เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 77 นั่งบนเหยี่ยวด้วยกัน

              อาณาจักรหัวอวิ๋นตั้งอยู่ติดกับอาณาจักรต้าก้านเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่มากเช่นกัน

              ภายในมีทหารฝีมือดีนับล้าน มียอดฝีมือของอาณาจักรมากมายนับไม่ถ้วนโดยอำนาจจักรพรรดิถือเป็นอำนาจสูงสุดของอาณาจักรถึงขั้นที่เหนือกว่าอาณาจักรต้าก้านด้วยซ้ำไปนอกเหนือจากผู้ยิ่งใหญ่แห่งพรมแดนจตุทิศอย่างพรรคเหมันต์สวรรค์ที่มีผลกระทบต่ออาณาจักรหัวอวิ๋นก็ไม่มีผู้ใดสามารถก้าวก่ายอาณาจักรนี้ได้

              ในสงครามที่ดำเนินมาหลายปี อาณาจักรหัวอวิ๋นเหนือกว่าอาณาจักรต้าก้านเสมอมานับว่าเป็นหนึ่งในสามอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่แห่งพรมแดนจตุทิศ

              สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในอาณาจักรหัวอวิ๋นก็คือจักรพรรดิของอาณาจักรเพราะเป็นจักรพรรดินี

              ในตอนต้นนั้นจักรพรรดิองค์ก่อนของอาณาจักรหัวอวิ๋นมีพระราชโอรสถึงสิบกว่าพระองค์แต่หลังจากที่ช่วงชิงกันมาจนถึงสุดท้ายกลับเหลือพระธิดาเพียงผู้เดียวที่ก้าวขึ้นเป็นจักรพรรดินีแน่นอนว่าหนทางและวิธีการอันโหดร้ายนั้นไม่มีผู้ใดรับรู้

              ที่มากไปกว่านั้นคือจักรพรรดินีผู้นี้ก้าวขึ้นมานั่งบัลลังก์ด้วยอายุเพียงสิบเจ็ดปีเท่านั้นนับว่าเลิศล้ำอย่างยิ่ง ทั้งยังใช้เวลาเพียงสิบปีก็สามารถทำให้อาณาจักรหัวอวิ๋นเหนือกว่าอาณาจักรต้าก้านได้

              ขณะเดียวกันพลังของจักรพรรดินีผู้นี้ก็เลิศล้ำจนก้าวขึ้นไปอยู่ในขั้นปราณทะลวงเคยสังหารจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงของอาณาจักรต้านก้านไปถึงสองคนเพียงลำพัง จึงทำให้อาณาจักรต้าก้านเกิดความยำเกรงอีกทั้งยังสังหารทหารไปมากมายนับไม่ถ้วนจะบอกว่านำมากองเรียงกันได้เป็นขุนเขาก็ไม่เกินงาม

              นางมีอำนาจที่ยิ่งใหญ่เป็นจักรพรรดินีผู้โดดเด่น เมิ่งฝานนึกไม่ถึงว่าแผนที่ในมือเขาในเวลานี้จะเป็นแผนที่พระราชวังหัวอวิ๋นของนาง

              มุมปากของเมิ่งฝานกระตุกเล็กน้อยก่อนจะมองแผนที่นั้นอย่างละเอียด

              เขาพบว่ามันคือสิ่งที่ยอดฝีมือผู้หนึ่งทิ้งเอาไว้เพื่อร่วมมือกับคนกลุ่มหนึ่งเข้าไปปล้นของล้ำค่าภายในพระราชวังหัวอวิ๋นทว่าจักรพรรดินีผู้นั้นกลับจับได้และสังหารทั้งหมด

              ก่อนตายยอดฝีมือผู้นี้นำของล้ำค่าไปซ่อนหาได้มอบมันให้แก่จักรพรรดินีไม่

              ทั้งยังนำแผนที่ใส่ไว้ในอาวุธธรรมดาของอาณาจักรหัวอวิ๋นจึงทำให้จักรพรรดินีไม่ทันสังเกต

