บทที่ 13 ทวงคืนตำแหน่งในครอบครัวที่คุณเสียไป
บนเก้าอี้เหลือขวดเบียร์อยู่ขวดสุดท้ายแล้ว หลินอี้เสวียนกำลังจะใช้ฝ่ามือพิฆาต แต่กลับมีมือมาจับที่ไหล่เขาเสียก่อน เสียงนุ่มนวลของจินซู ดังขึ้นข้างหลังเขา
“ให้ฉัน” หลินอี้เสวียนชะงักไป ทันใดนั้นหญิงสาวที่อ่อนโยน ราวกับไร้เรี่ยวแรงในสายตาของเขา ก็ใช้ท่าทางคล้ายกับหลินอี้เสวียน ฟาดฝ่ามือไปที่ขวดเบียร์ ในชั่วพริบตาขวดเบียร์ก็แยกออกเป็สองส่วน
ส่วนล่างยังคงอยู่บนเก้าอี้ ส่วนบนลอยขึ้นเป็เส้นโค้งสวยงาม ทำเอาผู้คนในลานบ้านต่างตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึง ภาพฉากนี้ในสายตาของหลินอี้เสวียน เหมือนกับภาพสโลว์โมชั่น
ปลอยผมของเธอปัดผ่านใบหน้าของเขา ความงดงามของท้องฟ้ายามเย็นก็ไม่อาจเทียบได้กับท่วงท่าองอาจผ่าเผยของเธอ ขวดตกลงบนพื้นเสียงดัง หลินอี้เสวียนรู้สึกหัวใจเต้นแรงขึ้นมาทันที เขามองเธอด้วยความเคลิบเคลิ้ม
ความประหลาดใจของเธอในครั้งนี้ ทำเอาเขาอ้าปากค้างอย่างลืมตัว ส่วนหลี่คนน้องก็ได้แต่กลืนน้ำลายอึกใหญ่ พี่น้องสองคนต่างก็ตะลึงงันในความเท่ของเธอ แต่ขณะเดียวกันก็อดหวั่นเกรงไม่ได้…
“ที่ท้าทายพี่สะใภ้นั่น เพราะผมยังอ่อนหัดนัก…” หลี่คนน้องรำพึงกับตัวเอง ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจอะไรบางอย่าง ต่อไปนี้จะไปล่วงเกินใครก็แล้ว แต่อย่าได้ล่วงเกินพี่สะใภ้เชียว ผู้หญิงที่สามารถผ่าขวดเบียร์ด้วยมือเปล่าได้เนี่ยนะ มันจะเท่เกินไปแล้ว
แม้ว่าครั้งที่แล้วจะได้เห็นความเก่งกาจของพี่สะใภ้มาแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทรงพลังเท่ากับครั้งนี้ ทุกคนในลานบ้านต่างก็มีสีหน้าประหลาดใจไม่ต่างกัน พวกเขารู้ดีถึงฝีมือของหลินอี้เสวียน แต่การกระทำของอวี้จินซูในครั้งนี้ ทำเอาทุกคนตั้งตัวไม่ทัน
หน้าต่างบ้านหลายบานที่เคยปิดสนิท บัดนี้ถูกแง้มเปิดออกอย่างเงียบเชียบ ศีรษะหลายคนโผล่ออกมาสอดส่อง ทุกใบหน้าล้วนเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“พี่หลินหรือผมจะไปหินก้อนใหญ่มา ให้พี่โชว์ทุบหินบนอกดีครับ ไม่งั้นเกรงว่า ตำแหน่งหัวหน้าครอบครัวของพี่จะสั่นคลอนเอานะ” หลี่ตั๋วพูดแซว หลินอี้เสวียนอยากจะยันเ้าหนูบ้านี่สักที คิดว่าเขาเป็พวกนักแสดงข้างถนนรึไง ทุบหินบนอกเนี่ยนะ ใครเขาทำกัน
