เช้าวันรุ่งขึ้นทุกคนก็ช่วยกันเกี่ยวข้าวแปลงนาอย่างกระตือรือร้น เพื่อจะให้งานที่เหลือเสร็จภายในวันนี้
ทางด้านเหมยอิงวันนี้เธอมีแพนจัดการกับแปลงผักที่แคะแกนของที่บ้าน หลังจากเธอจัดการงานบ้านและให้อาหารหมูเสร็จแล้วเธอก็เดินมาที่แปลงผักจากวันแรกที่เธอเข้ามาอยู่แปลงผักนี้ทั้งแห้งเหลืองทั้งแคะแกนถึงปัจจุบันจะไม่แห้งเหลืองแล้วแต่ยังแคะแกไม่โต เธอเลยคิดว่าน่าจะเป็ที่สารอาหารของดินไม่พอจะไปเลี้ยงดูต้นผักดังนั้นวันนี้เธอจะทำปุ๋ยบำรุงดิน
ถึงเธอจะเรียนเทคโนโลยีแต่ก็พอรู้จักวิธีทำปุ๋ยอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็ปุ๋ยจากมูลสัตว์หรือจากเศษใบไม้ แต่วันนี้เธอจะเลือกทำจากมูลสัตว์เพราะใช้เวลาน้อยกว่าและที่นี่เลี้ยงหมูอยู่ด้วยจึงสามารถทำได้เลย
เหมยอิงจัดเตรียมอุปกรณ์และทำตามสูตร การทำน้ำหมักมูลสุกรทำได้ง่ายๆ โดยการนำมูลสุกรแห้งบรรจุในตาข่ายไนลอน แล้วแช่น้ำในอัตราส่วน 1 ต่อ 10 เช่น มูลสุกรแห้ง 1 กิโลกรัม แช่ในน้ำ 10 ลิตร หมักทิ้งไว้ในถัง 3 วัน (ยิ่งนานยิ่งดี) ยกถุงบรรจุมูลสุกรออกจากถัง ใช้เป็ปุ๋ยบำรุงดินจะได้น้ำหมักที่ใสประมาณ 8 ลิตร เรียกว่า หัวเชื้อ สามารถนำไปขยายใช้ได้อีกมาก เมื่อเสร็จแล้วก็หาอะไรมาปิดทิ้งไว้ 3 วันค่อยมาจัดการอีกที
เย็นวันนี้ทุกคนกลับบ้านจนมืดค่ำเพราะเร่งทำงานให้เสร็จ ทำให้หลังจากกินข้าวเสร็จแล้วก็แยกย้ายกันกลับไปนอนเพื่อพักผ่อนสำหรับเตรียมพร้อมในวันพรุ่งนี้ถึงทุกคนจะเหนื่อยแต่ก็มีความสุขที่พรุ่งนี้จะได้เริ่มการหารายได้ให้กับครอบครัว
รายได้ของครอบครัวนี้ต่อปีจะอยู่ที่ประมาณ 50 หยวนแต่เงินเก็บของครอบครัวไม่ค่อยมีเนื่องจากนำมาเป็ค่าเล่าเรียนของและค่าใช้จ่ายต่างๆของเหมยอิง เกือบหมด
เช้าวันรุ่งขึ้นทุกคนก็เตรียมพร้อมที่จะเข้าป่าโดยเริ่มจากการเข้าไปเก็บสละก่อนเพราะอยู่ในสุดเราค่อยกลับลงมาเก็บสับปะรด
"เหมยเหมยหนูเดินเข้ามาลึกขนาดนี้เลยเหรอลูก"ย่าหนิงพูดขึ้นหลังจากเดินมา 3 เค่อแล้วยังไม่ถึงจุดหมาย
"พ้นต้นไม้ใหญ่นั้นหน้าก็ถึงแล้วค่ะคุณย่าไม่ต้องห่วงคะแถวนี้ไม่มีสัตว์ร้ายค่ะ"
"คราวหน้าถ้าหนูจะเข้ามาในป่าอีกเดี๋ยวเข้ามาคนเดียวนะให้พาอาหรือพี่ชายเขามาด้วยเข้าใจไหม"ทุกคนก็พยักหน้าเห็นด้วยกับที่ย่าหนิงพูด เพราะถือว่าไกลมากยิ่งเป็ผู้หญิงคนเดียวมาเดินยิ่งอันตรายถ้าเกิดเหตุร้ายขึ้นมาไม่มีใครสามารถช่วยได้ทัน
