ตอนที่ 3 แฟนเก่า แฟนปัจจุบัน?
ชั้นหนึ่งของซูเปอร์มาร์เก็ตมืดสนิท ทว่าชั้นสองกลับมีแสงไฟสว่างอยู่ ทุกคนต่างพากันดีใจ ที่ซูเปอร์มาร์เก็ตยังมีคนหลงเหลืออยู่จริง ๆ ด้วย
เมื่อทุกคนเดินขึ้นมาถึงชั้นสอง กลับพบว่ามีคนอีกมากกว่าร้อยคนที่ยังเหลืออยู่ในนี้
ผู้คนนับร้อยที่อยู่ในห้างต่างประหลาดใจกับกลุ่มคนสามสิบกว่าคนที่ฝ่าฟันกันมาถึงที่นี่ ที่แท้ข้างนอกมีผู้รอดชีวิตอยู่จริง
ในกลุ่มพวกเขามีทั้งอาจารย์และนักศึกษาอยู่ไม่น้อย รวมถึงบางส่วนที่เป็เพื่อนร่วมชั้นในมหาวิทยาลัยไห่เหอ
ทุกคนต่างพูดคุยกันถึงเื่สถานการณ์ในหนึ่งปีที่ผ่านมา หลังจากได้พูดคุยกัน ก็พบว่า นอกจากอยู่ในสถานที่หลบซ่อนต่างกันแล้ว สิ่งที่เหมือนกันหมดเลยก็คือทุกคนแทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านนอก
ในขณะนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีเสียงหัวเราะที่แหลมจนแสบแก้วหูดังขึ้น วัยรุ่นชายหนุ่มหญิงสาวสวมเสื้อผ้าสีสันลายตาเดินเข้ามา
“โอ้ นี่มันไอ้ขี้โรคไม่ใช่เหรอ? ทำไมนายยังมีชีวิตอยู่อีกล่ะ?” คนที่กำลังพูดอยู่ก็คือหม่าจวิ้นเซิง
ฉีโย่วหลันก็รู้สึกประหลาดใจมากเช่นกัน ทำไมเดินไปที่ไหนก็เจอแต่นายคนนี้และคนที่กำลังเกาะแขนขวาของเขาก็คือแฟนเก่าของฉีโย่วหลัน เธอชื่อสวีซิน
สวีซินก็รู้สึกประหลาดใจมากเช่นกัน “นายน่าจะตายไปตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ?”
ฉีโย่วหลันเบื่อที่จะไปสนใจชายหญิงคู่นี้ แล้วหันหลังกลับไปสำรวจดูบรรยากาศโดยรอบ
นึกย้อนไปเมื่อหนึ่งปีก่อน เป็่เวลา่กลางวันที่ทำให้เขาทั้งอับอายและเ็ปจนแทบจะขาดใจ
ในขณะที่เขายืนอยู่หน้าประตูป้อมยามทางเข้ามหาวิทยาลัย กำลังดูรายงานข่าวเกี่ยวกับการระบาดของไวรัส
สวีซินหญิงสาวผู้ที่มีใบหน้างดงามและรูปร่างที่อวบอิ่มวิ่งเหยาะ ๆ เข้ามาหาเขา ฉีโย่วหลันมองไปที่แฟนสาวแสนสวยของเขา
“ฉันรอเธอนานแล้วนะ” ฉีโย่วหลันฝืนยิ้มอย่างไม่เต็มใจ ก่อนจะเอื้อมมือออกไปคิดจะจับมือของสวีซิน
ทว่าสวีซินกลับถอยหลังไปเล็กน้อย เพื่อหลบเลี่ยงเขา
“โยวหรัน ฉันมีเื่อยากคุยกับนายพอดี”
“เธอพูดมาสิ” ฉีโย่วหลันดึงมือของตัวเองกลับไปด้วยความกระอักกระอ่วนใจและพอที่จะคาดเดาเหตุการณ์ได้บ้างแล้ว
