จวินหลิงหยางชุนใจนทำช้อนหลุดมือลงในชามโจ๊กที่ว่างเปล่า จนเกิดเสียงกระทบดังขึ้นของช้อนกับชามกระเบื้อง
เมื่อเห็นเสด็จแม่รีบลุกขึ้นจากเก้าอี้เพื่อทำความเคารพชายร่างสูงสวมชุดคลุมัสีทองที่เดินเข้ามา พร้อมกับนางกำนัลและขันทีส่วนพระองค์
ร่างเล็กของเขาก็รีบลงจากเก้าอี้ เพื่อโค้งคำนับบิดาสูงศักดิ์ของร่างนี้ด้วยเช่นกัน
"ถวายบังคมฝ่าาเพคะ"
"ถวายบังคมเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ"
"ยืนขึ้นๆ ไม่ต้องมีพิธีรีตองมากมาย ข้ามาทันร่วมมื้อเย็นกับพวกเ้าหรือไม่"
จวินหลิงจางเสวียนโบกมือของตัวเองพร้อมเดินไปประคองพระสนมของตัวเองให้ผ่อนคลาย แล้วดันอีกฝ่ายนั่งลงที่เก้าอี้ทานข้าวเหมือนเดิม พร้อมกับพยักหน้าให้บุตรชายคนเล็กของเขาให้กลับไปนั่งให้เรียบร้อย เขาจึงนั่งที่เก้าอี้ข้างหยางเสียนเฟย
"ทันเพคะฝ่าา อาหารวันนี้เป็โจ๊กเมล็ดบัวแสนอร่อยที่เสี่ยวชุนเป็คนเก็บมาเองจากสระบงกชหลวงเลยนะเพคะ ทั้งหวานหอมและอร่อยมากจนหม่อมฉันถึงกับต้องขอเติมถ้วยที่สอง"
หยางเสียนเฟยรีบตอบรับคำพูดของพระสวามีด้วยรอยยิ้มหวาน ไม่ลืมพูดชมเชยความกตัญญูของบุตรชายให้อีกฝ่ายฟัง
มือขาวซีดขยับส่งสัญญาณให้นางกำนัลจัดเตรียมโจ๊กเมล็ดบัวเพิ่มอีกชุด รวมถึงเติมถ้วยใหม่ให้บุตรชายของนาง
หยางเสียนเฟยที่หลังจากป่วยไข้ยามคลอดบุตร ร่างกายของนางอ่อนแอจนไม่สามารถรับใช้พระสวามีของตัวเองในห้องหอได้อีก แต่ฮ่องเต้ก็ไม่เคยลงโทษและรังเกียจนาง หรือแม้กระทั่งโทษว่าเป็ความผิดของนางที่ทำให้พระโอรสเืเนื้อเชื้อไขของอีกฝ่าย ต้องมีร่างกายที่อ่อนแอั้แ่วัยทารกจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดอยู่หลายครั้ง
นางยังคงอยู่ในตำแหน่งเสียนเฟยเช่นเดิม แม้ว่าฮ่องเต้จะไม่ได้เสด็จมาเยี่ยมเยียนตำหนักของนางบ่อยครั้งเหมือนเมื่อก่อน แต่จะเสด็จมาถามไถ่สุขภาพและคุยเล่นที่ตำหนักของนางอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง
นอกจากนี้พระองค์ยังไม่ทรงทอดทิ้งบุตรชายของนางที่ถูกคนในวังกล่าวว่าเป็องค์ชายขี้โรคผู้ไร้ค่า ฮ่องเต้ทรงให้ความสำคัญกับสุขภาพของเสี่ยวชุนมาก ทรงให้กรมโยธาสร้างตำหนักขององค์ชายห้าอย่างพิถีพิถันและระมัดระวังเป็พิเศษ แม่นมและนางกำนัลรวมถึงทหารที่ดูแลตำหนักก็เป็พระองค์ที่คัดเลือกด้วยตัวเอง
ความใส่ใจและการดูแลของฮ่องเต้นี้ทำให้นางและเสี่ยวชุนไม่ถูกคนในวังและบ่าวรับใช้ที่เหิมเกริมรังแก
