ตอนที่ 4 เ้าแมวร้าย
“เ้าตัวนี้แหละเพคะ ทำเอาพวกเราวุ่นวายกันไปหมด”
เสวียนฮวายื่นมือไปรับลูกแมวน้อยสีขาวปลอดขนฟูฟ่องจากมือของอาตงแล้วนำมันเข้าไปกอดแนบอกข้างซ้ายภายใต้ผ้าคลุมหนังจิ้งจอกนั้นไว้
นางมิได้กอดมันไว้แนบอกเพื่อที่จะให้ความอบอุ่นแด่แมวน้อยที่หลงทาง แต่หวังใจว่าความฟูนุ่มของขนกายมันจะช่วยบรรเทาความสั่นไหวของดวงใจนางได้บ้าง ชายปริศนาผู้นั้นจากไปนานเกินหนึ่งก้านธูปแล้ว ั้แ่เขาออกไปและทิ้งให้นางกำซาบเพียงแค่รสจูบของเขา เสวียนฮวาก็เอาแต่นั่งเหม่อลอยและเม้มปากเบาๆ เหมือนหนึ่งจะถามตัวเองว่าที่ผ่านมานั้นแป็นเื่ที่นางฝันไปหรือไม่
แต่เมื่อหลุบตาลง ปึกของจดหมายเหตุยุคราชวงศ์เหนือ-ใต้ก็ยังวางไว้อยู่ข้างหน้านาง เื่เมื่อครู่เป็เื่จริงงั้นหรือ? ชายผู้มีใบหน้างดงามอยู่บนร่างกายใหญ่กำยำนั้นมีจริงงั้นหรือ ถึงเขายังเยาว์แต่ไฉนเขามีขวัญกล้าเทียมฟ้าเช่นนั้น กล้าเอ่ยตำหนิสามีของนางผู้เป็ถึงฮ่องเต้ กล้าที่จะขยี้กลีบปากนางด้วยริมฝีปากหยิ่งผยองของเขาทั้งที่รู้ว่านางเป็ถึงฮองเฮา
เขามันวิปลาสหรือไร้เดียงสากันแน่ เื่ที่เขาเพิ่งทำไปถึงนางเป็ฮองเฮาที่ถูกฮ่องเต้ไม่ไยดี แต่โทษทัณฑ์ที่เขาทำไปนั้นต้องให้ปะาเขาด้วยวิธีหลิงฉือ*ก็ยังไม่สาสมเสียด้วยซ้ำ
เ้าคนนั้นมันต้องวิปลาสไปแล้วเป็แน่ – หญิงสาวบริภาษเขาในใจครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่ามุมปากของนางก็ยังยกยิ้มขึ้นไม่หยุด มือของนางก็ยังลูบไล้ขนฟูนุ่มของเ้าแมวตัวนั้นเบาๆ
“ฮองเฮาไม่สบายหรือเพคะ ไฉนพระพักตร์จึงทรงแดงก่ำถึงเพียงนั้น”
เสวียนฮวาได้สติ “คงเป็เช่นนั้นกระมัง แต่เ้าไม่ต้องเป็ห่วง สักพักข้าคงดีขึ้น”
“แต่จู่ๆ พระองค์ก็ดูสีหน้าผ่องใสขึ้นด้วยนะเ้าคะ ดูทรงพระเยาว์ขึ้นผิดหูผิดตาเลย”
เสวียนฮวายิ่งหน้าแดงขึ้นมา นางรีบยกลูกแมวชูขึ้นกลบเกลื่อน “เ้ามาอยู่ใต้ที่นอนข้าในเวลาเช่นนี้คงเป็วาสนาชี้นำกระมัง ต่อไปนี้มาอยู่กับข้าเถิดนะ”
แมวน้อยจ้องหน้าหญิงสาวร้องเสียงน้อยๆ แว่วใสฟังแล้วน่าเอ็นดูดั่งจะตอบคำ ทำเอาหญิงสาวทั้งสามหัวเราะขึ้นพร้อมกัน
“มันรู้จักประจบเหลือเกินเพคะ เ้าตัวนี้นี่” อาว่านเอ่ย
“ชื่อ....เหมยเหมยก็แล้วกัน เ้ามายามหนาว ดอกไม้ยามหนาวต้องเป็ชื่อเ้า”
วันนี้เป็วันลี่ตง วันเริ่มต้นของฤดูหนาว สำหรับเสวียนฮวาแล้วการมาของเ้าแมวน้อยตัวนี้นั้นเป็ดั่งสัญลักษณ์แห่งความโชคดี