“ฉันบอกเื่ของเรากับแม่ของฉันแล้ว เหตุผลของแม่ฉันก็คือ นายเป็คนหนานเจียง ส่วนฉันเป็คนเยี่ยนจิง ระยะทางมันห่างกันไกลเกินไป เกรงว่าจะไม่เหมาะสมกันสักเท่าไหร่” สวีซินบีบจับชายเสื้อของตัวเองแน่น
“อืม ฉันก็รู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ หรือไม่ พวกเราเลิกกันเถอะ” แม้ว่าภายในใจจะพอเตรียมใจไว้บ้างแล้ว แต่ฉีโย่วหลันก็รู้สึกเ็ปมากเช่นกัน พยายามกลั้นน้ำตาและความโกรธเอาไว้
“นายก็คิดแบบนี้เหมือนกันใช่ไหม? อย่างนั้นก็ดีเลย ฉันยังกลัวอยู่ว่าจะเป็การทำร้ายนายรึเปล่า ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้นายได้พบเจอคนที่สามารถอยู่เคียงข้างนายเร็วๆ ก็แล้วกัน” สวีซินรู้สึกโล่งใจเหมือนได้ยกูเาออกจากอก แล้วลอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ
ในขณะนั้นเอง ที่ริมฟุตบาทซึ่งอยู่ไม่ไกลออกไป ก็มีเสียงแสบหูของใครบางคนดังขึ้น “สวีซิน! เธอมัวชักช้าอะไรอยู่? ยังไม่รีบไปอีก!”
สวีซินรีบหันกลับไปหาคนที่รออยู่ริมฟุตบาท แล้วส่งยิ้มหวานไปให้ “จะเสร็จแล้ว กำลังไป รอฉันอีกเดี๋ยวนะ”
ฉีโย่วหลันพยายามกลั้นอารมณ์โกรธของตัวเอง แล้วหรี่ตามองไปยังอีกฝั่ง เขารู้จักคนคนนั้น มันชื่อว่าหม่าจวิ้นเซิง
สวีซินเคยบอกว่าเขาเป็เพื่อนที่หมู่บ้านเดียวกันกับเธอ แต่พอฟังเขาพูดภาษาจีนกลางสำเนียงฮ่องกงไต้หวันแล้ว ดูยังไงก็ไม่เหมือนเพื่อนที่มาจากหมู่บ้านเดียวกัน
“เธอมีธุระก็ไปก่อนเลย” คำที่ฉีโย่วหลันพูดออกมาแทบจะเค้นออกมาจากไรฟัน
“อืม อย่างนั้นฉันไปก่อนนะ นายก็ดูแลตัวเองด้วย” พูดจบ ก็หมุนตัววิ่งเหยาะ ๆ ไปหาหม่าจวิ้นเซิงทันที
หม่าจวิ้นเซิงเหลือบมองมาที่ฉีโย่วหลันด้วยสายตาที่ดูถูกดูแคลน ก่อนจะเปิดประตูรถสปอร์ต
สื่อความหมายว่าให้สวีซินขึ้นไปบนรถ พลางบ่นกับเธอว่า “ยัยร่าน เคยบอกกับเธอกี่ครั้งแล้ว เวลาคุยกับผีขี้โรคอย่างนั้นให้สวมผ้าปิดจมูกด้วย!”
พลางตบที่บั้นท้ายของสวีซินตามใจชอบเบาๆ แล้วปิดประตูรถ ก่อนจะเดินอ้อมไปประตูอีกฝั่ง
หม่าจวิ้นเซิงจ้องมองไปที่ฉีโย่วหลัน แล้ววางมือแตะที่จมูกแสร้งทำเป็สูดดม จากนั้นก็แสยะยิ้ม ก่อนจะขึ้นรถและจากไป
ฉีโย่วหลันมองดูรถสปอร์ตที่ขับออกไปแบบไม่ทิ้งฝุ่น ได้แต่ยืนแน่นิ่งไม่เคลื่อนไหวอยู่นาน เขาอยากจะตายตอนนี้ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย
แต่ภายในใจเขายังมีบุคคลที่ยังห่วงหาอยู่ตลอดเวลา พ่อของเขาหายไปไหน?
