บทที่ 170 เอาใจท่านปู่
“ได้มาแล้วขอรับฮูหยินน้อย” คนเป็นพ่อบ้านรีบจัดโต๊ะเล็กเพื่อให้เจ้านายคนใหม่ของจวนสกุลหวงได้ใช้เตรียมชาของเขา สำหรับเรื่องชาที่โด่งดังของคุณชายหลี่ ไม่มีใครในเมืองหลวงไม่รู้จัก ทว่านายท่านไม่ได้สนใจเกี่ยวกับมันมากนัก ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้ไปแย่งซื้อกับผู้อื่น
ไม่สิ! หากนายท่านสนใจมันจริงๆ ขอเพียงเอ่ยปากเท่านั้น ทุกคนก็พร้อมที่จะมอบชาให้กับนายท่านกันทั้งหมดนั่นแหละ
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ที่นายท่านได้เป็นผู้ใหญ่ไปสู่ขอฮูหยินน้อย ได้ยินว่ามีการนำเอา “ชาโม่ลี่ฮวาพิเศษ” มาให้ดื่มเป็นการต้อนรับด้วย นายท่านกล่าวว่าชานั้นมีรสชาติที่ดีและคุณภาพดีกว่าชาทั่วๆไป แต่ไม่ได้แสดงความปรารถนาว่าต้องการครอบครอง จึงทำให้ไม่เคยพูดถึงมันอีก
วันนี้ฮูหยินน้อยมาพบเจอกับนายท่านเป็นครั้งแรก ได้นำชาพิเศษมาชงด้วยตนเอง การกระทำที่ใส่ใจนี้ ถือว่าเป็นการกระทำที่น่าชื่นชมไม่น้อย
ถ้าฮูหยินน้อยมาพร้อมกับของล้ำค่าที่หาได้ยากหรือมีราคาแพง นายท่านย่อมไม่สนใจของเหล่านั้น เพราะที่จวนสกุลหวงเล็กๆนี้ มีสมบัติเช่นนั้นมากมายกองเป็นภูเขา ไม่ใช่แค่ของล้ำค่าจากอาณาจักรหวงเท่านั้น แม้แต่อาณาจักรอื่นๆก็ยังมีเอาไว้ในครอบครอง
เมื่อครั้งที่นายหญิงยังคงอยู่ นายท่านสรรหาของขวัญล้ำค่ามาให้นายหญิงมากมาย ไม่ว่าจะของประดับตกแต่ง ของสวยงามล้ำค่า หยก อัญมณี ภาพวาด ผ้าล้ำค่า หรือจะเป็นของอย่างอื่น นายท่านล้วนแต่หาเอามาไว้ให้ทั้งหมด น่าเสียดายที่ของบางอย่าง นายหญิงยังไม่ได้จับด้วยซ้ำก็มาด่วนจากไปเสียแล้ว
คนจากไป ของก็ไร้ความหมายอีก นายท่านไม่เคยมองของเหล่านี้อีกเลย แต่เดิมก็ไม่ได้เป็นคนชื่นชอบของสวยๆงามๆหรือของหายากอยู่แล้ว ตระกูลหวงเป็นแม่ทัพมารุ่นต่อรุ่น ย่อมมีวิธีการปลูกฝังความคิดของลูกหลานที่เหมือนกัน นั่นก็คือการใช้ชีวิตอยู่บนสนามรบ เด็ดหัวศัตรูได้ 1 ก็คือของล้ำค่า 1 นั่นเอง
หลี่ชิงหมินขออนุญาตินั่งลงที่โต๊ะเล็กบนพื้น เขาอยู่ในชุดที่ดูสดใสอยู่แล้ว เมื่อนั่งลงไปเช่นนี้ยิ่งทำให้รู้สึกว่าเป็นคนสบายๆกว่าที่คิด แม้แต่พ่อบ้านก็ยังนำเบาะรองนั่งมาไว้ให้ไม่ทันด้วยซ้ำ ถ้าไม่ใช่เพราะนายน้อยอุ้มภรรยาของตนเองขึ้นมาแล้วสอดเบาะเข้าไปรองที่ก้น เชื่อเถอะว่าฮูหยินน้อยคงจะนั่งบนพื้นเย็นๆนั่นอย่างสบายอกสบายใจ