สองแม่ลูกจึงสามารถใช้ชีวิตอยู่ในวังหลวงแห่งนี้ได้อย่างมีความสุขและได้รับการปรนนิบัติที่ดีเฉกเช่นเชื้อพระวงศ์คนอื่น
จวินหลิงจางเสวียนวางสายตาลงบนถ้วยโจ๊กเมล็ดบัวที่นางกำนัลนำวางให้เขากับลูกชาย ก็รับรู้ได้ทันทีว่านี่คือต้นกำเนิดของกลิ่นหอมชวนหิวที่เขาได้รับยามเดินเข้ามาในห้องรับประทานอาหารของตำหนักเสียนเฟย
กลิ่นหอมหวานนี้ช่วยกระตุ้นความอยากอาหารของเขาที่นั่งอ่านฎีกามาทั้งวัน ช่างน่าลิ้มลองยิ่งนัก
จวินหลิงจางเสวียนยับยั้งตัวเองไม่ให้กลืนน้ำลายลงคอ หันไปเอ่ยชมเชยบุตรชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
มือหนาเอื้อมไปลูบผมนุ่มบนศีรษะกลมของบุตรชายคนสุดท้องที่ไม่มีวี่แววว่าจะโตทันพี่ชายคนที่สี่ทั้งที่อายุต่างกันเพียงไม่กี่ปี
"เสี่ยวชุนของพ่อเก่งมาก เป็เด็กดีจริงๆ งั้นพ่อจะทานให้หมดเลยดีหรือไม่"
ไม่ดีขอรับ!
จวินหลิงหยางชุนเก็บงำความคิดในใจของตัวเองเอาไว้ เวลานี้เขาจะทำอย่างไรได้อีกนอกจากตอบรับด้วยความเต็มใจ
"พ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ"
ในใจของเขาตอนนี้คือไม่พอใจที่มีตัวหารเมล็ดบัวแสนอร่อยที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเขากับเสด็จแม่เพิ่มขึ้น แทนที่เขากับเสด็จแม่ที่สุขภาพไม่ค่อยดีจะได้รับผลของเมล็ดบัวสมุนไพริญญาระดับหนึ่งแบบเต็มหน่วย
ตอนนี้เขาอยากคว้าหม้อโจ๊กวิ่งหนีกลับตำหนักของตัวเองจริงๆ
ร่างเล็กนั่งคนโจ๊กของตัวเองพลางบ่นคนเป็ฮ่องเต้ในใจสลับกับตอบคำถามของเสด็จพ่อกับเสด็จแม่ที่พยายามดึงเขาเข้าร่วมบทสนทนา
มือของเขาพยายามเร่งความเร็วให้โจ๊กหายร้อนไวๆ จะได้รีบกินและแถมเพิ่มอีกชาม
ทว่าความเร็วของเขาก็น้อยกว่าเสด็จพ่อที่เป็ผู้ชายตัวโตที่นั่งตักโจ๊กกินอย่างสง่างามแต่ความเร็วมือในการตักโจ๊กเข้าปากนั้นไวกว่าเสด็จแม่เสียอีก
"ฝีมือพ่อครัวตำหนักของเสี่ยวชุนทำอร่อยมากกว่าพ่อครัวที่ตำหนักพ่อทำเสียอีก นอกจากอร่อยแล้วยังรู้สึกสดชื่นขึ้นด้วย"
"ใช่แล้วเพคะ หม่อมฉันไม่เคยกินโจ๊กเมล็ดบัวที่ไหนอร่อยเท่าวันนี้เลย แบบนี้ให้กินทุกวันก็ยังได้ เพราะทำให้หม่อมฉันเจริญอาหารมากขึ้นด้วยเพคะ"
"งั้นลูกจะไปเก็บเมล็ดบัวมาเยอะๆ แล้วให้พ่อครัวทำมาให้เสด็จพ่อกับเสด็จแม่อีกนะพ่ะย่ะค่ะ"
จวินหลิงหยางชุนที่เห็นสายตาเป็ประกายของเสด็จแม่ หัวใจของเขาก็อ่อนลง เผลอพูดออกไปทันที