ถ้าพ่อไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองจินตนาการขึ้นมา ถ้าอย่างนั้นก็ต้องมีความลับที่สำคัญมาก ๆ เขาต้องหาสาเหตุให้เจอ ต้องหาพ่อที่เป็ที่พึ่งพาของกันและกันให้เจอ
เขายังตายไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำร้ายจิตใจเขาอย่างต่อเนื่องทุกข์ทรมานยิ่งกว่าความตาย เ็ปรวดร้าวแทบขาดใจ ก็คือภาพมือของหม่าจวิ้นเซิงที่ตบบั้นท้ายของสวีซิน มันยังคงวนเวียนอยู่ภายในห้วงความคิด
เขาแทบอยากตามไปฆ่าสุนัขสองตัวนี้ให้สิ้นซาก แต่เขาทำไม่ได้และเขาก็ไม่มีความสามารถพอที่จะทำด้วย
หม่าจวิ้นเซิงมีรถสปอร์ต สำเนียงฮ่องกงไต้หวัน ส่วนตัวเขาแค่นั่งรถสาธารณะยังต้องวางแผนเส้นทางการเดินทาง
เขารู้สึกว่าการที่ตัวเองยังยืนอยู่ตรงนี้เป็เื่ที่ตลกที่สุดในโลก เขาอยากร้องไห้
แต่เขาร้องไม่ได้ ลูกผู้ชายมีน้ำตาแต่ไม่ไหลออกมาง่าย ๆ ไม่สมควรเสียน้ำตาให้กับผู้หญิงขยะไร้ค่าแบบนั้น
เขาควรทำอย่างไร? พยายามเฮือกสุดท้ายเพื่อรอพ่อกลับมา?
เขาจะทำอะไรได้อีก? คนอื่นเขาเป็หนุ่มหล่อ สาวงาม มีเงินทอง มีอำนาจ
แต่เขาล่ะ? เป็แค่หนอนน่าสงสารที่ทั้งป่วยทั้งสิ้นหวัง!
อาจารย์และนักศึกษาที่เดินผ่านไปมาเห็นฉากนี้ ต่างก็วิจารณ์กัน
“ฉันพูดกับนายอยู่!” หม่าจวิ้นเซิงตะคอกเรียกด้วยอารมณ์โมโห เสียงะโทำให้ฉีโย่วหลันเรียกสติกลับมา
เสียง “แกร๊ก” ปืนพกสั้นตำรวจแตะบนหัวของฉีโย่วหลันแล้ว
กลุ่มคนที่ตามหลังมาลอบถอนหายใจ การปืนในจีนนั้นค่อนข้างเข้มงวด ไม่รู้ว่าคนคนนี้ไปเอาปืนมาจากไหน
ฉีโย่วหลันชะงักกึก ค่อย ๆ หมุนตัวกลับมา เค้นคำพูดออกมาจากไรฟัน
“หม่า จวิ้น เซิง!”
