ฉันเป็นป้าของนางเอก

    32. ข้ายังคงรอท่านเช่นกัน

    หญิงสาวใบหน้าซีดเซียว ริมฝีปากแห้งกรัง นัยน์ตาของนางร้อนผ่าว แม้เจ็บปวดนางไม่แม้แต่จะส่งเสียงร้องออกมา ผิวกายของนางร้อนจัด แค่เพียงสัมผัสเล็กน้อยก็ทำเอาเจ็บปวดไปทั่วสรรพางค์กาย



    นี่เป็นครั้งที่สองที่นางล้มป่วยหลังทำงานหนัก หญิงสาวผู้ไม่เคยหยิบจับงานใดมาก่อน ตอนนี้มือของนางมีแต่แผลพุพองจากการจับเคียวเกี่ยวข้าว



    สามีของนางทำงานอยู่ในเมืองต้าหลาง มันไม่ได้ไกลมากนักเมื่อเทียบกับตัวเมืองของที่นี่ เขาทั้งทำงานและศึกษาตำราเพื่อจะใช้ในการสอบครั้งสำคัญในรอบ 3 ปี เขาจึงไม่ได้กลับบ้านมาสักพัก



    เมื่อเขาไม่อยู่ก็ขาดแรงงานสำคัญไป ทั้งพ่อสามีก็นอนป่วยอยู่ ทั้งบ้านหลวนตอนนี้มีเพียงสตรีเท่านั้น หลังจากแทบไม่มีข้าวตกถึงท้องหลายวัน มีเพียงโจ๊กใส ๆ และผักดองแห้ง ๆ หญิงสาวจึงยอมลุกขึ้นมาทำงานที่ไม่เคยทำมาก่อน



    ในขณะที่แม่สามีของนางนำเงินที่บุตรชายส่งมาให้ที่บ้านไปทั้งหมด แม่สามีไม่ได้ซื้อสิ่งของเข้าบ้าน หรือให้น้องสามีเอาไปผลาญหมด แต่รู้ตัวอีกทีตำลึงก้อนนั้นก็ไม่เหลืออยู่แล้ว



    ในครั้งนี้หญิงสาวนอนล้มป่วยได้อยู่หลายวัน แต่ก็ไม่มีใครนำข้าวมาให้สักถ้วย แม้กระทั่งน้ำดื่มก็ไม่มี นางจึงพยายามพยุงตัวเองขึ้นแต่ก็มีเสียงดังหน้าประตูเสียก่อน



    “แม่ จะปล่อยให้มันตายไม่ได้นะ อีกสามวันถ้าพี่ใหญ่มาเห็นมันในสภาพนี้เราจะไม่แย่รึ นังหลินเว่ยเว่ยนั่นลับหลังพี่ใหญ่กลับดูถูกเรา แต่ต่อหน้ากลับไม่พูดว่าร้ายเราสักคำ นางต้องวางแผนทำอะไรแน่ ๆ ” เสียงแหลม ๆ ของเด็กสาววัยแรกแย้มกระทบเข้าโสตประสาทของสตรีที่นอนป่วยอยู่บนเตียง



    หญิงสาวยิ้มเย้ยโชคชะตา อีกไม่นานสองแม่ลูกก็คงนำยา และอาหารมาให้นาง ภายในสามวัน นางก็คงดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นความจริงทุกอย่าง สองแม่ลูกนำยา และอาหารมาส่งทุกมื้อไม่ขาดไม่เกิน จนร่างกายรู้สึกดีขึ้น



    “มันจะช่วยอันใดได้ ถ้าข้าบอกเขาไป ที่พวกเจ้าสองแม่ลูกทำไปก็ไร้ประโยชน์” หลินเว่ยเว่ยพูดออกมาขณะที่หลวนซีฉาน น้องสาวของสามีนำยาต้มมาให้



    “นี่เจ้า!! แม่ข้าอุตส่าห์ให้ข้านำยามาให้ แต่เจ้าพูดถึงพวกเราแบบนี้ได้อย่างไร” เด็กสาวลุกขึ้นอย่าโมโห



    ดวงหน้าซีดเซียวกระตุกยิ้มมุมปาก “ครั้งนี้ข้าจะยอมให้เจ้าเป่าหูซีห่าวเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากนั้น…” หลินซีฉานได้ฟังก็หน้าซีด นางมองหลินเว่ยเว่ยอย่างตกใจและวิ่งออกไป



    ...