สองสามีภรรยารักใคร่ คนหนึ่งตั้งใจชงชาเพื่อเอาอกเอาใจผู้อาวุโส อีกคนก็เตรียมพร้อมที่จะดูแลภรรยาอย่างดี ช่างเป็นภาพที่น่าอบอุ่นใจเสียจนแม้แต่ชายชราก็ยังผ่อนความหงุดหงิดของตนเองลง ย้อนกลับไปนึกถึงช่วงเวลาที่ตนเองใช้ร่วมกับภรรยา ยามนั้นเขาเป็นพวกปากแข็งไปหน่อย ดีที่ภรรยาเข้าใจจึงไม่ได้เอาความ ทว่า...ถ้าเขาสามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้บ้าง เขาจะไม่ทำเช่นนั้นแน่
ปากแข็ง เชิดหน้าชูคอ ทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร สุดท้ายแล้วเขาเพียงต้องการนอนหนุนตักภรรยา สูดกลิ่นกายที่หอมหวานของนางไปทั้งชีวิตก็เท่านั้น...
น่าเสียดายที่วันเวลาผ่านไปแล้วไม่อาจจะย้อนกลับคืนมาได้ เหลือเพียงความเศร้าโศกในใจของเขาเท่านั้น หากไม่ใช่เพราะเจ้าหลานชายตัวดีบอกว่าฮูหยินของเขายังคงมองเขาอยู่ด้วยความเศร้า เขาอาจจะยังนั่งเซื่องซึมเหมือนที่ผ่านๆมาก็เป็นได้
ทั้งหมดก็แค่เพราะไม่ต้องการให้ภรรยาที่รักของเขาต้องเศร้าไปมากกว่านี้ ดังนั้นตั้งแต่ที่หลานชายปลุกพลังได้ เขาก็พยายามที่จะทำใจให้สงบมากขึ้น อย่างน้อยๆก็ไม่หลั่งน้ำตาออกมา กินอาหารครบทั้งสามมื้อ และใช้เวลาไปกับการอ่านตำราหนังสือ เผื่อว่าวิญญาณของภรรยาจะมานั่งอยู่ข้างกัน เขาจะได้เปิดตำราที่นางชื่นชอบให้อ่านไปพร้อมๆกันได้ด้วย
“ผู้น้อยเลือกเป็นชาจวี๋ฮวานะขอรับ ชาจวี๋ฮวานั้นมีกลิ่นหอมและรสชาตินุ่มนวล ช่วยบำรุงหัวใจ แก้ปัญหาทางช่องท้องได้ และยังทำให้ร่างกายสามารถห่างไกลจากไข้หวัดได้ขอรับ”
ชิงหมินอธิบายคุณสมบัติของชาจวี๋ฮวาให้ชายชราฟัง เขาเลือกชานี้ก็เพราะว่าชายชราได้ดื่มชาโม่ลี่ฮวาของเขาไปแล้ว มันคงจะดีกว่าหากให้ชายชราได้ลองรสชาติอื่นบ้าง นอกจากนี้....คนเฒ่าคนแก่ในยุคสมัยก่อนก็ชอบดื่มชาจวี๋ฮวากันทั้งนั้น ต่อให้ไม่ใช่ชาจวี๋ฮวา พวกเขาก็ยังดื่มน้ำอุ่นจากจวี๋ฮวาอยู่ดี
เมื่อคิดถึงคนอายุมาก ชิงหมินรู้สึกว่าเขาควรจะเรียนรู้เรื่องการทำชาจาก “ขิง” เพิ่มขึ้นมาแล้ว แม้ว่าขิงจะถูกจัดว่าเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง แต่ก็ยังถือว่าเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารด้วยเช่นกัน ดังนั้นถ้าเขาทำชาจากขิงขึ้นมา ย่อมไม่ถูกมองว่าเป็นการปรุงยาที่ผิดกฎหมาย
