ย้อนมาเป็นนางร้ายในนิยายยุค 80

    ร่วมด้วยช่วยกัน

    เช้าวันรุ่งขึ้นทุกคนก็ช่วยกันเกี่ยวข้าวแปลงนาอย่างกระตือรือร้น เพื่อจะให้งานที่เหลือเสร็จภายในวันนี้


    ทางด้านเหมยอิงวันนี้เธอมีแพนจัดการกับแปลงผักที่แคะแกนของที่บ้าน หลังจากเธอจัดการงานบ้านและให้อาหารหมูเสร็จแล้วเธอก็เดินมาที่แปลงผักจากวันแรกที่เธอเข้ามาอยู่แปลงผักนี้ทั้งแห้งเหลืองทั้งแคะแกนถึงปัจจุบันจะไม่แห้งเหลืองแล้วแต่ยังแคะแกไม่โต เธอเลยคิดว่าน่าจะเป็๲ที่สารอาหารของดินไม่พอจะไปเลี้ยงดูต้นผักดังนั้นวันนี้เธอจะทำปุ๋ยบำรุงดิน 


    ถึงเธอจะเรียนเทคโนโลยีแต่ก็พอรู้จักวิธีทำปุ๋ยอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็๲ปุ๋ยจากมูลสัตว์หรือจากเศษใบไม้ แต่วันนี้เธอจะเลือกทำจากมูลสัตว์เพราะใช้เวลาน้อยกว่าและที่นี่เลี้ยงหมูอยู่ด้วยจึงสามารถทำได้เลย


    เหมยอิงจัดเตรียมอุปกรณ์และทำตามสูตร การทำน้ำหมักมูลสุกรทำได้ง่ายๆ โดยการนำมูลสุกรแห้งบรรจุในตาข่ายไนลอน แล้วแช่น้ำในอัตราส่วน 1 ต่อ 10 เช่น มูลสุกรแห้ง 1 กิโลกรัม แช่ในน้ำ 10 ลิตร หมักทิ้งไว้ในถัง 3 วัน (ยิ่งนานยิ่งดี) ยกถุงบรรจุมูลสุกรออกจากถัง ใช้เป็๲ปุ๋ยบำรุงดินจะได้น้ำหมักที่ใสประมาณ 8 ลิตร เรียกว่า หัวเชื้อ สามารถนำไปขยายใช้ได้อีกมาก เมื่อเสร็จแล้วก็หาอะไรมาปิดทิ้งไว้ 3 วันค่อยมาจัดการอีกที


    เย็นวันนี้ทุกคนกลับบ้านจนมืดค่ำเพราะเร่งทำงานให้เสร็จ ทำให้หลังจากกินข้าวเสร็จแล้วก็แยกย้ายกันกลับไปนอนเพื่อพักผ่อนสำหรับเตรียมพร้อมในวันพรุ่งนี้ถึงทุกคนจะเหนื่อยแต่ก็มีความสุขที่พรุ่งนี้จะได้เริ่มการหารายได้ให้กับครอบครัว 


    รายได้ของครอบครัวนี้ต่อปีจะอยู่ที่ประมาณ 50 หยวนแต่เงินเก็บของครอบครัวไม่ค่อยมีเนื่องจากนำมาเป็๲ค่าเล่าเรียนของและค่าใช้จ่ายต่างๆของเหมยอิง เกือบหมด


    เช้าวันรุ่งขึ้นทุกคนก็เตรียมพร้อมที่จะเข้าป่าโดยเริ่มจากการเข้าไปเก็บสละก่อนเพราะอยู่ในสุดเราค่อยกลับลงมาเก็บสับปะรด 


    "เหมยเหมยหนูเดินเข้ามาลึกขนาดนี้เลยเหรอลูก"ย่าหนิงพูดขึ้นหลังจากเดินมา 3 เค่อแล้วยังไม่ถึงจุดหมาย 


    "พ้นต้นไม้ใหญ่นั้นหน้าก็ถึงแล้วค่ะคุณย่าไม่ต้องห่วงคะแถวนี้ไม่มีสัตว์ร้ายค่ะ"


    "คราวหน้าถ้าหนูจะเข้ามาในป่าอีกเดี๋ยวเข้ามาคนเดียวนะให้พาอาหรือพี่ชายเขามาด้วยเข้าใจไหม"ทุกคนก็พยักหน้าเห็นด้วยกับที่ย่าหนิงพูด เพราะถือว่าไกลมากยิ่งเป็๲ผู้หญิงคนเดียวมาเดินยิ่งอันตรายถ้าเกิดเหตุร้ายขึ้นมาไม่มีใครสามารถช่วยได้ทัน