    หลินเว่ยเว่ยล้มป่วยอีกครั้งหลังจากสามีของนางกลับไปได้สักพัก ในครั้งนี้ไม่ได้อยู่ในการควบคุมของนาง หลินเว่ยเว่ยพยายามลุกขึ้นแต่ก็ไม่สำเร็จ นางล้มลงไปอย่างอนาถ หญิงสาวรู้สึกเหมือนว่าบ้านหลังนี้หมุนได้ นางทำได้เพียงนอนพักอยู่บนเตียงเท่านั้น



    ใบหน้างดงามชวนมองในยามนี้ซีดราวกับกระดาษ แม่สามีก็พูดเพียงว่า ไม่มีเงินจ่ายค่าหมอ ลำพังค่าใช้จ่ายกับพ่อสามีก็ไม่เพียงพอ คงเจียดมาให้นางไม่ได้



    ในตอนเช้าที่ลืมตาอย่างอยากลำบาก เสียงโวยวายของนางป๋ายดังไปทั่วบ้าน หญิงสาวจับใจความได้ว่า พ่อสามีอาการทรุดลง และหลวนซีห่าวไม่ได้ส่งเงินมาให้นางอีก เพราะก่อนกลับเขาได้มอบให้มากเพียงพอแล้ว



    เสียงเดินกระทืบเท้ากำลังมาทางห้องของนาง หลินเว่ยเว่ยเตรียมใจไว้แล้วที่ต้องกระทบกระทั่งกับป๋ายหยา และหลวนซีฉาน



    “มีอันใดอีก คราวที่แล้วก็ที่ดินของบ้านข้า คราวนี้เจ้าจะขายอะไร จะขายตัวเจ้าเอง หรือบุตรสาวเจ้า แต่ข้าขอเตือนว่า ตัวเจ้านั้นต่อให้ขายในราคา 10 อีแปะแล้วแถมหัวผักกาด คนซื้อยังคิดแล้วคิดอีก” หลินเว่ยเว่ยพูดจิกกัดป๋ายหยาอย่างเจ็บแสบ



    ป๋ายหยากัดฟันกรอด นังหลินเว่ยเว่ยช่างน่าตายนัก ต่อหน้าหลวนซีห่าวนางก็ไม่พูดอันใด แต่ลับหลังนางกลับดูถูกตนทุกคำ “อย่าให้มันมากนักหลินเว่ยเว่ย อย่างไรข้าก็แม่สามีเจ้า เป็นเจ้าเองไม่ใช่รึที่โง่ขายที่ดินทำเลทองแบบนั้นในราคาแสนถูก”



    “หลวนซีห่าวส่งเงินมาไม่ขาดมือ เจ้าก็อ้างว่าเขาไม่ทำงานไร่ ข้าก็ขายที่ดินที่เป็นสินเดิมนำเงินมามอบให้ที่บ้านแล้ว เจ้าก็ตั้งใจลดอาหารของข้า พอข้าป่วยจากการทำนาแล้วล้มป่วย ก็ไม่นำอาหารยูกยามาให้ข้า คราวนี้จะอ้างอันใดอีก” หลินเว่ยเว่ยมองป๋ายหยาอย่างยียวน



    ป๋ายหยาแม้จะโมโหแต่เมื่อนึกถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น นางก็เชิดหน้าขึ้นมองลูกสะใภ้ถือดีคนนี้ “พ่อสามีของเจ้าป่วยใกล้จะตาย สามีก็กำลังจะไปสอบในเมืองหลวง คราวนี้ถ้าเจ้ายังไม่นำสินเดิมออกมาช่วยเหลือ ต่อไปจะกล้าเรียกตัวเองว่าคนตระกูลหลวนได้อย่างไร”