              เมื่อมองถึงยามนี้เมิ่งฝานสังเกตว่าสิ่งที่ยอดฝีมือผู้นี้ช่วงชิงมาเป็นของล้ำค่าสูงสุดแห่งอาณาจักรหัวอวิ๋นขุมพลังโลกันตร์ วัตถุศักดิ์สิทธิ์ระดับเจ็ด

              รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงในทันใดเพราะนึกไม่ถึงว่านี่จะเป็นของล้ำค่าถึงเพียงนี้ซึ่งนั่นก็คล้ายเป็นการกระตุ้นเตือนตัวเขาเองด้วย

              ถึงอย่างไรคัมภีร์ทวนเทพก็คือสิ่งที่สามารถกลืนกินสรรพสิ่งในโลกมีพลังการกลืนกินที่มากมายมหาศาล และสิ่งที่เมิ่งฝานต้องนำมาให้มันกลืนกินก็คือวัตถุเทพวัตถุศักดิ์สิทธิ์ยิ่งพวกมันมีระดับที่สูงเท่าใดประสิทธิภาพที่มีต่อคัมภีร์ทวนเทพก็จะยิ่งสูงเท่านั้นแม้แต่วัตถุเทพของโลกก็ดูคล้ายว่าจะถูกคัมภีร์ทวนเทพนี้กลืนกินได้อย่างง่ายดาย

              หลังจากนั้นชั่วครู่เมิ่งฝานจึงถามเสียงเข้ม “เป็นอย่างไรบ้างขอรับมันมีประโยชน์หรือไม่?”

              ภายในไข่อสูรทมิฬรั่วสุ่ยอีพยักหน้ารับนัยน์ตาวาวโรจน์ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ไม่ว่าจะเป็นวัตถุเทพหรือวัตถุศักดิ์สิทธิ์ ขอเพียงอยู่ในระดับหกขึ้นไปล้วนแต่มีประโยชน์ต่อคัมภีร์ทวนเทพของเจ้าทั้งสิ้นเพราะพลังธาตุของมันคือการกลืนกินทุกสรรพสิ่ง กลืนกินได้ไม่มีขีดจำกัด ข้าเคยได้ยินเรื่องราวของขุมพลังโลกันตร์มาก่อนเช่นกันมันนับได้ว่าเป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ธาตุไฟที่ยิ่งใหญ่ในฟ้าดิน กว่าจะเกิดขึ้นมาได้ต้องใช้เวลาบ่มเพาะพลังนานนับร้อยปีเมื่อได้ดูดซับพลังปราณแห่งฟ้าดินมานานนับร้อยปีจึงทำให้มันมีความคิดเป็นของตัวเองถือเป็นสิ่งเลิศล้ำในบรรดาวัตถุศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย หากได้รับการหลอมผสานก็อาจทำให้มันกลายเป็นศัสตราเทพระดับแปดฉะนั้นแล้วมันจึงมีประโยชน์ต่อคัมภีร์ทวนเทพของเจ้าเป็นอย่างยิ่ง”

              หลังจากที่เงียบงันอยู่ชั่วครู่เมิ่งฝานจึงเอ่ยออกมาอย่างจนปัญญา“ดูท่าก่อนจะไปถึงสุสานสวรรค์ก็ถือโอกาสไปที่พระราชวังหัวอวิ๋นก่อนได้สินะขอรับ!”

              แม้ว่ามันจะยากลำบากเป็นอย่างยิ่งแต่ถึงอย่างไรทางเส้นนี้เมิ่งฝานก็เลือกมันด้วยตนเอง ฉะนั้นแล้วต้องเดินไปให้สุดไม่อาจหวนกลับได้

              เวลาผ่านพ้นไปราวหนึ่งก้านธูปไป๋สุ่ยเอ๋อร์จึงเดินกลับมานางนำสัตว์อสูรระดับหนึ่งที่ย่างเสร็จแล้วโยนให้เมิ่งฝาน

              เด็กหนุ่มรับมาแล้วดมพิสูจน์กลิ่น ก่อนจะเอ่ยพลางยิ้มส่งไป“ฝีมือไม่เลว!”