    "ได้ค่ะคราวหนูจะมากับอาอู๋เหวินหรือพี่หลิวหยางค่ะ"


    เมื่อทุกคนเดินพ้นต้นไม้ใหญ่มาก็พบกับดงต้นสละหลาย 10 ต้นมีลูกห้อยและตกพื้นเต็มไปหมด 


    "เหมยอิงหนู แล้วเราต้องเก็บยังไงอันที่ตกอยู่เก็บได้ไหมจ๊ะ"อาสะใภ้ถามขึ้นเนื่องจากเห็นหน้าตามันเหมือนกันหมดไม่รู้จะต้องแยกยังไงในการเก็บไปขาย


    "สังเกตสีเปลือกคะ มันจะเปลี่ยนจากสีน้ำตาลดำเป็๲สีน้ำตาลแดง ผิวแตกลายเป็๲ลายคล้าย เกล็ดงูชัดเจน บีบผลแล้วรู้สึกว่านิ่ม เนื่องจากมันมีความแน่นเนื้อน้อยลง เมื่อปลิดผลจะหลุดออกจากขั้วได้ง่ายคะ"


    "ส่วนผลที่ตกลงพื้นไม่ต้องเก็บค่ะเราเก็บจากที่ต้นดีกว่าจะได้สดใหม่และเก็บไว้ได้นานกว่าค่ะ"


    เมื่อทุกคนรู้วิธีเก็บสละแล้วก็ลงมือช่วยกันเก็บใส่ตะกร้าใช้เวลาประมาณ 2 เค่อตะกร้าของทุกคนก็เต็มหมดแล้ว จึงได้ตกลงกันว่าจะเอาสละที่เก็บแล้วกลับไปไว้ที่บ้านก่อนค่อยกลับมาเก็บสับปะรดอีกครั้ง


    เธอเดินนำทุกคนกลับขึ้นเขาไปอีกด้านหนึ่งที่มีรสสับปะรดอยู่เมื่อไปถึงทุกคนก็ถามคำถามเดิมกับเธอว่าวิธีเก็บสับปะรดเก็บยังไง


    "ใช้วิธีดมกลิ่นคะโดยผลสับปะรดที่แก่จะส่งกลิ่นหอมเฉพาะตัว และใช้นิ้วดีดหรือไม้เคาะเพื่อฟังเสียง ถ้าเสียงโปร่งแสดงว่ายังไม่แก่ ถ้าเสียงทึบ (หรือแปะ) แสดงว่าแก่จัดได้ที่แล้วคะ "


    แล้วทุกคนก็ร่วมด้วยช่วยกันเก็บสับปะรดที่สุกแล้วกลับบ้านวันนี้เธอเหนื่อยมากเธอปวดไหล่ไปหมดเพราะไม่เคยจะแบกหามอะไรหนักขนาดนี้แถมยังเดินลงเขาด้วยทั้งเหนื่อยทั้งหนักปวดขาไปหมดแล้วทั้งเธอและร่างนี้ไม่เคยทำงานหนักทำให้ร่างกายปวดเมื่อยไปหมด


    "พี่เหมยอิงไปอาบน้ำนอนพักเถอะนะคะเดี๋ยวอาหารเย็นวันนี้ลี่หลินกับคุณแม่ จะเป็๲คนทำให้เองค่ะวันนี้"


    "ได้จ๊ะเพราะพี่ก็ไม่ไหวแล้วเหมือนกันปวดเมื่อยไปหมดเลย ยังไงฝากอาสะใภ้กับน้องลี่หลินด้วยนะคะ"


    "โอ๊ยไม่เป็๲ไรหรอกจ๊ะ ปกติมันเป็๲หน้าที่ของอาอยู่แล้วน้าต้องขอบคุณต่างหากที่ช่วยดูแลเ๱ื่๵๹พวกนี้แทน"


    "ไม่เป็๲ไรหรอกค่ะเราครอบครัวเดียวกัน แต่ก่อนหนูเอาเปรียบทุกคนมามากแล้วหนูอยากช่วยแบ่งเบาทุกคนบ้างค่ะ"


    เมื่อทุกคนได้ฟังต่างก็ดีใจที่เหมยอิงยอมเปิดใจกับทุกคนในครอบครัวไม่ขี้อิจฉาหรือรังเกียจคนในครอบครัวเหมือนแต่ก่อน