    เมื่อฟังจบเสียงใส ๆ ก็หัวเราะออกมา “แม้แต่สุนัขก็ยังไม่เชื่อคำพูดนี้เลย ข้าแต่งเข้าตระกูลหลวนมาสามปี ขายที่ทาง ล่าสุดข้าจะต้องขายสินเดิมแล้ว ดี ดียิ่ง”



    “อย่างไรข้าก็เป็นแม่สามี ถ้าข้าต้องการไล่เจ้าออกจากบ้านไป ผู้ใดจะห้ามข้าได้” ป๋ายหยายังคงยิ้มเย้ยหญิงสาวตรงหน้า



    “ได้ แต่ข้าขอปิ่นหยกด้ามนี้ไว้” หลินเว่ยเว่ยกำปิ่นหยกไว้



    สองแม่ลูกพากันขนหีบสินเดิมของหลินเว่ยเว่ยออกมา แม้จะหนักเกินไปสำหรับสตรี แต่พวกนางก็ขนกันหลายรอบ หลินซีฉานนำเครื่องประดับ และพับผ้าออกมาดู ของเหล่านี้เป็นของสตรีบ้านนอกจริง ๆ หรือ



    แต่ตอนนี้มันเป็นของนางแล้ว



    หลินเว่ยเว่ยนอนกอดปิ่นด้ามหยกไว้แน่น มันเป็นสิ่งเดียวที่นางไม่ยอมให้มันไป เพราะปิ่นนี้คือตัวแทนของบิดา เป็นหลักฐานเพียงชิ้นเดียวว่าครั้งหนึ่ง นางเคยสุขสบายมากแค่ไหน



    หลวนซีฉานเหยียดยิ้ม นางมองไปยังปิ่นในมือของหลินเว่ยเว่ย ด้ามมันทำจากเหล็ก ปลายด้ามดัดเป็นรูปกิ่งสน และประดับด้วยหยกเนื้อดี



    “ท่านแม่ ข้าอยากได้ปิ่นนั่น” หลวนซีฉานพูดอย่างเอาแต่ใจ



    หลินเว่ยเว่ยถลึงตาใส่หลวนซีฉานอย่างไม่พอใจ “โลภเหมือนมารดาไม่มีผิด ปิ่นนี้ไม่เหมาะกับเจ้าหรอก มันสูงส่งเกินไป”



    ป๋ายหยาฟังเช่นนั้นก็รีบให้ท้ายบุตรสาว “ไปเอามาสิ”



    หลวนซีฉานพยายามดึงปิ่นจากมือหลินเว่ยเว่ย แม้จะป่วยและอ่อนแรงนางก็สู้สุดแรง หลินเว่ยเว่ยจับฝั่งปลายด้ามไว้ นางจับแน่นไม่ยอมปล่อยจนหลวนซีฉานแปลกใจ แต่เมื่อนางพบว่ามันเริ่มจะพังคามือนาง หญิงสาวก็ยอมปล่อยมือ หลวนซีฉานได้โอกาสก็รีบฉวยใส่อกเสื้อและเดินออกไปทั้งแม่ลูก



    หลินเว่ยเว่ยจากสีหน้าโกรธแค้น แปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาทันใด มีเพียงรอยยิ้มเยือกเย็นบนใบหน้า มือของนางมีรอยบาดที่เกิดจากการยื้อแย่งปิ่นกันหลวนซีฉาน นางเช็ดเลือดบนมืออย่างไม่แยแส และหัวเราะร่าอย่างเบิกบาน



    “เป็นความผิดของบ้านหลวนทั้งหมด เป็นข้าที่ถูกรังแกและโดนเอาเปรียบมาตลอด ข้าตั้งหากที่เป็นผู้บริสุทธิ์”



    หลินเว่ยเว่ยจรดพู่กันบนกระดาษอย่างบรรจง ทั้ง ๆ ที่ป่วยแต่นางใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดไปกับการเขียนข้อความสำคัญ




    ‘ได้โปรดรอข้า และข้ายังคงรอท่านเช่นกัน’

    คล้ายกับเรื่องฉันเป็นป้าของนางเอก ที่คุณอ่าน