              ไป๋สุ่ยเอ๋อร์กระตุกยิ้มเป็นการตอบรับ ทั้งสองคนนั่งพิงผนังถ้ำลิ้มรสเนื้อสัตว์อสูรย่าง

              เมื่อกินเสร็จเมิ่งฝานเลียริมฝีปากคล้ายว่ายังไม่อิ่มจึงลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ที่นี่น่าจะปลอดภัยที่สุดแล้วอีกสักระยะเจ้าก็ไปเสียเถอะแต่ข้าขอเตือนไว้ก่อนว่าเจ้าไม่ควรอาศัยอยู่ในแถบนี้อีก เพราะถึงอย่างไรมันก็ยังเป็นเขตพื้นที่ขององครักษ์แพรโลหิตอยู่ดีส่วนเจ้า...เจ้าอ่อนแอเกินไป ทั้งยังเป็นเพียงสตรีผู้หนึ่งเท่านั้น!”

              “เป็นสตรีแล้วอย่างไร!”

              ไป๋สุ่ยเอ๋อร์เงยหน้าแล้วเอ่ยออกมาด้วยความไม่ยอมจำนน

              เมิ่งฝานลูบปลายจมูกตนเองก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ถ้าหากไม่ใช่เพราะข้ายื่นมือเข้าช่วยเจ้าก็คงจะโดนพวกนั้นทำมิดีมิร้ายไปแล้วฉะนั้นข้าหวังว่าเจ้าจะรู้จักเจียมตัว!”

              เมื่อได้ยินเช่นนั้นใบหน้าของไป๋สุ่ยเอ๋อร์พลันแดงก่ำขึ้นมาในทันใด แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น“หึ ข้าไม่มีทางปล่อยพวกมันไว้แน่เมื่อใดที่ข้า....ข้าจะต้องทำให้พวกมันได้เห็นดีกัน!”

              เมิ่งฝานไหวไหล่นัยน์ตาของเขาวาวโรจน์ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “เรื่องนั้นเป็นหน้าที่ของข้าไม่ต้องห่วง...ข้าจะจำพวกองครักษ์แพรโลหิตเหล่านี้ไว้!”

              “สุภาพบุรุษ!”

              ไป๋สุ่ยเอ๋อร์กระตุกยิ้มแม้นางจะมองเมิ่งฝานด้วยนัยน์ตาที่เย็นชาทว่าใจกลับอยากเห็นว่าเมื่อถึงวันนั้นองครักษ์แพรโลหิตจะสะบักสะบอมถึงเพียงใด

              แม้ว่าเมิ่งฝานจะดูคล้ายว่าเป็นเด็กหนุ่มที่มีอายุเพียงสิบหกปีแต่สติปัญญาจะต้องเลิศล้ำเหนือผู้อื่นเป็นแน่ ผู้ที่รู้จักอดทนต่างหากจึงจะน่าสะพรึงกลัวที่สุด

              หลังจากที่เงียบงันอยู่ชั่วครู่ไป๋สุ่ยเอ๋อร์จึงมองไปยังเมิ่งฝานก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “เจ้าเองก็นับว่าไม่เลวถึงแม้ว่ามักจะทำให้ข้าโมโหอยู่บ่อยครั้งแต่ก็แข็งแกร่งกว่าคนพวกนั้นฉะนั้นแล้ว...พวกเรามาทำข้อตกลงกันดีหรือไม่?”

              เมิ่งฝานลูบปลายจมูกแล้วเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม“ข้อตกลงใด?”

              “ยามนี้มีพวกองครักษ์แพรโลหิตเข้ามาวุ่นวายเกรงว่าข้าเพียงลำพังคงมีศักยภาพไม่มากพอ แต่ข้ามีแผนที่โบราณอยู่ผืนหนึ่งซึ่งเป็นโบราณสถานที่ถูกซ่อนอยู่ในเทือกเขาชิงหลงภายในน่าจะฝังร่างของยอดฝีมือผู้หนึ่งเอาไว้ส่วนเจ้าก็ไปกับข้าเพื่อนำสิ่งของของเขาออกมา เจ้าคิดว่าอย่างไร?”

