“ประมุขน้อย ทำไมท่านไม่บอกกับนายน้อยซุนว่าท่านเป็ใคร”
“ข้ากลัว กลัวว่าต่อให้ข้าบอกเขาว่าข้าเป็ใคร เขาอาจจะจำได้แต่กลับมีข้าแค่คนเดียวที่ดีใจที่ได้กลับมาเจอกันอีก มีแต่ข้าที่คิดว่าเขาพิเศษกว่าใคร”
คำกล่าวของตนเองกับหลี่หย่วนเจ๋อเมื่อคืน ทำให้หลิวมู่เหยียนมองดูคนที่นั่งยองอยู่ข้างกายด้วยสายตาที่ยากจะอธิบายได้ หลิวมู่เหยียนเห็นซุนิฉวนแสดงท่าทางชอบใจที่ได้เล่นกับลูกแมวป่าก็คิดอยากจะซื้อกลับไปให้กับซุนิฉวน
หลิวมู่เหยียนล้วงมือไปในอกเสื้อแต่กลับถูกซุนิฉวนจับข้อมือดึงให้ลุกขึ้น ซุนิฉวนยิ้มเ้าเล่ห์ ส่ายหน้ากล่าวกับคนขายของป่า
“ท่านลุง ลูกแมวตัวเท่านี้เนื้อหนังมีสักเท่าไรกัน ฆ่าเอาหนังก็ยังไม่พอมาทำรองเท้า เลี้ยงไว้ก็สิ้นเปลือง ถ้าท่านขายหนึ่งตำลึง ข้าจะลองคิดดูก่อน แต่ห้าตำลึง ข้าซื้อหมูได้ตั้งครึ่งตัว”
คนขายของป่าอึกอัก ที่ตนเองกล้าบอกราคาถึงห้าตำลึงเพราะมองว่าเด็กหนุ่มสองคนนี้แต่งกายด้วยเสื้อผ้าราคาแพง ซุนิฉวนมีลักษณะของลูกหลานคหบดี ความจริงลูกแมวป่านี้ตั้งใจมอบให้กับลูกค้ารายใหญ่หากใครจับจ่ายของที่ตนนำมาขายมากหน่อยก็จะยกให้เปล่า
“นี่ นี่” คนขายของป่ายังนึกเสียดายเงินห้าตำลึง กล่าว “นี่ นี่” ไปมา ซุนิฉวนทำท่าทางไม่สนใจดึงมือของหลิวมู่เหยียนเดินไปอีกทางหนึ่งในทันที
สายตาของหลิวมู่เหยียนตอนนี้จดจ่ออยู่กับมือเล็กที่จับข้อมือตนเองอยู่ เดินตามแรงดึงอันน้อยนิดที่เพียงสะบัดก็หลุดออกไป โดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง พอทั้งสองเดินห่างออกไปไม่ถึงสิบก้าว คนขายของป่าก็ะโร้องเรียกด้วยความเสียดาย
“เอาล่ะ เอาล่ะ คุณชายน้อย หนึ่งตำลึงก็หนึ่งตำลึง”
ซุนิฉวนทำท่าทางดีใจหันหลังกลับ ดึงหลิวมู่เหยียนกลับไปยังที่เดิม
“ท่านลุง คำพูดกล่าวแล้วไม่อาจคืนคำ นี่หนึ่งตำลึงให้กับท่าน” ซุนิฉวนควักเงินในอกเสื้อมอบให้กับคนขาย หันหน้าไปหาหลิวมู่เหยียน
“ลูกแมวนี้ให้เ้า ดูเ้าท่าทางชอบมันมาก”
หลิวมู่เหยียนก้มตัวลงยกกรงลูกแมวป่ามาถือไว้ ส่ายหน้า
“ข้าต้องเดินทางอยู่เสมอ เลี้ยงเ้านี้ไว้คงไม่ได้ ่เวลาสิบวันก่อนที่ข้าจะออกเดินทาง ข้าจะเลี้ยงมันให้เ้าเป็อย่างไร ข้าจะทำให้มันเชื่องเอง”
ซุนิฉวนเหมือนเพิ่งนึกได้ว่าอีกฝ่ายเป็คนของพรรคทรายทะเล อีกสิบวันก็ต้องคุ้มกันขบวนขนส่งเกลือออกไปแล้ว อีกฝ่ายเดินทางอยู่ไม่เป็ที่หากมีลูกแมวติดไปด้วยก็ไม่เหมาะจริง ๆ แต่เงินก็มอบให้แล้วลูกแมวก็รับมาแล้ว
“เช่นนั้นก็รบกวนเ้าแล้ว”
หลิวมู่เหยียนพยักหน้าเงียบงัน เดินหอบหิ้วกรงลูกแมวป่าติดตามมาด้านหลังของซุนิฉวน ฝ่าฝูงชนที่ออกมาเดินจับจ่าย ไปอีกด้านหนึ่ง