กลิ่นหอมของชาจวี๋ฮวาลอยไปทั่วทั้งห้องโถง เพียงแค่ได้กลิ่นหอมนี้ ชายชราทั้งสองคนก็แอบสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พวกเขาถูกโฉลกกับกลิ่นของจวี๋ฮวาจริงๆ ถือว่าชิงหมินเลือกชาที่เหมาะสมขึ้นมาได้
“วันนี้ผู้น้อยนำชาดีๆมาให้ท่านปู่หลายอย่าง วันข้างหน้าท่านสามารถชงชาเหล่านี้เพื่อแก้กระหายได้ ผู้น้อยเองก็ชื่นชอบดื่มชาในขณะอ่านตำราเช่นกันขอรับ ชาโม่ลี่ฮวาจะทำให้มีสมาธิในการอ่านตำรามากขึ้น ท่านปู่ลองดูวันหลังได้ขอรับ”
ชิงหมินอธิบายเพื่อไม่ให้เงียบเกินไป เขายังต้องเอาอกเอาใจชายชราผู้นี้เพื่อช่วยแก้ปัญหาที่ถูกใส่ความอยู่ ไม่อย่างนั้นเขาคงจะไม่ลำบากนั่งลงชงชาตั้งแต่แรกหรอก
“ชาจวี๋ฮวาเรียบร้อยแล้วขอรับ ท่านปู่เชิญดื่มขอรับ” ชิงหมินสุภาพมาก ชายชราพ่อบ้านเข้ามารับชาไปเอง เขาไม่อยากรบกวนให้ฮูหยินน้อยต้องลุกๆนั่งๆให้ลำบากอีก
“ลำบากชงเองทำไม ใช้ให้คนอื่นทำให้ก็ได้” คนอายุมากมีความสุข เขารับชาเอาไว้ แต่ปากก็บ่นพึมพำออกมาราวกับว่าไม่ได้ต้องการที่จะให้ชิงหมินชงชาด้วยตนเอง
น้ำเสียงที่อบอุ่นเช่นนั้น ดูก็รู้ว่าแท้จริงแล้วไม่ได้รังเกียจอะไร ทั้งยังชื่นชอบคนเอาอกเอาใจเช่นนี้เสียด้วยซ้ำ
“ผู้น้อยเพียงอยากแสดงฝีมือด้วยตนเองน่ะขอรับ” ชิงหมินหัวเราะแห้งๆขึ้นมา คิ้วของชายชราขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
“ผู้น้อยๆอยู่นั่นแหละ เจ้าเป็นขุนนางที่รับใช้ข้าหรืออย่างไร เรียกข้าว่าท่านปู่ อย่างนั้นก็แทนตนเองด้วยชื่อ หรือไม่ก็เรียกว่า “สะใภ้น้อย” ก็ได้” ชายชราโบกมือ ท่าทางไม่ค่อยจะพอใจนัก
“เอ่อ.....” ชิงหมินชะงักไป รู้สึกเขินอายเล็กน้อยถ้าต้องแทนตนเองว่า “สะใภ้น้อย” แม้ว่าเขาจะแต่งเข้ามาและกลายเป็นฮูหยินของหวงซีเฉิงก็จริง แต่มันก็เป็นแค่สถานการณ์ทั่วไปเท่านั้น เขาคุ้นเคยกับการที่บุรุษมีความรักต่อบุรุษด้วยกัน แต่ไม่คุ้นเคยกับการเข้าหาผู้ใหญ่ของคนอื่นเลย
“เรียกแทนตัวเองว่าสะใภ้น้อยเถอะ เวลาไปข้างนอกจะได้ไม่ติดปากเรียกชื่อตนเอง เพราะอาจจะทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดเอาได้” หวงซีเฉิงให้คำแนะนำ
แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเพราะเขาอยากจะได้ยินว่าชิงหมินเป็น “สะใภ้น้อย” ของสกุลหวง เป็นคนของเขาและตระกูลหวงด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงรีบใช้โอกาสนี้แนะนำคนตัวเล็กกว่า
“เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้วขอรับท่านปู่” ชิงหมินพยักหน้ากับซีเฉิงและมอบสายตาขอบคุณให้แก่เขา หลังจากนั้นก็หันไปรับคำกับชายชราที่ลอบเบะปากกับความเจ้าเล่ห์ของคนเป็นหลานชาย
รีบใช้โอกาสที่เขาโยนออกไปทันทีเพื่อสร้างความคุ้นชินกับสถานะใหม่อย่างนั้นสินะ ต่อไป...อาจจะถูกล้างสมองจนจำจวนสกุลหลี่ไม่ได้แล้วก็ได้ เท่ากับว่า....สะใภ้น้อยผู้นี้มีชะตากรรมจะถูกซ่อนอยู่ในจวนสกุลหวงตลอดไปเสียแล้ว
“อืม ชาโม่ลี่ฮวาครั้งก่อนก็ค่อนข้างดี แต่วันๆข้าไม่ได้ทำอะไรจึงได้ศึกษาธรรมะและการควบคุมจิตใจอยู่ก่อนแล้ว ในขณะที่ผู้อื่นชื่นชม ข้ากลับรู้สึกว่ามันไม่ได้ส่งผลกระทบต่อข้าเท่าไร อย่างไรก็ตาม...ชาจวี๋ฮวานี้ค่อนข้างดี แค่กลิ่นก็ทำให้ข้ารู้สึกมีความสุขขึ้นมาบ้างแล้ว”
ชายชราแสดงความคิดของตนเองตามตรง ชิงหมินพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ชาโม่ลี่ฮวาดีและช่วยให้เขาอ่านตำราได้เข้าใจมากขึ้น ทว่าชายชราที่ไม่ได้รีบร้อนไปไหน วันๆไม่ต้องทำอะไร เขาย่อมไม่ต้องการตัวช่วยเรื่องนี้
หากไม่เข้าใจ เขาก็แค่กลับมาอ่านซ้ำ หากยังไม่เข้าใจอีก เช่นนั้นก็ใช้เวลากับตำรานี้ให้มากหน่อยก็ได้แล้ว ดังนั้นชิงหมินจึงตั้งใจดูการแสดงออกของท่านปู่หวงว่าจะเป็นอย่างไรหลังจากดื่มชาจวี๋ฮวาพิเศษของเขา
“ฟู่ว...” ชายชราเป่าหนึ่งครั้งก่อนจะยกถ้วยชาที่มีความร้อนในระดับพอดีจรดปาก เขาค่อยๆละเมียดชิมรสชาติของชาและตั้งใจอย่างมาก เนื่องจากเห็นแล้วว่าหลานสะใภ้นี้ตั้งใจมากขนาดไหน
ไม่ใช่แค่ผงชาที่ทำขึ้นมาเอง แต่ยังชงชาให้เขาด้วยตนเองอีก ไม่อาจจะทำให้อีกฝ่ายเสียกำลังใจได้มากเกินไป ต่อให้ชาไม่อร่อยก็ต้องบอกว่ารสชาติพอใช้ได้...
แต่ทว่า...
“!!!” ชายชราเบิกตากว้างเล็กน้อย เขายกถ้วยชาขึ้นอีกครั้งก่อนจะดื่มลงไปอึกใหญ่ ครานี้เหมือนต้องการยืนยันว่าความรู้สึกของเขาถูกต้องหรือไม่ และก็ใช่...
“ชาดี ชาที่ดี!” ชายชราไม่ได้ชมอะไรเช่นนี้มานานแล้ว เขากระทั่งลืมไปด้วยซ้ำว่าหลานสะใภ้ตรงหน้าเป็นคนทำผงชานี้ขึ้นมา กลับคิดว่าคนที่สร้างชานี้ขึ้นมาต้องเป็นผู้ยอดเยี่ยมขนาดไหน!