"ได้ค่ะคราวหนูจะมากับอาอู๋เหวินหรือพี่หลิวหยางค่ะ"
เมื่อทุกคนเดินพ้นต้นไม้ใหญ่มาก็พบกับดงต้นสละหลาย 10 ต้นมีลูกห้อยและตกพื้นเต็มไปหมด
"เหมยอิงหนู แล้วเราต้องเก็บยังไงอันที่ตกอยู่เก็บได้ไหมจ๊ะ"อาสะใภ้ถามขึ้นเนื่องจากเห็นหน้าตามันเหมือนกันหมดไม่รู้จะต้องแยกยังไงในการเก็บไปขาย
"สังเกตสีเปลือกคะ มันจะเปลี่ยนจากสีน้ำตาลดำเป็สีน้ำตาลแดง ผิวแตกลายเป็ลายคล้าย เกล็ดงูชัดเจน บีบผลแล้วรู้สึกว่านิ่ม เนื่องจากมันมีความแน่นเนื้อน้อยลง เมื่อปลิดผลจะหลุดออกจากขั้วได้ง่ายคะ"
"ส่วนผลที่ตกลงพื้นไม่ต้องเก็บค่ะเราเก็บจากที่ต้นดีกว่าจะได้สดใหม่และเก็บไว้ได้นานกว่าค่ะ"
เมื่อทุกคนรู้วิธีเก็บสละแล้วก็ลงมือช่วยกันเก็บใส่ตะกร้าใช้เวลาประมาณ 2 เค่อตะกร้าของทุกคนก็เต็มหมดแล้ว จึงได้ตกลงกันว่าจะเอาสละที่เก็บแล้วกลับไปไว้ที่บ้านก่อนค่อยกลับมาเก็บสับปะรดอีกครั้ง
เธอเดินนำทุกคนกลับขึ้นเขาไปอีกด้านหนึ่งที่มีรสสับปะรดอยู่เมื่อไปถึงทุกคนก็ถามคำถามเดิมกับเธอว่าวิธีเก็บสับปะรดเก็บยังไง
"ใช้วิธีดมกลิ่นคะโดยผลสับปะรดที่แก่จะส่งกลิ่นหอมเฉพาะตัว และใช้นิ้วดีดหรือไม้เคาะเพื่อฟังเสียง ถ้าเสียงโปร่งแสดงว่ายังไม่แก่ ถ้าเสียงทึบ (หรือแปะ) แสดงว่าแก่จัดได้ที่แล้วคะ "
แล้วทุกคนก็ร่วมด้วยช่วยกันเก็บสับปะรดที่สุกแล้วกลับบ้านวันนี้เธอเหนื่อยมากเธอปวดไหล่ไปหมดเพราะไม่เคยจะแบกหามอะไรหนักขนาดนี้แถมยังเดินลงเขาด้วยทั้งเหนื่อยทั้งหนักปวดขาไปหมดแล้วทั้งเธอและร่างนี้ไม่เคยทำงานหนักทำให้ร่างกายปวดเมื่อยไปหมด
"พี่เหมยอิงไปอาบน้ำนอนพักเถอะนะคะเดี๋ยวอาหารเย็นวันนี้ลี่หลินกับคุณแม่ จะเป็คนทำให้เองค่ะวันนี้"
"ได้จ๊ะเพราะพี่ก็ไม่ไหวแล้วเหมือนกันปวดเมื่อยไปหมดเลย ยังไงฝากอาสะใภ้กับน้องลี่หลินด้วยนะคะ"
"โอ๊ยไม่เป็ไรหรอกจ๊ะ ปกติมันเป็หน้าที่ของอาอยู่แล้วน้าต้องขอบคุณต่างหากที่ช่วยดูแลเื่พวกนี้แทน"
"ไม่เป็ไรหรอกค่ะเราครอบครัวเดียวกัน แต่ก่อนหนูเอาเปรียบทุกคนมามากแล้วหนูอยากช่วยแบ่งเบาทุกคนบ้างค่ะ"
เมื่อทุกคนได้ฟังต่างก็ดีใจที่เหมยอิงยอมเปิดใจกับทุกคนในครอบครัวไม่ขี้อิจฉาหรือรังเกียจคนในครอบครัวเหมือนแต่ก่อน