ตลาดค้าทาสยังคงมีบรรยากาศหดหู่ไม่ต่างจากเดิม หวงเหวินพอมองออกว่านายน้อยไม่ชอบมองดูการซื้อขายผู้คนดั่งกับสิ่งของเช่นนี้ จึงมิได้โน้มน้าวให้ซุนิฉวนมาด้วยกัน ที่ด้านหน้าตรอกค้าทาสมีคนเดินสวนไปมาอยู่มาก หวงเหวินต้องคอยสับเท้าหลบเลี่ยงคนอยู่ไปมา พลันรู้สึกที่เอวรู้สึกเหมือนมีคนโอบกอดเอาไว้ หลี่หย่วนเจ๋อขยับเข้าหาหวงเหวินจนลำตัวแนบชิดกัน ใช้มือโอบเอวหวงเหวินเอาไว้ออกแรงที่ฝ่ามือช่วยหวงเหวินเดินได้เร็วขึ้น
ไม่ทราบเพราะว่าตอนบ่ายอากาศร้อนหรือไม่ หวงเหวินใบหูกลับแดงขึ้นทั้งสองข้าง กระทุ้งข้อศอกไปด้านหลังกระแทกอกของหลี่หย่วนเจ๋อ
“หัวหน้าหลี่ ข้าเดินเองได้ ปล่อยมือได้แล้ว”
หลี่หย่วนเจ๋อกลับดื้อดึงขยับตัวแนบชิดยิ่งกว่าเดิม มือไม้เลื้อยไปทั่วแผ่นหลังของหวงเหวินไปมา “โอ้ะ หัวหน้าหวง ไม่ต้องเกรงใจ คนที่ตลาดมีมากเพียงนี้ ท่านคงเดินไม่สะดวกให้ข้าช่วยเถอะนะ”
หวงเหวินที่ใบหูแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม ยกเท้าเหยียบไปที่ปลายเท้าของหลี่หย่วนเจ๋อ แต่ว่าหลี่หย่วนเจ๋อเป็ถึงหัวหน้าหน่วยในพรรคทรายทะเล พอหวงเหวินขยับตัวก็ล่วงรู้ว่าหวงเหวิน้าทำอย่างไร จึงขยับเท้าหลบอย่างรวดเร็ว ร่างกายเอนไปด้านหน้าโอบหวงเหวินด้วยสองมือ
หวงเหวินสะบัดตัวก็ไม่หลุด คนที่ด้านหน้าตรอกทางเข้าก็เบียดเสียดนัก ได้แต่ยอมให้หลี่หย่วนเจ๋อกอดอยู่ที่ด้านหลังเดินฝ่าเข้าไปที่ด้านในอย่างจนปัญญา พอผ่านทางเข้าตรอกมาได้ผู้คนก็เริ่มบางตา พอให้เดินได้อย่างไม่ลำบาก
“หัวหน้าหลี่ ข้าเดินเองได้แล้ว” หลี่หย่วนเจ๋อจำต้องปล่อยมือออกอย่างเสียดาย แต่ว่ายังมีเวลาอีกตั้งกว่าสิบวัน หลี่หย่วนเจ๋อไม่กังวลที่จะไม่มีโอกาสอีก
หวงเหวินกับหลี่หย่วนเจ๋อรู้จักกันมาได้เกือบสามปีแล้ว หวงเหวินมีโอกาสได้ติดตามขบวนเกลือของสกุลซุนเดินทางขนส่งเกลืออยู่หลายครั้ง หลี่หย่วนเจ๋อเป็หัวหน้าหน่วยพรรคทรายทะเล ทั้งสองพัฒนาความสัมพันธ์กันมาได้เรื่อย ๆ จนเมื่อสองปีก่อนหลี่หย่วนเจ๋อได้รับคำสั่งจากประมุขพรรคทรายทะเลให้ไปทำภารกิจอื่น เพราะหวงเหวินมีหน้าตาไม่เลว เวลาออกเดินทางมักดึงดูดหมู่ภมรเข้ามาใกล้อยู่เสมอ หลี่หย่วนเจ๋อเกรงว่าสองปีที่ไม่ได้เจอกันหวงเหวินจะถูกผู้อื่นแย่งไปเสียก่อน หวงเหวินจึงเริ่มต้นไว้หนวดเครายาวเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเป็กังวลใจ
หลี่หย่วนเจ๋อไม่เคยปิดบังพี่น้องในพรรคทรายทะเลถึงความรู้สึกที่ตนเองมีต่อหวงเหวิน ทั้งยังฝากฝังให้พี่น้องในพรรคช่วยกันแมลงภมรให้ออกห่างจากหวงเหวินใน่ที่ตนเองไม่ได้ติดตามขบวนเกลือไปด้วย