“ถวายบังคมองค์ฮองเฮา กระหม่อมบังอาจต้องรบกวนพระองค์ สมควรตายยิ่งนัก” ซือหม่าฟู่ที่ทำธุระเสร็จเรียบร้อยก็เข้ามาพร้อมกับถวายบังคมอย่างนอบน้อม
“ระหว่างที่ท่านไม่อยู่ มีคนเอาตำราเหล่านี้มาฝากคืนท่าน” นางผู้เป็ฮองเฮาเอ่ย อาว่านก็รีบยกกองตำราที่อยู่บนโต๊ะไปยื่นให้กับบัณฑิตร่างอ้วนผู้เป็อาลักษณ์
“อ้อ ท่านเสนาบดีกรมวังเองหรอกหรือ” ซือหม่าฟู่เห็นตำราเ่าั้ก็นึกออกทันที เขาตรวจสอบความเรียบร้อยแล้วก็เอาตำราเ่าั้ไปเก็บไว้ในที่เดิม เปิดสมุดบัญชีเพื่อลงบันทึกไว้อย่างเรียบร้อย
สังกัดเสนาบดีกรมวังหรอกหรือ – เสวียนฮวาคิดในใจ
“แล้วนี่คือตำราที่ข้าอยากจะเอาไปอ่านที่ตำหนัก” เอ่ยเสร็จอาตงก็หยิบตำราปึกใหญ่ไปให้อาลักษณ์รวจสอบและลงบัญชีเสร็จแล้วทั้งฮองเฮาและนางกำนัลทั้งสองก็เดินกลับสู่ตำหนักตน
เท้าย่างก้าวอยู่ก็จริง ทว่าหัวใจของหญิงสาวก็ยังคงหวิวไหว รสจูบของชายผู้ไม่กลัวตายผู้นั้นยังคงอ้อยอิ่งอยู่ที่กลีบปากนาง ใบหน้าของเขานั้นทำให้นางคิดถึงโจวหยี (จิวยี่) แห่งแคว้นหวู (ง่อก๊ก) รูปร่างสูงใหญ่นั้นคงดุจดั่งหลี่ปู้ได้กระมัง (ลิโป้)
ช่างไม่รู้จักกลัวตาย – หญิงสาวคงยิ้มกริ่มมือลูบขนเหมยเหมยไม่หยุด ส่วนจิตใจของนางนั้นล่องลอยดุจกลีบบุปผาที่ต้องลม
พระอาทิตย์ตกไปนานแล้ว ในตำหนักของฮองเฮาบัดนี้อยู่ในความมืดมิดอย่างเช่นที่เคยเป็
เสวียนฮวายังคงกอดเหมยเหมยไว้แนบกาย อมยิ้มกริ่มแต่ผู้เดียวอยู่ในความมืด ซุกกายในผ้าห่มนวมผืนหนา ในหัวก็ยังมีแต่ภาพของชายหนุ่มประหลาดผู้นั้น
ดวงตาของเหมยเหมยยามนี้กลมโตเหมือนลูกแก้วไม่มีผิด เสวียนฮวาชูร่างน้อยของแมวตัวสีขาวแล้วก็ยิ้มอยู่ตลอดเวลา....หากว่ายามนั้นเหมยเหมยไม่บังเอิญเข้ามาอยู่ใต้แท่นบรรทม หากว่าซือหม่าฟู่ไม่บังเอิญว่าปวดท้องขึ้นมายามนั้นพอดี หากว่าบังเอิญเ้าผู้นั้นไม่ได้เข้าไปในหอพระสมุดยามนั้นพอดี
เ้าคงไม่มีโอกาสบังอาจจุมพิตข้าได้อย่างนั้น
หน้าตาเ้าก็เข้าทีอยู่ ดวงตาเ้ามิใช่คนโง่เง่า ปากเชิดนิดหนึ่งของเ้ามันหยิ่งผยองนัก เ้าไม่ใช่คนโง่หรือคนวิปลาส ดังนั้น ที่เ้าบังอาจจุมพิตข้าทั้งที่เ้ารู้ว่าข้าเป็ถึงองค์ฮองเฮา ก็คงเป็เพราะ์ดลบันดาลกระมัง
ข้าไว้ชีวิตเ้าไม่แพร่งพรายเื่นี้ให้ผู้ใดรู้ เพราะเห็นว่าทุกอย่างน่าจะเป็ลิขิต์
เสวียนฮวาคิดแล้วก็หัวเราะคนเดียวดั่งคนบ้า หญิงสาวไม่มีความรู้สึกเป็สุขแบบนี้มานานเท่าใดแล้วนะ? แปดปีที่นางอยู่ในวังหลวง ความชุ่มชื่นในหัวใจเช่นนี้เกิดขึ้นครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่หนอ?
