“น่าตลกดีเหมือนกันนะคะ…”
เสียงเธอสั่นไหวเล็กน้อยแต่พยายามกดมันไว้
“ทำไมโลกถึงได้เหวี่ยงเราให้กลับมาพบกัน…ในวันและเวลาที่ผิด”
เธอหันมามองเขา—เชาว์ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆเธอ แววตาเขายังเหมือนเดิมเหมือนในวันวานที่เธอเคยยื่นคำสัญญาให้
“เชาว์ฉันไม่อาจทำตามสัญญานั้นได้อีกแล้ว…”
เสียงเธอเบาแต่หนักแน่น
“ฉันไม่คู่ควรกับคุณอีกแล้วลืมคำสัญญานั่นไปซะเถอะ”
เธอผุดลุกขึ้น ราวกับไม่้าให้เขาเห็นน้ำตาที่กำลังจะไหลซึมอยู่ใต้เปลือกตา
ก้าวเท้าจะเดินหนีทิ้งเขาไว้ในความมืดและคำสัญญาที่ถูกลืม…
แต่เสียงของเขาหยุดเธอไว้
“แต่ผมจะรอคุณ”
เสียงนั้นไม่ดังแต่หนักแน่นจนความเงียบต้องถอยห่าง
“ไม่ว่าจะนานแค่ไหน…ผมก็จะรอ”
เธอหยุดชะงักหลังได้ยินคำพูดนั้น
“หากหยางอวี้เหอไม่้าคุณแล้ว…”
เชาว์รีบผุดลุกขึ้นพร้อมกับก้าวเข้ามาใกล้มือกำแน่น เสียงเขาแน่วแน่กว่าครั้งใด
“งั้น…ขอให้ผมเป็คนที่ดูแลคุณแทนเขาได้ไหม”
เธอไม่หันกลับไปมองเขาดวงตาเริ่มพร่าเลือนจนมองอะไรไม่ชัด
หัวใจเต้นแรงเสียจนเหมือนจะหลุดออกมา
เขายังคงยืนอยู่ตรงนั้นรอคอยคำตอบแม้จะรู้ว่าเธออาจจะไม่พูดอะไรเลยก็ตาม
สุดท้ายเธอเอ่ยออกมาด้วยเสียงที่เบาราวกับลมหายใจ
“คุณมันโง่…”
เธอหันหลังพร้อมกับก้าวต่อไปโดยไม่หันหลังกลับ
น้ำตาที่กลั้นเอาไว้ค่อยๆไหลพรั่งพรูลงมาราวกับความเสียใจนั้นถูกระบายผ่านหยดน้ำใสๆ
บางครั้ง…คนที่เรารักอาจไม่ใช่คนที่โลกส่งมาในเวลาที่พอดี
และความกล้าหาญที่สุด…อาจไม่ใช่การได้รัก
แต่คือการยืนอยู่ตรงนั้นโดยไม่หวังว่าจะได้อะไรกลับคืนมาเลย
เช้าวันต่อมา…...
แสงแดดอ่อนๆสาดส่องผ่านม่านไม้ไผ่ที่ลู่ตามแรงลมยามเช้าเสียงนกกระจิบส่งเสียงร้องดังเจี้ยวจ้าวประสานเสียงราวกับกำลังร้องรำอยู่ในสวน
สาวใช้สองคนรีบเดินผ่านลานหินพร้อมยกกระเป๋าเดินทางของซ่งเฟยเหรินขึ้นไปไว้ท้ายรถคันใหญ่คันเดียวกับของผู้บัญชาการหยางอวี้เหอซึ่งกำลังเตรียมออกเดินทางสู่เมืองฟู่เถา
ซ่งเฟยเหรินก้าวออกมาจากประตูเรือนมองไปรอบ ๆ ด้วยแววตาเหมือนคนที่กำลังตามหาอะไรบางอย่าง
“คุณนายมองหาใครกันคะ?” สาวใช้คนหนึ่งถามขึ้นขณะเดินสวนมา
ซ่งเฟยเหรินหันไปทันที
“หากเป็ท่านผู้บัญชาการท่านไปรอคุณนายที่รถแล้วค่ะ”
เธอพยักหน้าเบาๆ แต่ยังไม่ก้าวไป
“งั้นเหรอ แล้วเอ่อ.....”
สาวใช้ยิ้มบางๆ เหมือนเข้าใจสิ่งที่เธอไม่กล้าพูดให้จบ
“คุณปีเตอร์เชาว์ เหรอคะ?”
ซ่งเฟยเหรินพยักหน้าในทันทีดวงตาเริ่มมีแววไม่มั่นคง
“เธอออกจากที่นี่ไปั้แ่เช้ามืดแล้วค่ะ”
สาวใช้ตอบเรียบๆ
“อ้อ จริงสิคะเธอฝากนี่ไว้ให้กับคุณนายด้วย”
มือเล็กยื่นจดหมายฉบับหนึ่งในซองกระดาษสีงาช้างหัวใจของซ่งเฟยเหรินเต้นแรงอย่างห้ามไม่อยู่
เธอรับจดหมายนั้นไว้เบาๆ ก่อนจะเดินมาหยุดอยู่ใต้ต้นหลิวต้นเดิมที่เธอกับเขานั่งคุยกันเมื่อคืนนี้
มือเรียวเปิดซองจดหมายออกอย่างระมัดระวัง
กลิ่นหมึกและกลิ่นกระดาษสะอาดๆ ของต่างชาติยังไม่ทันจาง
ตัวอักษรภายในเขียนด้วยลายมือที่เป็ระเบียบ
......................................................
“ถึงคุณซ่งเฟยเหริน”
บางทีสิ่งที่ตลกกว่าการได้พบกันในเวลาที่ผิด…
ก็คือการต้องจากกันโดยที่ยังไม่ได้พูดคำไหนให้ทัน
ผมไม่โทษคุณที่ลืมคำสัญญา
เพราะผมก็รู้ดีว่าคุณผ่านอะไรมากเกินกว่าคำสัญญาจะรับไหว
แค่คุณยังยิ้มได้ในตอนเช้า
ยังกล้าสบตาผู้คน
ยังคงมีความสุขกับทุกวินาที่เปลี่ยนผ่าน
สำหรับผมนั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขที่สุดแล้ว
และหากวันใดที่คุณหมดแรงจะยืน
ให้รู้ไว้ว่าจะมีคนหนึ่งคนบนโลกนี้ที่พร้อมจะยืนอยู่ข้างหลังคุณ
แม้คุณจะไม่หันกลับมาเลยก็ตาม
— ปีเตอร์เชาว์
..........................................
หยดน้ำตาหนึ่งหยด…ร่วงลงกระทบมุมกระดาษ
เธอรีบยกหลังมือขึ้นเช็ดน้ำตาพร้อมกับซ่อนความะเืใจไว้ภายใน
เธอกำจดหมายฉบับนั้นไว้แน่นราวกับมันคือสิ่งสุดท้ายที่ยึดโยงหัวใจของเธอไว้ไม่ให้แตกสลาย
และในวินาทีนั้นเอง
เธอได้เข้าใจว่า…ความรักไม่จำเป็ต้องได้
แต่มันอยู่ในทุกคำที่อีกฝ่ายไม่พูดและในทุกการหายไป…ที่เต็มไปด้วยความห่วงใย
⸻
ในโลกที่หมุนไปเรื่อยๆ บางคนก็เลือกจะอยู่กับความเงียบ
และบางความรัก…ก็เลือกจะอยู่ในจดหมายฉบับเดียวตลอดกาลแม้จะไม่ได้อะไรกลับคืนมาเลยก็ตาม