              ไป๋สุ่ยเอ๋อร์มองเมิ่งฝานแล้วเอ่ยเสียงเบาขณะเดียวกันพลันมีแผนที่สีเหลืองปรากฏขึ้นในฝ่ามือของนางบนนั้นมีร่องรอยการปะติดปะต่อมากมายบ่งบอกว่านางอยากจะรู้ถึงจุดหมายของมันมากเพียงใด

              โบราณสถาน!

              เมื่อได้ยินเช่นนั้นรูม่านตาของเมิ่งฝานก็หดเล็กลงแล้วมองไปยังวัตถุในมือของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ด้วยความอยากรู้อยากเห็นมันเป็นแผนที่ซึ่งไม่มีผู้ใดรู้ว่าข้ามผ่านกาลเวลามานานเท่าใด ที่ตั้งของมันอยู่ในแถบเมืองชิงเฉิงทำให้เมิ่งฝานไม่รู้สึกแปลกใจเลยว่าเหตุใดจึงเจอนางที่เมืองนั้น

              เด็กหนุ่มคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยไม่ได้เร่งรีบให้คำตอบแต่กลับเอ่ยเสียงเรียบ “แล้วจะจัดการกับของเหล่านั้นเช่นไร?”

              ไป๋สุ่ยเอ๋อร์กัดฟันแน่นก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “หึ ก็แบ่งตามความต้องการของแต่ละคนไปหรือหากไม่พอใจก็แบ่งให้เท่าเทียมกัน แต่เจ้าห้ามทิ้งข้าไว้เพียงลำพังเมื่อใดที่องครักษ์แพรโลหิตมาจะต้องพาข้าหนีไปด้วย!”

              “ตกลง!”

              เมิ่งฝานเอ่ยออกไปแล้วคลี่ยิ้มจนเผยให้เห็นฟันขาวแม้ว่าเขาจะเร่งรีบเดินทางแต่โบราณสถานในพรมแดนจตุทิศก็มีอยู่จำนวนไม่น้อย

              จอมยุทธ์ยอดฝีมือมากมายที่รู้ว่าอายุขัยของตนเองใกล้จะหมดลงมักจะแสวงหาพื้นที่อันเงียบสงบในการฝังร่างของตนเองซึ่งทุกสิ่งที่พวกเขาเหล่านั้นได้ร่ำเรียนมาก็จะอยู่ด้วยทั้งหมด

              ฉะนั้นแล้วภายในพรมแดนจตุทิศแห่งนี้จึงมีผู้ที่พร้อมเผชิญอันตรายมากมายเมื่อใดที่เข้าไปในสุสานของยอดฝีมือก็อาจนำมาซึ่งความตายทว่ามันก็อาจทำให้พวกเขานั้น...เสมือนได้ขึ้นสวรรค์เพียงชั่วข้ามคืน!

              หลังจากที่ทั้งสองเก็บข้าวของเสร็จสรรพแล้วจึงออกจากถ้ำไปอย่างรวดเร็วการเดินทางไปยังเป้าหมายนั้นพวกเขาไม่อาจเดินทางพื้นดินได้ และทางลัดเพียงเส้นเดียวของพวกเขาก็คือขึ้นหลังเหยี่ยวของไป๋สุ่ยเอ๋อร์แล้วโบยบินไปบนท้องฟ้า

              กระแสลมทะลวงรอบกายเมิ่งฝานไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าความรู้สึกในยามที่ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงนั้นไม่เลวทีเดียวเด็กหนุ่มกระตุกยิ้มขึ้นที่มุมปากเมื่อรู้ว่าหากตนเองต้องการทะยานสู่ท้องฟ้าสูงเช่นนี้จะต้องบำเพ็ญตนจนก้าวขึ้นไปจนถึงขั้นปราณทะลวงเสียก่อน

              มีเพียงจอมยุทธ์ที่อยู่ในขั้นปัญจปราณเหล่านั้นจึงจะสามารถใช้พลังปราณลอยเหาะเหินในอากาศได้ไม่ว่าดินแดนใดในใต้หล้า เพียงดีดนิ้วก็ไปถึง