ตงฟางไป๋ที่อยู่ไม่ไกลออกไปรีบก้าวไปข้างหน้าเตรียมลงมือ
“แกร๊ก” “แกร๊ก” เสียงปลดสไลด์เพื่อขึ้นลำปืนดังต่อเนื่องกัน ชายหนุ่ม ๆ หลายคนที่ติดตามหม่าจวิ้นเซิงมีปืนกันทุกคนและพากันชี้ปืนไปทางกลุ่มคน
เวลานี้ฉีโย่วหลันพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมคนร้อยกว่าคนที่อยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ตนี้ถึงยังมีชีวิตรอด
ในซูเปอร์มาร์เก็ตมีอาหารมากมาย เสบียงเพียงพอต่อการใช้ชีวิต อีกทั้งยังมีปืนที่สามารถเข่นฆ่าสัตว์กลายพันธุ์ได้ มีทรัพยากรที่ทำให้รอดชีวิตมาได้จริง ๆ
“พวกนายเอาปืนมาจากไหน?” ตงฟางไป๋ถามด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียว
เมื่อได้ยินดาวมหาวิทยาลัยเอ่ยถาม หม่าจวิ้นเซิงก็ตอบด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ “สถานีตำรวจไม่มีคนแล้ว เลยเข้าไปเก็บมา สาวสวย อยู่กับพี่ไหม เดี๋ยวพี่จะคอยปกป้องเธอเอง”
หม่าจวิ้นเซิง ทายาทมหาเศรษฐีไร้ยางอาย เข้าออกมหาลัยบ่อยครั้งและชอบทำร้ายนักศึกษาหญิง แน่นอนว่าดาวมหาวิทยาลัยก็เป็สิ่งที่เขาอยากจะได้มานานเช่นกัน
“เอาปืนนายออกไป!นายมีปืนที่ปกป้องคนอีกมากมายได้ ทำไมต้องเอามาฆ่ากันเอง นายคิดว่าที่ตายไปยังไม่พอเหรอ?” ตงฟางไป๋โกรธจัด
ถ้าไม่ใช่เพราะฉีโย่วหลันมีปืนชี้อยู่ที่หัว เธอคงส่งะเิอากาศไปให้หม่าจวิ้นเซิงแล้ว
ฉีโย่วหลันโบกมือไปทางตงฟางไป๋ น้ำเสียงสงบเรียบนิ่ง “คนที่อยากให้ฉันตาย มีเยอะแยะ นายคิดว่าตัวเองเป็ใคร?”
หม่าจวิ้นเซิงอยากลั่นไกยิงเขาให้ตายไปเลย ยิ่งพอนึกได้ว่าของเล่นของตัวเองเป็สินค้ามือสองรองจากคนอื่น เขายิ่งรู้สึกเกลียด
แต่มีคนอยู่ในที่เกิดเหตุเยอะแยะขนาดนี้ ถ้าหากระบบรัฐบาลยังทำงานอยู่ โทษของการฆ่าคนคือเข้าคุกหรือไม่ก็โดนปะาชีวิต
หม่าจวิ้นเซิงครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะวางปืนลง แล้วพูดด้วยความประสงค์ร้าย “เพื่อนที่มาใหม่ทุกคน พื้นที่ในซูเปอร์มาร์เก็ตตรงนี้เป็ของพวกเรา พี่น้องของพวกเราได้ปกป้องรักษาที่นี่มาตลอด ที่นี่มีอาหารมากมาย อาจยืดชีวิตได้อีกสามปีห้าปี ทุกคนอยากอยู่ต่อไหม?”