หวงเหวินเดินผ่านกลุ่มทาสชายหญิงหลายสิบคนไปด้านใน นายน้อยซุน้าผู้คุ้มกันเพิ่ม หวงเหวินจึงมองหาทาสที่มีลักษณะแข็งแรง อายุไม่มากจนเกินไป ทาสส่วนใหญ่ล้วนผอมแห้งแทบไม่มีเนื้อหนัง แต่รูปร่างโครงกระดูกที่มองเห็นยังพอให้คัดแยกได้บ้าง หวงเหวินเป็คนในยุคโบราณ การซื้อขายทาสไม่มีสิ่งใดไม่ถูกต้อง ความคิดที่มีต่อทาสเพียงมองถึงหน้าที่ที่ทาสต้องทำ อย่างไรหวงเหวินยังมองว่าทาสนั้นต้อยต่ำกว่าตนเอง ต่ำชั้นยิ่งกว่าบ่าวไพร่หรือผู้อพยพเสียอีก
หวงเหวินหยุดเดินอยู่ด้านหน้าเพิงค้าทาสแห่งหนึ่ง ทาสชายสิบกว่าคนดูอายุยังไม่มาก ร่างกายมีาแเก่าจาง เสื้อผ้าเก่าขาดแววตาดูไร้เป้าหมาย เหม่อมองไปรอบตัว นายทาสเห็นหวงเหวินแต่งกายสุภาพพอเห็นหวงเหวินหยุดยืนก็รีบเดินแย้มยิ้มเข้ามาทักทาย
“นายท่าน ทาสพวกนี้อายุสิบกว่าปี ร่างกายแข็งแรงทำงานหนักได้ กินอยู่ไม่สิ้นเปลือง ราคายี่สิบตำลึง”
“พวกเขาไม่ใช่ชาวฮั่นกระมัง “
ทาสพวกนี้จมูกโด่ง ผมสีอ่อนดวงตาสีฟ้าบ้างสีน้ำตาลอ่อน ถูกขื่อคาคล้องไว้ที่ลำคอที่เท้าสองข้างมีโซ่ตรวนผูกที่ข้อเท้าเอาไว้
“เป็ชาวเจี่ยหนูขอรับ”
เจี่ยหนูเป็เผ่าหนึ่งของพวกซงหนูที่อยู่ทางเหนือของแผ่นดินถัง คนในเผ่ามีผมสีแดงดวงตาสีฟ้า ร่างกายสูงใหญ่จมูกโด่งเบ้าตาลึก ไม่เหมือนคนภาคกลาง มักเข้ามาต่อสู้ปล้นชิงสิ่งของตามเขตชายแดนทางตอนเหนืออยู่เสมอ หากถูกทหารจับได้ถ้าไม่ถูกสังหารทิ้งก็มักจะถูกขายลงมาเป็ทาส แต่คนสิบกว่าคนนี้ดูไม่คล้ายนักรบของพวกเจี่ยหนู ชาวเจี่ยหนูมีพร์ในการขี่ม้ายิงธนู หากฝึกฝนให้เป็ผู้คุ้มกัน การป้องกันตนเองของเหมืองเกลือจะเข้มแข็งขึ้นอีกมาก
“ก่อนข้าออกเดินทาง ข้าจะให้พี่น้องในพรรคช่วยฝึกฝนคนเหล่านี้ให้เ้าเอง”
หลี่หย่วนเจ๋อกระซิบบอกหวงเหวิน หวงเหวินทำสัญญาซื้อขายชาวเจี่ยหนูทั้งสิบคนนี้ แต่ยังไม่ได้ปลดขื่อคาที่คล้องคนเหล่านี้เอาไว้ พวกหวงเหวินมีกันแค่สี่คนหากระหว่างเดินทางกลับไปที่เหมือง คนเหล่านี้เกิดความคิดบางอย่างขึ้นมาตัวเองได้รับอันตรายยังไม่เท่าไร หากนายน้อยเป็อะไรขึ้นมา ต่อให้หวงเหวินตายสิบครั้งยังไม่มีหน้าไปขออภัยกับนายท่าน
หวงเหวินนำพาทาสทั้งสิบคนกลับมาที่โรงเตี้ยม ซุนิฉวนกับหลิวมู่เหยียนก็นั่งรออยู่ด้านในแล้ว ข้างเท้าของหลิวมู่เหยียนมีกรงไม้วางอยู่ ซุนิฉวนกำลังก้มตัวลงเล่นกับลูกแมวที่อยู่ด้านใน ในมือซุนิฉวนถือขาไก่เอาไว้หนึ่งขา หลอกล่อให้ลูกแมวะโไปมาอยู่ในกรง ใบหน้ามีรอยยิ้มสดใสที่หวงเหวินไม่ได้เห็นมานานมากแล้ว