              ทางฝั่งของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็นั่งอยู่ด้านหลังของเด็กหนุ่มอย่างเงียบงันเมื่อได้เหยี่ยวคอยช่วยในการเดินทางภาพทิวทัศน์รอบกายจึงเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วต่อให้ยามนี้เมืองชิงเฉิงเต็มไปด้วยผู้คนและทหารรับจ้างที่รอจับตัวเมิ่งฝานและไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็ไม่อาจตามมาถึงบนฟ้าได้ฉะนั้นทั้งสองจึงหาได้กังวลไม่

              เมิ่งฝานที่จับตัวเหยี่ยวเอาไว้เอ่ยถามด้วยความสงสัย“โดยปกติแล้วสัตว์อสูรระดับต่ำเช่นนี้ยากที่จะมีสติปัญญาถึงขึ้นที่ไม่อาจสื่อสารได้เลยด้วยซ้ำ เจ้าทำให้มันยอมเป็นสัตว์พาหนะของตนเองได้อย่างไร?”

              เมื่อได้ยินเช่นนั้นไป๋สุ่ยเอ๋อร์จึงคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยว่า“จะบอกเจ้าให้ก็ได้ ตัวข้านั้นนอกจากจะบำเพ็ญพลังปราณยังมีพรสวรรค์พิเศษอีกอย่างหนึ่งซึ่งนั่นก็คือสามารถเข้าใจภาษาของสัตว์อสูรได้ หากข้าใช้โลหิตของตนเองหยดลงไปบนตัวของมันก็จะทำให้พวกมันรู้สึกคุ้นเคยกับข้าเป็นอย่างยิ่งซึ่งเหยี่ยวตัวนี้ข้าก็ใช้วิธีนี้นั่นเอง”

              “ผู้มีวาจาเทพ!”

              เมิ่งฝานยังไม่ทันได้เอ่ยอันใดรั่วสุ่ยอีที่อยู่ภายในไข่อสูรทมิฬก็เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ

              เมิ่งฝานลูบปลายจมูกแล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย“มันร้ายกาจอย่างมากเลยหรือขอรับ?”

              รั่วสุ่ยอีกลอกตาขาวมองเมิ่งฝานแล้วเอ่ยเสียงเบา“หาใช่เพียงแค่ร้ายกาจไม่ นี่คือหนึ่งในสายเลือดที่แข็งแกร่งที่สุดของแผ่นดินใหญ่หากผู้สืบสายเลือดนี้เติบใหญ่ การสื่อสารก็จะหาใช่เพียงแค่กับสัตว์อสูรระดับต่ำ อาจจะอาศัยหรือร่วมมือกับสัตว์อสูรระดับสูงได้ด้วยโดยปกติแล้วสัตว์อสูรจะไม่สนใจมนุษย์ธรรมดาแต่ผู้มีวาจาเทพนั้นต่างไปจากมนุษย์ธรรมดาทั้งหลายเพราะสามารถอาศัยพลังปราณช่วยให้สัตว์อสูรเหล่านั้นเติบใหญ่เลือดของพวกเขาสามารถทำให้สัตว์อสูรเหล่านั้นปลดพันธนาการของตนเองได้ฉะนั้นแล้วสัตว์อสูรจำนวนมากจึงยินยอมที่จะศิโรราบแก่ผู้มีวาจาเทพ!”

              ทำให้สัตว์อสูรผู้แข็งแกร่งยอมศิโรราบ!

              นัยน์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์ขึ้นมาในทันใดก่อนจะหัวเราะเสียงเบา หากไป๋สุ่ยเอ๋อร์สามารถสื่อสารกับสัตว์อสูรที่ยิ่งใหญ่ได้ก็จะเป็นพรรคสาวงามกับสัตว์ป่า!