“ไม่ต้องหรอก ฉันก็แค่รู้วิชาติดตัวมาบ้าง เล็กน้อยยิ่งกว่าขนหน้าแข้งของพี่หลินที่ผ่านสนามรบมานานหลายปีเสียอีก ถ้าเขาเอาจริงขึ้นมา ฉันรับมือเขาได้แค่สามกระบวนท่าก็เกินตัวแล้ว” หลังจากเล่นสนุกพอแล้ว จินซูก็พูดอย่างถ่อมตัว
วิชาป้องกันตัวนิดหน่อยของเธอน่ะ เอาไว้จัดการพวกหัวขโมยกระจอกกระจอกก็พอไหว แต่ถ้าเจอทหารมืออาชีพที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีล่ะก็แทบจะทำอะไรไม่ได้ด้วยซ้ำ
ตอนที่เจอกันครั้งแรก เธอสังเกตเห็นนะว่าหลินอี้เสวียนน่ะ ออกอาวุธแต่ละท่วงท่า ล้วนแต่ยั้งมือไว้ทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่มีทางยืนอยู่ตรงนี้แบบไม่รู้สึกรู้สาอะไรอย่างนี้หรอก
“พี่สะใภ้ พี่เก่งขนาดนี้ ทำไมไม่สั่งสอนพวกปากเสียพวกนั้นให้เข็ดหลาบไปเลยล่ะ” หลี่ตั๋วมองไปทางบ้านหลังอื่น ๆ ในบริเวณบ้านของตระกูลหลิน พวกคนพวกนี้น่ะตอนนินทาชาวบ้านล่ะขยันกันจัง ตอนนี้กลับหดหัวอยู่ในบ้านเป็เต่ากันหมด ไม่กล้าโผล่หน้ามาเลยสักคน
“ถ้าฉันอยากทำจริง ๆ นะ ทุกบ้านในบริเวณบ้านแห่งนี้ ที่เคยล่วงเกินฉันไว้ คงไม่มีบ้านไหนอยู่กันอย่างสงบสุขแน่ แต่ว่าไม่จำเป็หรอก วิธีการนี่มันมีไว้ใช้กับศัตรู เหมือนผู้บัญชาการหลิน ความสามารถของเขามีไว้ปกป้องประเทศชาติ ไม่ใช่เอาไว้รังแกเพื่อนบ้าน”
คำพูดของจินซู แม้จะเบา แต่กลับเสียดแทงเข้าไปในใจของทุกคนราวกับฟ้าผ่า ชั่วขณะหนึ่งทุกคนต่างเงียบกริบ ความเงียบเพียงไม่กี่วินาที ก่อให้เกิดความคิดมากมายในใจของทุกคน
เธอไม่ได้ลงมือทำร้ายใคร แต่ต่อจากนี้ไปใครก็ตามที่พบเจอเธอจะต้องปฏิบัติต่อเธออย่างนับถือและสุภาพ นี่แหละเสน่ห์ของบุคคลที่ชื่ออวี้จินซู จินซูยกขนมปังอัดแข็งขึ้นมา แล้วทำท่าทางเหมือนกับกำลังยื่นให้หลินอี้เสวียน
“ขนมปังฉันรับไว้แล้วนะ อ้อแล้วก็เศษพวกนี้ที่พื้นอย่าลืมเก็บด้วยล่ะ” หลินอี้เสวียนมองเธอเดินเข้าบ้าน สายตาของเขาดูลึกลับ
“พี่หลิน โดนกระตุ้นเข้าแล้วงั้นสิ” หลี่เส้าถามพี่ชายของเขาเสียงเบา หลี่ตั๋วพยักหน้าเห็นด้วย