มันไม่เคยเกิดขึ้นเลยต่างหาก แม้นกระทั่งวันที่นางอภิเษกกับองค์ฮ่องเต้เถลิงขึ้นเป็ฮองเฮาของต้าเฉิงวันแรก หัวใจของนางก็ไม่ได้เต้นแรงถึงเพียงนี้เลย
ลมเหมันต์โชยเอื่อย จิตใจของเสวียนฮวาบัดนี้ฟุ้งซ่าน จมูกของนางสูดดมกลิ่นอายหนาวเข้าเต็มปอด แล้วก็หัวเราะขึ้นเบาๆ พลางนึกตำหนิตนเองที่เหตุไฉนถึงโกรธชายผู้นั้นมิลง ทั้งๆ ที่เขาบังอาจถึงเพียงนั้น
แต่คิดอย่างไรนางก็มิอาจมีโทสะแก่เขาได้เลย
ทันใดนั้น ที่หางตาของเสวียนฮวาก็ัักับความเคลื่อนไหวของอะไรบางอย่างที่หน้าต่าง หญิงสาวหันไปมองทันที และสิ่งที่ปรากฏอยู่นั้นคือเงาร่างอันสูงใหญ่นั้นเอง
หญิงสาวใจนแทบสิ้นสติ ดวงตาที่เบิกโพลงในคราแรกนั้นนางคิดว่าเป็ภูตผีปีศาจ แต่เมื่อร่างนั้นก้าวเข้ามาหานางช้าๆ แล้วคุกเข่าอยู่ที่เบื้องหน้า เอ่ยเสียงกระซิบพอให้นางได้ยิน
“ฮองเฮาโปรดประทานอภัยที่กระหม่อมเสียมารยาทถึงเพียงนี้”
“เ้า!....” หญิงสาวเผลอพูดเสียงดัง แล้วนางก็นิ่งเงียบไม่กล่าววาจาอันใดต่อ
เขายังคงคุกเข่าก้มหน้าอยู่อย่างนั้น มือของเสวียนฮวาบัดนี้เย็นเยียบทว่าเหงื่อออกจนชุ่มฝ่ามือไปหมด
“ฮองเฮา มีสิ่งใดหรือเพคะ?” เสียงเคาะประตูดังขึ้น เป็เสียงของอาเมี่ยวนั่นเอง
เสวียนฮวาสะดุ้ง หัวใจเต้นแรงแล้วก็หันหน้าไปดูร่างกำยำที่ยังคงนั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าดุจนักโทษที่รอความตาย ก่อนจะพูดออกไปว่า “ไม่มีอะไรหรอก ข้าละเมอหน่อยหนึ่งเท่านั้น เ้าไปนอนเถิด”
“เข้าใจแล้วเ้าค่ะ” เสียงอาเมี่ยวตอบกลับแล้วทุกอย่างก็กลับคืนสู่ความสงัดอีกครั้ง ยกเว้นแต่เสียงหัวใจของเสวียนฮวาที่ยังคงเต้นแรงราวกับจะหลุดออกมาเสียให้ได้ นางกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ริมฝีปากแห้งผากเช่นคนกระหายน้ำ
และที่ซอกขาของเสวียนฮวายามนี้ก็ราวกับมีพายุอันปั่นป่วนอยู่ในที่นั้น....
ไม่มีผู้ใดกล่าววาจาออกมา แต่นางได้ยินเสียงลมหายใจของเขาแว่วอยู่ในความมืด เหตุไฉนเขาจึงกล้ามาถึงที่ตำหนักของนางผู้เป็ฮองเฮา
ฮ่องเต้ทรงเขลานัก ที่ปฏิบัติกับองค์ฮองเฮาเยี่ยงนั้น – คำนี้ยังคงก้องอยู่ในอนุสติของนาง เขาผู้นี้คงรู้ดีว่าตำหนักของนางถูกทิ้งร้างจนเกือบเป็ตำหนักเย็น ไร้ขันทีคอยเฝ้าเวรยาม แต่ถึงอย่างไรที่นี่ก็เป็เขตพระราชฐานชั้นใน แม้นในตำหนักของนางจะมืดมิดแต่การฝ่าจากเขตนอกมาถึงที่นี่ได้ เขาก็ย่อมมีวิชาตัวเบาเป็เลิศ ร่างกายใหญ่โตถึงเพียงนี้แต่กลับมีฝีเท้าดุจดั่งแมวขโมย
“เงยหน้าขึ้น” เสวียนฮวาบัญชา
ชายผู้นั้นปฏิบัติตาม แทบจะทันทีทีใบหน้าพิลาสของเขาสบตานาง รอยยิ้มของเสวียนฮวาก็คลี่แย้มให้ชายหนุ่มในทันใด