ก่อนที่จะได้ทบทวนคำพูดของตัวเอง เขาที่เสียเวลาไปกับการเป่าโจ๊กยังกินได้ไม่ถึงสิบคำดี ถ้วยของเสด็จพ่อก็ว่างเปล่า และมีถ้วยใหม่เข้ามาแทนที่โดยขันทีส่วนพระองค์ที่นำเข้ามาให้อย่างว่องไว
องค์ชายน้อยสังเกตเห็นเสด็จแม่ของตัวเองมองไปที่ฮ่องเต้อย่างอิจฉา อาจเป็เพราะอีกฝ่ายเป็ผู้หญิงการทานอาหารสองชามยังอยู่ในระดับที่รับได้ แต่หากทานชามที่สามจะดูไม่ดีเกินไป
เป็ผู้หญิงที่ต้องรักษาภาพลักษณ์ต่อหน้าสามีก็น่าสงสารเหมือนกันนะ
ในเมื่อเขารับปากไว้แล้วว่าจะเอาโจ๊กเมล็ดบัวมาให้ใหม่ คราวนี้เขาจะทำให้เยอะขึ้นแล้วยกทั้งหม้อให้เสด็จแม่เลยดีกว่า เผื่ออีกฝ่ายหิวยามดึกจะได้เอาไว้ทาน
หลังตกลงกับตัวเองในหัวเสร็จ เขาก็เร่งความเร็วของการทานโจ๊ก เพื่อหวังจะได้เติมอีกชามก็ยังดี ร่างกายนี้ยังเป็เด็ก แถมร่างกายอ่อนแอ กินมากหน่อยก็ไม่มีใครว่า มีแต่จะดีใจเสียด้วยซ้ำที่เขาเจริญอาหาร
หลังจากตักโจ๊กเข้าปากคำสุดท้าย เขาก็หันไปส่งสัญญาณให้นางกำนัลเช่นเดิม แต่อีกฝ่ายกลับส่ายหน้าให้เขาพร้อมส่งยิ้มกระอักกระอ่วนมาให้และเบี่ยงสายตาไปด้านข้างเล็กน้อย
เขาหันไปมองตามสายตาของอีกฝ่ายก็พบว่าเสด็จพ่อกำลังทานโจ๊กเมล็ดบัวถ้วยที่สาม
และคงเป็ถ้วยสุดท้ายแล้ว...
หมดแล้ว โจ๊กแสนอร่อยหมดแล้ว
แต่เขายังไม่อิ่มเลยนะ เสด็จแม่ก็ยังไม่อิ่ม เห็นทีว่าจะมีอยู่แค่ผู้เดียวที่อิ่มในมื้อนี้ก็คือเสด็จพ่อของเขานี่แหละ!
เขาเริ่มไม่ชอบใจพ่อคนนี้แล้ว
มือเล็กกำแน่นหลบซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อตัวยาว พร้อมคิดในใจว่าโจ๊กที่จะทำให้อีกฝ่ายเขาจะส่งไปแค่ครึ่งหม้อพอ
ไม่สิ เอาไปแค่ชามเดียวก็พอ!
"ช่างเป็มื้อเย็นที่มีความสุขจริงๆ ทั้งอาหารอร่อยและได้กินพร้อมกับพวกเ้าสองคน"
"ยินดีเพคะฝ่าา" หยางเสียนเฟยยิ้มกว้าง ใครกันจะไม่ชอบใจเมื่อได้ยินคำหวานจากคนรัก
ยิ่งเมื่อคนรักเป็ถึงฮ่องเต้ด้วยแล้ว หัวใจของนางก็พองโตราวกับสาวแรกรุ่นอีกครั้ง
แม้ยามแรก นางจะแต่งเข้าราชวงศ์เพราะช่วยเสริมอำนาจของครอบครัว แต่หัวใจของนางก็มอบให้อีกฝ่ายหมดใจ ถึงจะรู้ว่านางเป็แค่หนึ่งในภรรยาของอีกฝ่ายที่ต้องแบ่งปันความรักและความสนใจกับหญิงสาวอีกหลายคนในวังหลังก็ตาม
จวินหลิงหยางชุนที่เหม่อลอยอยู่พยักหน้าตามคำพูดของท่านแม่ไปด้วย
หลังจากนั้นครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกก็พูดคุยกันไม่กี่คำ ก่อนที่ฮ่องเต้จะเอ่ยปากบอกว่าจะเดินไปส่งบุตรชายที่ตำหนักด้วยตัวเอง