“ขอบคุณที่ท่านปู่ชอบชาจวี๋ฮวาขอรับ” ชิงหมินผ่อนคลายลงหลังจากที่ได้เห็นท่าทางเช่นนั้น
หวงซีเฉิงแค่นหัวเราะออกมาหนึ่งคำ เดิมทีคิดว่าชายชราจะแสร้งทำเป็นนั่งหลังตรงเหมือนกับจักรพรรดิมองสนมของตนเองเท่านั้น ใครจะไปคิดว่าชายชราจะเสียอาการได้ถึงเพียงนี้
ก็แค่ชาจวี๋ฮวาไม่ใช่หรือ? ถึงจะรสชาติดี แต่ก็เป็นรสชาติที่ดีเหมือนกับชาอื่นๆนั่นแหละ ซีเฉิงเคยดื่มชาทั้งหมดที่ชิงหมินปรุงแล้ว ในความคิดของเขา...ไม่ว่าชิงหมินจะทำผงชาอะไร ก็ล้วนแต่เป็นของดีทั้งสิ้น แต่เขายังคงชื่นชอบชาโม่ลี่ฮวาเป็นพิเศษ ไม่ใช่เพราะมันดีต่อเขาหรือเป็นชาที่อร่อยที่สุด แต่เพราะมันเป็นชาที่ทำให้เขาหลงรักคนปรุงมันขึ้นมาได้อย่างไรล่ะ
เวลานี้ ความสนใจของเขาไม่ได้เกี่ยวกับชาอีกแล้ว มันอยู่ที่ชิงหมิน ผู้อยู่เบื้องหลังชาทั้งหมดต่างหาก
“ชาจวี๋ฮวานี้ก็วางขายด้วยหรือ?” ชายชราอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว ชาดีๆเช่นนี้ต้องชงขายให้ผู้อื่นหรือ? ที่จริงแล้วควรทำขึ้นมาแล้วก็ให้เขาทั้งหมดเสียยังจะดีกว่า
คิดถึงว่าสะใภ้ตัวน้อยต้องทำงานหนักเพื่อปรุงยาไปแลกเงิน เขาอยากจะเอ่ยปากให้ละทิ้งร้านค้าชาไปเสีย สู้นำชามาให้เขา แล้วให้เขาจ่ายเป็นจำนวนเงินเทียบเท่ากับการขายชาไปสิบปีเลยก็ยังได้
ตระกูลหวงไม่ใช่ตระกูลที่เชี่ยวชาญในการค้าขาย พวกเขาเป็นตระกูลแม่ทัพ ตระกูลนักรบ ครานี้แต่งสะใภ้เข้ามาเป็นผู้มีความสามารถในการค้าขาย ก็ไม่ได้ผิดอันใด อย่างน้อยๆเส้นสายในการค้าขายของสะใภ้ก็ยังเกี่ยวพันกับกลุ่มการค้าสกุลทง ซึ่งเป็นกลุ่มการค้าที่มีอำนาจ หลายครั้งกองทัพยังต้องพึ่งพาสกุลทงนี้ กระทั่งที่ผ่านมา...ได้ยินว่าหลานชายได้ใช้ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสะใภ้กับสกุลทงเพื่อให้ทำการค้าขายอาวุธเมื่อครั้งยังเป็นกองทัพอิสระราบรื่นด้วย
ที่ผ่านมาจึงไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องการทำกิจการร้านค้าอีก แต่ตอนนี้แตกต่างออกไป เรื่องการค้าขาย เรื่องเส้นสายอันใดก็ช่างมันเถิด เขาแค่เสียดายที่ไม่ได้เป็นคนดื่มชาจวี๋ฮวาเพียงคนเดียวในอาณาจักรก็เท่านั้น
“หากท่านปู่ชื่นชอบ สะใภ้น้อยจะนำชามาให้ท่านสำหรับชงดื่มทุกๆวันขอรับ รวมถึงชาอื่นๆที่ทำขึ้นมาด้วย ท่านปู่จะได้รับจำนวนมากเป็นพิเศษกว่าผู้อื่นอย่างแน่นอนขอรับ”
ชิงหมินเข้าใจพูดเอาอกเอาใจคนชรา ดังนั้นคนที่กำลังเสียดายก็เปลี่ยนสีหน้าของเขาทันที ... ก็ในเมื่อมีชาดื่มเพียงพอแล้ว เหลือไว้จะขายให้ผู้อื่นอย่างไรก็ช่างเถอะ
เห็นท่าทางที่เปลี่ยนดำเป็นขาว เปลี่ยนหลังเท้าเป็นหลังมือของคนเป็นปู่ หวงซีเฉิงก็รู้สึกเหม็นขี้หน้าขึ้นมาอีกแล้ว เขาหันไปหาชิงหมินที่นั่งอยู่ข้างกายด้วยสายตาไม่พอใจ
“ไม่ใช่ว่าเจ้าต้องทำชาให้ข้ามากมายอยู่แล้วหรอกหรือ? ไหนจะสัญญาที่ต้องส่งชาเข้าวังหลวงอีก ข้าคิดว่าเจ้าไม่ต้องเสียเวลาในการทำผงชาเพิ่มแล้ว ใครจะได้ดื่มไม่ได้ดื่มก็ไม่เกี่ยวกับพวกเราอีก...”