              อยู่ๆ เหยี่ยวตัวนั้นก็ส่งเสียงร้องออกมาแล้วบินอ้อมยอดเขาแห่งหนึ่งทำให้เมิ่งฝานและไป๋สุ่ยเอ๋อร์ที่ไม่ทันตั้งตัวพุ่งไปข้างหน้า

              เมิ่งฝานนั้นไม่เท่าใดทว่าไป๋สุ่ยเอ๋อร์กลับพุ่งไปยังเด็กหนุ่มเบื้องหน้าจนร่างกายของทั้งสองแนบชิดกัน ทำให้เมิ่งฝานสัมผัสได้ถึงความอ่อนนุ่มที่แผ่นหลังของตนเอง

              มีของดีไม่น้อย!

              เมิ่งฝานชะงักงันแล้วลูบปลายจมูกตนเอง ทางฝั่งของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ที่อยู่ด้านหลังก็หน้าแดงขึ้นมาในทันใดเมื่อเห็นว่าเมิ่งฝานพยายามทำทีว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นจึงใช้นิ้วหยิกเข้าที่แผ่นหลังของเด็กหนุ่มทันที

              บัดซบ!

              เมิ่งฝานกัดฟันแน่นก่อนจะเอ่ยขัด “นี่เจ้าข้าเจ็บนะ!”

              “ผู้ใดใช้ให้เจ้าคิดไม่ดีเล่า!”

              ไป๋สุ่ยเอ๋อร์เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์

              เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็กระตุกยิ้มที่มุมปากก่อนจะเอ่ยว่า “แค่ร่างกายราวกับไม้กระดานอย่างเจ้าสั่งให้ข้าคิดข้าก็ยังไม่อยากคิดด้วยซ้ำ!”

               สีหน้าของไป๋สุ่ยเอ๋อร์เปลี่ยนไปเล็กน้อยในทันใดนางกำลังจะหยิกเมิ่งฝานอีกครั้งด้วยความเขินอายแต่เหยี่ยวตัวนั้นกลับส่งเสียงร้องขึ้นมาอีกครั้งร่างของมันสั่นไหวจนทำให้ทั้งสองคนตกใจรีบหยุดทุกการกระทำ

              แท้จริงแล้วการที่มันต้องแบกรับน้ำหนักมนุษย์เพียงคนเดียวนับว่ายังพอไหวแต่หากต้องแบกรับถึงสองคนก็นับว่าค่อนข้างหนัก ยิ่งทั้งสองคนขยับอาจทำให้ร่วงหล่นลงไปเบื้องล่างไม่ได้ตายเพราะถูกองครักษ์แพรโลหิตสังหารก็คงจะต้องตายเพราะเรื่องเช่นนี้ แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องที่พวกเขาไม่ยอมให้เกิดขึ้นจึงไม่กล้าบุ่มบ่ามขยับตัว

              บนที่สูงหลายพันเมตรนั้นเมื่อเหยี่ยวตัวยักษ์บิดโฉบไปในอากาศราวสองชั่วยามเมิ่งฝานก็มองเห็นยอดเขาอันสูงใหญ่แห่งหนึ่งคล้ายกับภาพที่ปรากฏบนแผนที่ผืนนั้น

              เหยี่ยวบินโฉบลงจากท้องฟ้าทั้งสองคนจึงลงสู่พื้นก่อนจะมองสำรวจไปทั่วสารทิศในทันใดบรรยากาศโดยรอบนั้นคล้ายดั่งขุนเขาแห้งแล้ง ไม่มีต้นไม้ใบหญ้ามากมายเท่าที่ควรพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นหินผา

              ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ถอนหายใจออกมาเสียงเบา ก่อนจะชี้ไปยังสถานที่แห่งหนึ่งด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย

              เมื่อเมิ่งฝานมองตามไปรูม่านตาหดเล็กลงในทันใด เพราะจุดที่ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ชี้ออกไปนั้นคือจุดเดียวกับที่ถูกทำเครื่องหมายไว้บนแผนที่ทว่ากลับเป็นหน้าผาที่ราบเรียบที่ไร้ซึ่งสิ่งอื่นใด มันคือ...หุบเหว!

    คล้ายกับเรื่องเมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน ที่คุณอ่าน