“เดาว่าอย่างนั้นแหละ ตั้งใจจะเป็อัศวินขี่ม้าขาวมาเชือดัช่วยเ้าหญิงแท้ ๆ สุดท้ายเ้าหญิงกลับลงมือเอง เหยียบัตายซะงั้น…” หลี่ตั๋วส่ายหัว พี่สะใภ้นี่โหดจริง ๆ หรือว่าจะให้พี่หลินใจสลายตายไปเลยดี
“พวกนายสองคน กวาดพื้นให้เรียบร้อย” หลินอี้เสวียนมองน้องชายทั้งสองด้วยสายตาเ็า ไอ้พวกนี้นินทากันเสียงดังขนาดนี้ คิดว่าเขาไม่ได้ยินรึไง
“ก็พี่สะใภ้บอกให้ลูกพี่กวาดไม่ใช่เหรอ ลูกพี่ไม่กวาดแล้วจะไปไหน” หลี่เส้าทำเสียงน้อยใจ ใครใช้ให้พวกเขาต้องกวาดเศษขวดเบียร์เต็มพื้นแบบนี้ ยากจะกวาดชะมัด
“ยังต้องถามอีกเหรอ ก็ไปตามหาศักดิ์ศรีที่หายไปยังไงล่ะ โอ๊ย!” หลี่ตั๋วเอามือปิดหัว โทษของการปากมาก ก็คือโดนลูกพี่หลินตบหัวนี่แหละ
“เ้าหนูบ้า” หลินอี้เสวียนทิ้งให้ทุกคนเห็นเพียงแผ่นหลังเท่ ๆ แล้วหันหลังเดินเข้าบ้าน ไม่ถึงสามนาทีเขาก็เดินออกมาพร้อมกับอ่าง ในสายตาของทุกคน เขานั่งยอง ๆ ล้างผักด้วยมือข้างเดียว การล้างผักทำอาหารในบ้านนี้ถือเป็งานของผู้หญิง
หลังจากที่หลินอี้เสวียนโชว์พลังด้วยการผ่าขวดเบียร์เสร็จ เขาก็ลงมือทำงานบ้านที่ผู้หญิงเท่านั้นควรทำต่อหน้าทุกคน ในสายตาของคนอื่น การกระทำนี้เป็การประกาศให้คนทั้งลานรู้ว่าภรรยาของเขา คือผู้หญิงคนสำคัญของตระกูลหลินคำพูดของเธอมีน้ำหนัก
ใครก็ตามที่กล้ารังแกเธอจะต้องชั่งน้ำหนักตัวเองดู ว่าพวกเขามีอำนาจพอหรือไม่ และสามารถทนต่อการเอาคืน จากหลินอี้เสวียนได้หรือเปล่า
แต่หลินอี้เสวียนไม่ได้คิดมากขนาดนั้น เขาไม่คิดว่างานบ้านเป็เื่ของผู้หญิง เขาเห็นว่าเธอทำงานหนักมาทั้งวันแล้ว ดังนั้นการที่เขาช่วยทำงานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้เป็เื่ที่ควรทำอยู่แล้ว เขาคิดแค่ว่าเขากำลังช่วยเธองานบ้าน
สมาชิกทุกคนในครอบครัวมีหน้าที่ทำงานบ้าน และหลินอี้เสวียนก็ดูถูกพวกผู้ชายสารเลวในลานที่เอาแต่พูดจาไร้สาระ ไม่ยอมทำงานบ้าน แต่พวกผู้ชายสารเลวเ่าั้ ไม่ได้อยู่ในความคิดของเขานานนัก เขาเอาแต่คิดถึงท่าทางอันสง่างามของเธอตอนที่เธอผ่าขวดเบียร์
ฝ่ามือของเธอที่ผ่าขวดออกมาพร้อมกับท่าทางที่ดูเหมือนผู้หญิงยุคใหม่ หลังการปฏิรูปและเปิดประเทศที่สามารถแบกรับภาระได้ครึ่งหนึ่ง ไม่สิเธอสามารถแบกรับภาระได้มากกว่าครึ่ง...