จวินหลิงหยางชุนได้แต่แสร้งยิ้มรับด้วยความยินดี แม้จะรู้สึกอึดอัดใจที่ต้องใช้เวลากับฮ่องเต้แค่สองคนไม่รวมเหล่านางกำนัล ขันทีและทหารติดตาม
แม้ว่าฮ่องเต้จะเสด็จมาเยี่ยมองค์ชายห้าคนก่อนบ่อย แต่ก็ใช้เวลาอยู่ด้วยกันไม่นาน เพราะองค์ชายห้าก็พูดไม่ค่อยเก่ง อีกทั้งยังรู้สึกน้อยใจในโชคชะตาที่ร่างกายไม่แข็งแรงจนสามารถไปกับเสด็จพ่อในที่ต่างๆ เพื่อศึกษาการบริหารบ้านเมืองเช่นเดียวกับพระเชษฐาทั้งสี่คนของตัวเอง
ส่วนคนเป็พ่อ อีกฝ่ายก็คงไม่ใช่พ่อประเภทที่หาเื่มาพูดคุยได้มากนัก เมื่อไม่มีคนกลางอย่างเสด็จแม่ที่เป็สตรีคุยเก่ง และช่างเอาอกเอาใจ
ความสัมพันธ์ของพ่อลูกทั้งสองคนจึงเป็ความรักระหว่างพ่อลูกที่ไม่คุ้นเคยกัน
ระหว่างทางเดินกลับจึงไร้เสียงพูดคุยของทั้งคู่
เป็ความเงียบสงบที่ดูน่าอึดอัดเล็กน้อย
ร่างเล็กเพียงแค่บั้นเอวของคนเป็บิดา เดินตามหลังชายวัยกลางคนในชุดัทองออกจากตำหนักของเสด็จแม่
ดวงตากลมโตสำรวจอีกฝ่ายจากทางด้านหลัง
ฮ่องเต้คนนี้อายุเกือบ 50 ปีแล้ว แต่ยังดูหนุ่มแน่นเหมือนคนอายุเกือบ 40 ปี เท่านั้น
ใบหน้าหล่อเหลามีร่องรอยของกาลเวลาเล็กน้อย ไว้หนวดเคราที่ถูกจัดแต่งอย่างดีเหมือนฮ่องเต้ในภาพยนตร์และซีรีส์ที่เคยดู
นิสัยดูเหมือนไม่ใช่คนเ้าระเบียบ หรืออาจเป็เพราะเขาคือองค์ชายที่ไม่มีประโยชน์และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดูแลบ้านเมืองรึเปล่า อีกฝ่ายจึงไม่ได้มาเข้มงวดด้วย
จวินหลิงหยางชุนคิดในใจเพลินๆ ก่อนจะสังเกตได้ว่า เขาและเสด็จพ่อเดินออกจากตำหนักมาสักพักแล้ว แต่ยังไม่เห็นเกี้ยวประทับของอีกฝ่ายเลย
คงไม่ใช่ว่า...อีกฝ่ายจะพาเขาเดินเท้ากลับไปยังตำหนักหรอกนะ
และสิ่งที่เขาคิดไว้ก็เป็จริงเมื่อเดินมาได้เกือบครึ่งทาง ยังไม่มีวี่แววว่าฮ่องเต้จะประทับขึ้นเกี้ยว ไม่สิ อีกฝ่ายไม่ได้นำเกี้ยวมาด้วยซ้ำ ทำไมเขาลืมสังเกตไปได้นะ
มีเพียงเกี้ยวอันเล็กสำหรับเด็กอย่างเขาที่คงยัดผู้ชายตัวใหญ่ๆ ไม่พอ ซึ่งทหารของตำหนักกำลังเดินแบกตามหลังมาอยู่
จวินหลิงหยางชุนเดินไหล่ห่ออย่างไม่มีความสุข
เขาปล่อยให้ฮ่องเต้เดินไปคนเดียวส่วนตัวเองหนีไปขึ้นเกี้ยวได้ไหม
ตอนนี้เขาเหนื่อยมาก ร่างกายเล็กๆ นี้กำลังหมดแรงจะก้าวเดิน ทั้งล้าและปวดเมื่อย แถมยังรู้สึกเหมือนจะมีไข้อ่อนๆ อาจจะเป็เพราะเวลานี้เขาไม่ได้ใส่เสื้อคลุมอีกชั้นเหมือนตอนไปที่สระบงกชหลวงจึงโดนลมเย็นพัดกระทบกับร่างกาย