คำพูดนี้ทำให้คนที่เพิ่งมาใหม่ชะงักอึ้ง จากนั้นมองไปที่ปืนของพวกเขา ก็พอเข้าใจความหมาย
ทุกคนต่างพูดเสียงดังเอะอะโวยวายกันขึ้นมา
“ใช่ พวกเราอยากอยู่ต่อ”
“พี่ชาย ที่นี่มีอาหารเยอะแยะขนาดนี้ คงมีเพียงพอสำหรับพวกเรา”
หม่าจวิ้นเซิงโบกปืนที่อยู่ในมือ “พอๆ อย่าเพิ่งโวยวาย จะอยู่ที่นี่ต่อก็ได้ แต่ฉันไม่ค่อยถูกชะตากับเ้าเด็กนี่สักเท่าไหร่ ไม่อยากปกป้องมัน ไม่อย่างนั้นพวกนายอยู่ต่อ แล้วให้มันไป หรือไม่ก็พวกนายไปพร้อมกับมันเสียเลย”
ทุกคนที่ได้ยินแบบนี้ต่างก็ชะงักงัน ตงฟางไป๋ก็ใเช่นกัน คิดไม่ถึงว่าทายาทเศรษฐีอย่างหม่าจวิ้นเซิงจะมีความคิดที่แย่ได้ขนาดนี้
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มวัยรุ่นที่ยกปืนขึ้นอีกครั้ง ทุกคนต่างมองหน้ากันอย่างเลิ่กลั่ก
ในหนึ่งปีที่ผ่านมาฉีโย่วหลันพยายามอย่างเต็มที่ในการเฝ้าเวรยามตอนกลางคืน และทำทุกอย่างสุดความสามารถเพื่อทีม ทุกคนเองก็มองเห็น
แต่ตอนนี้อีกฝ่ายเสนอเงื่อนไขนี้มาให้ อีกทั้งในมือของพวกเขาก็มีปืน ทุกคนจึงรู้สึกอึดอัดใจ
ที่นี่มีอาหารที่มากพอ และมีปืนที่ใช้ป้องกันได้ ไม่ว่าใครต่างก็อยากอยู่ที่นี่ต่อ
แต่ทุกคนต่างก็พูดไม่ออกว่าจะให้ฉีโย่วหลันออกไปจากที่นี่เพียงลำพัง เขาเป็แค่คนขี้โรคคนหนึ่ง เดินออกไปคนเดียวตอนนี้ มีเปอร์เซ็นต์สูงที่จะเดินเข้าไปหาความตาย
ส่วนเื่ที่ว่าให้พวกเขาไปกับฉีโย่วหลันนั้นยิ่งไม่ต้องคิดเลย
ฉีโย่วหลันข่มกลั้นความโมโหเอาไว้ ยิ่งมองดูสีหน้าที่ลำบากใจของทุกคน เขาก็ยิ่งเข้าใจอะไรมากขึ้น
“ทุกคน ไม่ต้องลำบากใจกัน ฉันไปเอง!” ฉีโย่วหลันหันหลังเพื่อจากไป
ตงฟางไป๋รีบคว้ามือของเขาไว้ “ฉันจะไปกับนาย!”
หม่าจวิ้นเซิงเริ่มลนลาน สาวสวยที่ชื่อตงฟางไป๋คนนี้สวยกว่าสวีซินตั้งเยอะ เขาจะยอมปล่อยดาวมหาลัยสุดสวยนี้ไปได้ยังไง
“คนสวย เธอไม่ต้องไป ออกไปก็เท่ากับไปหาความตายเธอรู้ไหม? ฉันมีปืน ปกป้องเธอได้”
เวลานี้กลายเป็สวีซินที่ลนลาน หากดาวมหาลัยอยู่ที่นี่ต่อ ต่อไปเธอยังจะมีตำแหน่งอะไรได้อีก หม่าจวิ้นเซิงเป็คนยังไง เธอรู้ดีที่สุด
“เธอเก่งกล้ามาจากไหน? หาเื่ตายรึไง!” สวีซินไม่ใช่คนโง่ รู้จักสังเกตสีหน้าท่าทางคนและรู้จักแล่นเรือไปตามลม
แต่ตงฟางไป๋ไม่ได้มีความคิดที่เหลี่ยมจัดขนาดนั้น แล้วมองดูใบหน้าที่โบกด้วยเครื่องสำอางหนาเตอะ พูดด้วยน้ำเสียงเชิงดูถูก “ฉันเป็แฟนปัจจุบันของเขา!”
ทันทีที่คำพูดออกจากปาก ทุกคนต่างก็ส่งเสียงฮือฮา
ส่วนใหญ่ทุกคนต่างก็รู้จักตงฟางไป๋ แล้วทุกคนก็รู้จักฉีโย่วหลันด้วยเช่นกัน แต่ทั้งสองคนนี้เป็แฟนกันอย่างนั้นเหรอ?