หวงซีเฉิงจงใจพูดเช่นนี้ก็เพื่อหาเรื่องคนอารมณ์ดีชัดๆ ซึ่งมันก็ได้ผล เพราะหลังจากได้ยินคำยุยงของหลานชายแล้ว คนอายุมากก็เกือบจะเขวี้ยงแก้วชาใส่อีกฝ่าย ดีที่เขายังกลัวว่าเศษถ้วยชาจะทำให้หลานสะใภ้ตัวน้อยของเขาได้รับบาดเจ็บ ไม่อย่างนั้น...คงจะต้องเกิดการต่อสู้ขึ้นระหว่างปู่กับหลานคู่นี้อีกแน่
“ระหว่างให้ข้าดื่มกับเจ้าดื่ม คิดว่าผู้ใดสมควรได้รับชามากกว่ากัน สะใภ้น้อยของข้า...เจ้าคิดว่าอย่างไร? เจ้าไม่ต้องปรุงชาเพิ่ม แต่นำส่วนของเจ้าหลานที่ไม่เคยอยู่ดูแลเจ้า งานในมือยุ่งยิ่งกว่าจะเอาเวลาไปหายใจ เชื่อเถอะว่าเจ้าทำงานหนักไปก็เท่านั้น สู้มาหาชายชราเช่นข้า พูดคุยเกี่ยวกับตำราที่ชอบเหมือนๆกันยังจะดีเสียกว่า”
“อยู่กับคนอายุมากก็จะติดความคิดแบบคนอายุมากไปด้วย บางความคิดล้วนแต่เก่าคร่ำครึใช้การไม่ได้ ชิงหมิน...เจ้าก็อย่าไปฟังมากนักเล่า”
“อายุยิ่งมากก็ยิ่งมีประสบการณ์สูง ไม่อย่างนั้นสุนัขตัวไหนจะวิ่งแจ้นมาหาข้าทุกครั้งที่มีปัญหากันล่ะ”
“นั่นคงเป็นลูกสุนัขที่มีบิดาเป็นสุนัข และมีบรรพบุรุษบางคนเป็นสุนัขกระมัง”
“นี่เจ้า!!” ครานี้ชายชราเกือบจะขาดสติจริงๆ หวงซีเฉิงรออยู่ก่อนแล้ว เขาแสยะยิ้มพร้อมกับปล่อยออร่าพลังหยินออกมา คนทั้งสองคนจ้องหน้ากันไม่ยอมแพ้ ทำราวกับจะสังหารกันทิ้งเสียให้ได้
แน่นอนว่าหลี่ชิงหมินที่นั่งอยู่ตรงกลาง เขาทำสิ่งใดไม่ถูกนอกจากค่อยๆหดตัวถอยกลับมา ไม่อยากไปขวางทางการต่อสู้ของเทพปีศาจเหล่านี้
น่าเสียดายที่เขาไม่ได้รับโอกาสนั้น เพราะคนเป็นพ่อบ้านของจวนได้เข้ามาขวางทางหนีของเขาเอาไว้ แถมยังส่งสายตาเป็นสัญญาณประมาณว่า “ท่านนั่นแหละขอรับ ที่ต้องจัดการจบปัญหานี้....”
………………………….