บางทีเขาอาจจะจดจ่อกับความคิดมากเกินไป จนกระทั่งเขาไม่รู้ตัวว่ามีคนยืนอยู่ข้างหลัง จางสุ่ยหลิงเรียกเขาแต่หลินอี้เซวียนไม่ได้สนใจ เธอจึงต้องะโเรียกเขาอีกครั้งด้วยเสียงที่ดังขึ้น
“พี่หลิน!” หลินอี้เสวียนหันกลับไป เห็นจินซูเดินออกมาหยิบกับข้าวพอดีทั้งสามคนจึงเจอกันเข้า
“สุ่ยหลิง” หลินอี้เสวียนลุกขึ้นยืน แนะนำจินซูให้รู้จัก “นี่ไงน้องสาวคนสนิทของพวกเรา เธอชื่อจางสุ่ยหลิงเรียกเขาว่าสุ่ยหลิงก็ได้ สุ่ยหลิงนี่พี่สะใภ้เธอเสี่ยวเหม่ย”
จางสุ่ยหลิงเม้มริมฝีปากดวงตากลอกไปมามองหลินอี้เสวียนด้วยแววตาตัดพ้อ เมื่อหันมามองจินซูดวงตาก็แดงก่ำคำว่าพี่สาวนั้นช่างเปล่งออกมายากเย็นเหลือเกิน
“เอ่อ... ทานอะไรมาหรือยังคะ” จินซูรู้สึกว่าถ้าไม่พูดอะไรบ้างคงจะแปลก ๆ สถานการณ์ตรงหน้า เหมือนกับฉากรักสามเส้าในละครไม่มีผิด เพื่อนสมัยเด็กที่ไม่ได้เจอกันนาน บัดนี้ได้กลับมาพบกันอีกครั้งฝ่ายหญิงมีเื่อยากจะพูดแต่ก็พูดไม่ออก น้ำตาก็ไหลรินออกมาเสียก่อน
ส่วนฝ่ายชายนั้นมือก็ถือมะเขือยาวหน้าตาเฉย บนใบหน้าหล่อเหลานั้นเต็มไปด้วยความใสซื่อบริสุทธิ์ของผู้ชายที่ไร้เดียงสา จินซูรู้สึกว่าตัวเองยืนอยู่ตรงนี้มันช่างเกะกะเกือบกีดขวางทางเดิน หรือว่า... เธอควรจะไปดี
“ทำไมเธอไม่ไปอยู่ที่ทำงานล่ะ ไหนว่าไม่ใช่วันหยุด ไม่ใช่วันเทศกาล กลับมาทำไม” หลินอี้เสวียนถามจางสุ่ยหลิง
“ฉันจะกลับมาดูว่าพี่ตายหรือยัง! จางสุ่ยหลิงกระทืบเท้าอย่างแรง น้ำตารื้นขึ้นมา ก่อนจะลากกระเป๋าออกไป หลินอี้เสวียนทำหน้าเหรอหรา หันไปถามจินซู
“เธอเป็อะไรของเธอ” จินซูกลอกตา เอ่อ... ราวกับได้ยินเสียงหัวใจบริสุทธิ์ของหญิงสาวแตกสลาย หลินอี้เสวียนไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้ยอมสละอะไรเพื่อเขา แต่อวี้จินซูรู้
“นายไม่ได้เจอเธอนานแล้ว ทำไมไม่ลองไปคุยกับเธอล่ะ” อวี้จินซูเอ่ยแนะอย่างสุภาพ
“ผมจะไปคุยอะไรกับเธอ ผักก็ยังล้างไม่เสร็จเดี๋ยวผมทำอะไรให้กิน เอาเมนูเด็ดประจำหน่วยเราเลย ผัดกะหล่ำปลีใส่ไส้เดือน!”
“...” จะวางยาพิษเธอแล้วไปครองคู่กับจางสุ่ยหลิงงั้นสินะ