ความโกรธของหม่าจวิ้นเซิงพลุ่งพล่านเสียจนดวงตาแทบจะลุกเป็ไฟ
ไม่ว่าจะเป็เื่จริงหรือเท็จ ทำไมไอ้ขี้โรคนี่ถึงได้มีวาสนาทำให้คนมาชื่นชอบได้?
ได้แต่ชี้ปืนไปหาฉีโย่วหลันโกรธจนพูดอะไรไม่ออกเป็เวลานาน
ฉีโย่วหลันได้ยินคำพูดนี้ก็ตะลึงไปเช่นกัน แต่เขารู้แก่ใจดี เป็เพราะตงฟางไป๋กำลังปกป้องเขา
ปกป้องตัวเขาและปกป้องเกียรติของเขาด้วย
เขาจับไปที่มือเรียวเล็กของตงฟางไป๋ หมุนตัวพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “เราไปกันเถอะ”
ั้แ่ต้นจนจบไม่ได้เหลือบมองสวีซินแม้แต่นิดเดียว
สวีซินเผยรอยยิ้มเยาะเย้ยที่มุมปาก สมองกลวงทั้งคู่ สุดท้ายก็ต้องกินของเหลือที่ฉันทิ้งไปแล้ว
พวกแกสองคนไปเมื่อไหร่ คุณชายหม่าก็จะต้องปกป้องฉันเหมือนเดิม
ถ้าพวกแกไม่ไป เกิดวันไหนสัตว์กลายพันธุ์เข้ามา ฉันอาจจะต้องกลายเป็เหยื่อล่อของพวกมันแน่ ๆ
โยวหรัน อย่าโทษฉันเลยนะ คนที่ไม่รักตัวเอง ต้องถูกฟ้าดินประหัตปะา
ตงฟางไป๋จับมือฉีโย่วหลัน แล้วกวาดสายตาที่ลึกล้ำมองไปยังคนกลุ่มนั้น
ในหนึ่งปีกว่าที่ผ่านมา ทั้งสามสิบกว่าคนได้รับการปกป้องและช่วยเหลือจากเธอไปไม่น้อย
เพราะเธอจะคอยนำทางอยู่ด้านหน้าตลอด ทั้งยังได้ช่วยเหลือชีวิตผู้คนไปตั้งมากมาย
แต่ทั้งสามสิบกว่าคนที่ยืนอยู่ต่างก็ก้มหน้าลงไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับตงฟางไป๋
ดูเหมือนจะรู้สึกละอายใจอยู่บ้างเล็กน้อย หรือไม่ก็รู้สึกมีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น
ไม่มีใครก้าวออกมาพูดอะไร และก็ไม่มีใครอยากตามพวกเขาไป
ทุกคนเลือกที่จะเงียบ เลือกที่จะให้ทั้งสองคนจากไปเพื่อแลกกับโอกาสที่ตัวเองจะได้อยู่ต่อ
ความเห็นแก่ตัว ความอัปยศ ที่เป็ธรรมชาติของมนุษย์ได้แสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน
ตงฟางไป๋รู้สึกโกรธจนขอบตาแดงก่ำ สุดท้ายพยักหน้าราวกับเข้าใจทุกอย่างอย่างกระจ่างแจ้ง
ก่อนจะหันหลังแล้วดึงมือของฉีโย่วหลัน และก้าวเท้าเดินเข้าไปในความมืดมิดของชั้นหนึ่งด้วยกัน
หม่าจวิ้นเซิงตามไปถึงทางลงบันไดอย่างลุกลี้ลุกลน ก่อนจะะโเรียกเสียงดัง “คนสวยอย่าเพิ่งไปสิ ฉันไม่ได้ให้เธอไปนะ!”
ตงฟางไป๋ที่เดินอยู่ในความมืดสบถออกมาหนึ่งประโยค “ไสหัวไป!”