“นายน้อย”
“ท่านอาหวง” ซุนิฉวนยัดขาไก่ในมือให้กับหลิวมู่เหยียน มองไปด้านหลังของหวงเหวินเห็นกลุ่มทาสราวสิบคนยืนรออยู่ด้านนอกโรงเตี๊ยมมีหลี่หย่วนเจ๋อยืนเฝ้าอยู่ ซุนิฉวนไม่เคยเห็นชาวเจี่ยหนูมาก่อน พบเห็นคนเหล่านี้รูปร่างหน้าตาแปลกกว่าชาวฮั่นทั่วไปก็ออกมาชมดูด้านนอก
“นายน้อย ข้าจะไปว่าจ้างรถเทียมวัวเพิ่มอีกคัน”
หวงเหวินให้เงินกับผู้รับใช้ของโรงเตี๊ยมไปว่าจ้างรถมาเพิ่มเติม แบ่งทาสเป็สองกลุ่มเพื่อป้องกันปัญหา ซุนิฉวนกับหลิวมู่เหยียนขึ้นรถม้าคันเดียวกัน หวงหวินกับหลี่หย่วนเจ๋อขึ้นรถเทียมวัวที่จ้างมาเพิ่ม การเดินทางกลับใช้เวลาอีกกว่าสองชั่วยาม เมื่อมาถึงเหมืองเกลือก็พระอาทิตย์ตกดินพอดี
หวงเหวินให้พวกจางฉิงพาทาสทั้งสิบคนไปที่ส่วนฝึกกองกำลัง ซุนิฉวน้าเพาะสร้างกองกำลังของเหมืองเกลือขึ้นมาต่างหาก ในตอนแรกผู้คุ้มกันห้าคนเป็คนของสกุลซุนพักอาศัยอยู่ที่เรือนนอกหาเป็ไรไม่ เมื่อเพิ่มมาอีกยี่สิบคนก็ไม่พอแล้ว ซุนิฉวนจึงให้สร้างสนามฝึก บ้านพักสำหรับกองกำลังขึ้นมาต่างหาก โดยให้อยู่ใกล้กับหอระวังภัยด้านหน้าของเหมืองเกลือ ซุนิฉวนตั้งใจจะใช้หอระวังภัยนี้เป็จุดกำหนด เพื่อสร้างแนวกำแพงป้องกันเหมืองเกลือในภายหน้า
“นายน้อย ข้าจะเอาลูกแมวป่านี้ไปดูแลให้ท่านก่อน ท่านจะเรียกมันว่าอะไร”
หลิวมู่เหยียนถือกรงลูกแมวเดินตามซุนิฉวนเข้ามาที่ห้องโถง ซุนิฉวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“เรียกว่า เสี่ยวหวง (เ้าเหลืองน้อย) ก็แล้วกัน”
หลิวมู่เหยียนก้มมองลูกแมวในกรง จ้องดูตาใสแป้วที่จ้องมองกลับมาเรียกชื่อ “เสี่ยวหวง”
ซุนิฉวนไม่กล้าตั้งชื่อลูกแมวให้แปลกประหลาดมากอย่าง “หยางหยาง เทียนหวาง เทียนอวี้” คนสมัยใหม่ตั้งชื่อสัตว์เลี้ยง มีคำว่า ฟ้า หยก ทอง ร่ำรวย ไม่ถือว่าแปลกแต่อย่างในสมัยโบราณมีข้อห้ามมากมาย ได้แต่เรียกเ้าเหลืองน้อย ขาวน้อยไปตามประสา
“นายน้อย ท่านต้องหมั่นมาดูลูกแมวอยู่บ่อย ๆ ให้มันจำได้ว่าท่านเป็นาย ทางที่ดีในหนึ่งวัน ท่านควรเอาอาหารให้มันกินกับมือสักครั้งหนึ่ง”
"เช่นนั้นตอนเย็นในทุกวัน ข้าจะไปให้อาหารเสี่ยวหวงก็แล้วกัน"
ซุนิฉวนก็คิดว่าควรเป็เช่นนั้น เดินเข้าไปหยอกล้อกับเสี่ยวหวงจนถูกมันแยกเขี้ยวขู่จึงกลับเข้าไปที่เรือนด้านใน หลิวมู่เหยียนมองตามจนซุนิฉวนหายลับไปจึงถือกรงของเสี่ยวหวงกลับไปที่ห้องพักของตนเอง
หลี่หย่วนเจ๋อที่เดินตามติดเข้ามาด้วยกัน แอบกระซิบกับหลิวมู่เหยียนน้ำเสียงชมเชย
“ประมุขน้อย แผนการของท่านนับว่าไม่เลว สิบวันนี้ข้าจะเอาใจช่วย”