ได้อยากดื่มน้ำจริงๆ
หลังจากอุ้มคนไปที่ห้องฝั่งตะวันออกแล้วหลี่ไหวฺอวี้กลัวว่านางจะหนาว จึงตั้งใจห่มผ้าห่มให้ ทว่ายังไม่ทันได้ก้าวออกไป ก็เห็นหมิงเป่าจูพลิกตัวเตะผ้าห่มออกดูดปากแจ๊บๆ สองสามครั้งก่อนจะหลับไปอีกครั้ง
ดูเหมือนว่าเขาคงถอนหายใจจนหมดปอดไปแล้วในคืนนี้เขาดึงผ้าห่มขึ้นมาห่มให้นางอีกครั้ง กดข้อเท้านางไว้ใต้ผ้าห่มครู่หนึ่ง จนกระทั่งนางนอนนิ่งแล้วจึงลุกออกไป
เดินมาถึงห้องโถงก็โน้มตัวลงตบๆใบหน้าของหมิงเป่าอวี้เบาๆ ปลุกให้เขาตื่น “เป่าอวี้ ตื่นได้แล้ว กลับไปนอนที่ห้อง”
อันที่จริงหมิงเป่าอวี้ดื่มไปเพียงนิดเดียวเพียงแต่คออ่อน ฟุบหลับบนโต๊ะอยู่สักพัก ตอนนี้จึงฟื้นตัวได้ดีกว่าพี่สาวของตนเอง
หลี่ไหวฺอวี้เรียกอยู่สามครั้งเขาก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น มองไปที่โต๊ะอย่างสะลึมสะลือ
พอตั้งสติได้ก็เงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆเห็นว่าไม่มีใครสักคน จึงถามว่า “พี่ไหวฺอวี้ พี่สาวข้าเล่า”
“พี่สาวเจ้าหลับไปแล้วเจ้าก็รีบเข้านอนเถอะ” หลี่ไหวฺอวี้พูดพลางลุกขึ้นยืน
“อ้อ”
หมิงเป่าอวี้ลุกขึ้นอย่างยากลำบากซวนเซเล็กน้อย หลี่ไหวฺอวี้เอื้อมมือไปพยุง จากนั้นเขาก็เดินโซซัดโซเซไปยังห้องฝั่งตะวันตก
ในห้องโถงเหลือเพียงหลี่ไหวฺอวี้คนเดียวเขาจ้องมองสภาพระเนระนาดบนโต๊ะอาหารอย่างกลัดกลุ้ม ช่างเถอะ เขาเป็นคนเจ็บ อย่างไรก็มีเหตุผลไม่ต้องเก็บกวาด
เขาไม่เดินตามกลับไปที่ห้องแต่กลับเลือกที่จะนั่งลง หยิบจอกสุราที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่งขึ้นมาจิบเบาๆ รสชาติหอมหวานนุ่มนวลยิ่งกว่าสุราบรรณาการเสียอีก
แต่สุดท้ายแล้วเขายังคงจำถ้อยคำกำชับของหมิงเป่าจูได้ก่อนแผลจะหายห้ามดื่มสุรา ดังนั้นจึงทำได้แค่ลิ้มรสชาติแล้ววางจอกของนางลง
ราตรีนั้นสองพี่น้องหลับสนิทเป็นพิเศษและหลับสบายตลอดทั้งคืน
มีเพียงหลี่ไหวฺอวี้ที่หลับไม่สนิทพลิกตัวกระสับกระส่ายตลอดเวลา เพราะฝันร้าย
ในฝันเหมือนว่าเขาเดินอยู่บนก้อนเมฆทันใดนั้นก็มีอาชาฝูงหนึ่งห้อตะบึงไล่กวดอยู่ด้านหลัง แม้จะไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ แต่ไม่อาจยืนรอให้โดนเหยียบตายได้จึงได้แต่วิ่งหนีสุดชีวิต
ทว่าฝูงอาชากลับยิ่งเร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆวิ่งไปวิ่งมา อาชาจ่าฝูงก็เอ่ยปากกับเขาว่า “เจ้าจะวิ่งไปไย กลับไปเติมหญ้าเดี๋ยวนี้เจ้าคนเลี้ยงอาชาสวรรค์!”
รุ่งเช้าหมิงเป่าจูตื่นขึ้นมานอกจากอาการปวดหัวเพียงเล็กน้อย ร่างกายกลับรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า
ในทางกลับกัน หลี่ไหวฺอวี้ในห้องฝั่งตะวันตกกลับนั่งเหม่อบนเตียงด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม
“พี่ไหวฺอวี้ท่านเป็นอะไรไป”
หมิงเป่าอวี้ตื่นแล้วเขาก็ปวดหัวเหมือนพี่สาว พอเห็นหลี่ไหวฺอวี้นั่งไม่กระดิกอยู่บนเตียง ก็ถามด้วยความประหลาดใจอย่างอดไม่ได้
เขาจำได้ว่าพี่ไหวฺอวี้มิได้ดื่มสุราเมื่อคืนเหตุไฉนถึงดูอ่อนเปลี้ยกว่าคนดื่มสุราอย่างเขาอีกเล่า
[1] คนเลี้ยงอาชาสวรรค์(弼马温) เป็นฉายาหนึ่งของซุนอู้คง(ซุนหงอคง) จากนวนิยายเรื่องบันทึกการเดินทางสู่ชมพูทวีป หรือซีโหยวจี้ (西游记) การขึ้นไปบนสวรรค์ครั้งแรก เทียนตี้(เง็กเซียน) ให้คำมั่นว่าจะแต่งตั้งเขาให้เป็นเทพขั้นสูง (上神) แต่กลับให้เพียงแค่ตำแหน่งปี้หม่าเวินหรือคนเลี้ยงอาชาสวรรค์ซึ่งเป็นเทพชั้นต่ำที่สุด ภายหลังเมื่อซุนอู้คงรู้เข้าก็โกรธจัดทำลายคอกอาชาสวรรค์ ปล่อยให้พวกมันอาละวาดไปทั่วเก้าสวรรค์ชั้นฟ้า ดังนั้นฉายานี้จึงมักเป็นชื่อที่ศัตรูเรียกซุนอู้คงเพื่อเป็นการเย้ยหยัน