แน่นอนว่าคงไม่มีใครคาดคิดว่าจะต้องใช้เสื้อคลุม ในเมื่อขามาเขานั่งในเกี้ยวที่มีที่กันลมอย่างดี ส่วนในตำหนักของเสด็จแม่ที่เป็คนป่วยก็อบอุ่นกว่าปกติเหมือนตำหนักของเขา
เฮ้อ ผลของการบำรุงจากเมล็ดบัวสมุนไพรระดับหนึ่งก็ตกอยู่ในท้องเขาแค่นิดเดียวเอง จึงช่วยไม่ได้เยอะ
คราวหลังถ้าเขาเก็บสมุนไพรระดับหนึ่งได้มากพอ เขาจะแบ่งมากินคนเดียวสักเมล็ดนึงไปเลย ร่างกายจะได้เห็นผลในการรักษาเยอะขึ้นหน่อย
เท้าเล็กเริ่มที่กำลังปวดหนึบกำลังโจมตี ศีรษะที่เริ่มรู้สึกตื้อเพราะพิษไข้ ดวงหน้าเล็กซีดเผือดไร้สีเื ซึ่งขบวนผู้ติดตามที่เดินอยู่ด้านหลังไม่มีทางสังเกตเห็นเห็น
อาการของร่างกายเริ่มไม่ดี จนเ้าของร่างกายอย่างจวินหลิงหยางชุนต้องกลั้นใจเร่งความเร็วเพิ่มขึ้นเพื่อให้ทันคนเป็บิดา
ไม่ได้ เขาจะมาเป็ลมลงไปกองกับพื้นต่อหน้าธารกำนัลไม่ได้
ร่างน้อยตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวในการกระตุกชายแขนเสื้อของคนเป็บิดา พร้อมเอ่ยเรียกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงโรยแรงขอความช่วยเหลือ
"เสด็จพ่อ..."
จวินหลิงจางเสวียนที่กำลังขบคิดอยู่ว่าจะหาเื่ใดมาพูดคุยกับบุตรชายคนนี้ดีโดยไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าเขากำลังกดดัน หรือคาดหวังเ้าตัวเล็กในฐานะองค์ชายห้าของแคว้น เมื่อได้ยินเสียงเล็กเอ่ยเรียกพร้อมแรงกระตุกเบาๆ ที่แขนเสื้อก็ก้มลงมองเ้าของเสียง
"ว่าอย่างไรหรือเสี่ยวชุน หืม เสี่ยวชุน! เหตุใดเ้าจึงหน้าซีดถึงเพียงนี้กัน"
ร่างสูงที่เห็นใบหน้าไร้สีเืและใบหน้าไม่สู้ดีของบุตรชายรีบย่อตัวลงเพื่อสังเกตอาการของบุตรชายคนเล็กที่ร่างกายไม่แข็งแรงทันที
ฝ่ามือหนารั้งร่างน้อยเข้ามาชิดตัวก่อนนำหลังมือััใบหน้าและลำคอเล็กก็พบว่าเ้าตัวน้อยถูกพิษไข้เล่นงานเสียแล้ว
"ลูก ลูกเดินไม่ไหวแล้วพ่ะย่ะค่ะ..."
ดวงตาคู่กลมที่แดงระเรื่อเพราะกำลังไม่สบายตัวช้อนมองเสด็จพ่อของตัวเอง ก่อนที่จะรู้สึกว่าตัวเองลอยขึ้นสูงเพราะถูกวงแขนแข็งแรงอุ้มเขาขึ้นแนบอก แขนผอมแห้งรีบเกาะคออีกฝ่ายทันทีเนื่องจากกลัวตก
หลังจากนั้นก่อนที่เขาจะทันได้พูดบอกว่าขอขึ้นไปนั่งที่เกี้ยวก็ต้องใกับเสียงที่เต็มไปด้วยร้อนรนของอีกฝ่าย
"ตามหมอหลวงไปที่ตำหนักเจิ้นเดี๋ยวนี้!"