ในวันเริ่มงาน เพราะไม่ต้องจัดเตรียมอะไรให้ยุ่งยาก หุ้นส่วนทั้งสามบวกกับผู้ติดตามอีกเป็พรวนพากันออกจากบ้านใน่สาย ใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงก็ถึงสนามกีฬาประจำอำเภอซึ่งเป็สถานที่จัดงาน
กอบและตรีจัดแจงแขวนป้ายผ้าสีขาวสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีลายมือของธรรมเขียนอยู่โดยใช้สีทาบ้านสีเขียวซึ่งเหลืออยู่ในวัด ข้อความที่ป้ายเขียนว่า ลูกกวาดแสนอร่อยเม็ดละห้าสิบสตางค์ เท่านี้ก็ได้ป้ายร้านค้าที่มีลายมือขยุกขยุยของเด็กเพื่อดึงดูดความสนใจของลูกค้าเรียบร้อยแล้ว
ส่วนหน้าร้านก็ไม่มีอะไรมาก แค่หาโต๊ะสองตัวมาวางคู่และนำถาดไม้ไผ่ที่ทำขึ้นวาง้า เทลูกกวาดที่ซื้อมาลงไป โปรยลูกกวาดราคาแพงลงไปบางส่วนแล้วคลุกให้ผสมกัน เท่านี้ก็เรียบร้อยพร้อมขายแล้ว
แต่จะปล่อยให้ยืนแบบเงียบ ๆ รอลูกค้าเข้าร้านอย่างเดียวก็ใช่ที่ ร้านเล็ก ๆ แบบนี้มีสิทธิ์โดนมองผ่านได้ง่าย อัญจรีเลยขอให้ธรรมยืมโทรโข่งจากวัดมาด้วย และตอนนี้ อัญจรีกับกังสดาลต่างกำลังยืนวาดลวดลายทั้งร้องและเต้น ส่งเสียงเรียกลูกค้าหน้าร้านด้วยโทรโข่งอย่างสนุกสนาน โดยมีธรรมและศุภกิจยืนทำหน้าเขินอายรออยู่หลังกระบะ
เสียงเล็ก ๆ และลีลาการเต้นเพลงไก่ย่างถูกเผาของเด็กหญิงสองคนสะดุดตาผู้คนที่กำลังเดินเที่ยวงานเป็อย่างดี หน้าร้านเริ่มถูกมุง ผู้คนเริ่มมองดูว่าร้านนี้ขายอะไร เมื่อได้อ่านป้ายที่แขวนหน้าร้านและมองสินค้าในกระบะ บางคนก็เดินออก บางคนก็เมียงมองอย่างสนใจ บางคนก็จ้องไปที่ลูกกวาดในกระบะเหมือนกำลังค้นคว้าอะไรอยู่ แต่กลับไม่มีใครเดินเข้ามาหยิบ เข้ามาดูใกล้ ๆ เลยสักคน แต่อัญจรีก็ไม่ท้อ เธอยังคงพูดเชิญชวนและชักชวนกังสดาลวาดลวดลายหน้าร้านอย่างสนุก
“น้อง พวกนี้เม็ดละห้าสิบสตางค์จริงหรือ” ในที่สุดก็มีลูกค้าคนแรกกล้าเข้ามาถาม
“จริงค่ะพี่สาวคนสวย” อัญจรีรีบบอก
“พี่เลือกได้ไหม หรือว่าน้องเป็คนหยิบให้”
“พี่เลือกรื้อได้ตามใจชอบเลยครับ” คราวนี้ธรรมเป็ฝ่ายบอก
เมื่อได้ยินดังนั้น หญิงสาวคนนี้ก็ไม่รอช้า คุ้ยดูอย่างสนุก สุดท้ายเธอก็เลือกลูกกวาดรสกาแฟที่ต้นทุนเม็ดละหนึ่งบาทไปสี่เม็ดและจ่ายเงินมาให้สองบาท
ธรรมรับเงินมาพร้อมกับสีหน้าที่เจื่อนลงเล็กน้อย ขณะที่อัญจรียังคงยิ้มเฉย เธอเดินไปหลังร้านและหยิบลูกกวาดรสกาแฟมาใส่เพิ่มในกระบะสี่เม็ด หลังจากนั้นก็ออกไปประชาสัมพันธ์ร้านต่อ
ระหว่างนั้นยังคงไม่มีลูกค้าเข้ามาซื้อเพิ่ม จวบจนผ่านไปประมาณสิบนาที ลูกค้าคนแรกที่ซื้อได้พาเพื่อนมาด้วยอีกหนึ่งคน เธอยังคงซื้อลูกกวาดรสกาแฟไปสี่เม็ด ส่วนเพื่อนของเธอซื้อลูกกวาดรสเปรี้ยวที่ต้นทุนเม็ดละหนึ่งบาทไปสี่เม็ดเช่นกัน
ธรรมหน้าเจื่อนหนัก “ถ้าเขาซื้อแต่ของแพงไปจะทำไงดีอัญ” เขาหันมาพูดกับอัญจรี
“ไม่ต้องห่วงหรอกพี่ธรรม” อัญจรียังคงยิ้มกว้างและเติมลูกกวาดชนิดเดิมลงไปเท่ากับจำนวนที่หายไป
และที่ไม่คาดคิดคืออีกสิบนาทีให้หลัง หญิงคนเดิมก็พาเพื่อนมาทั้งกลุ่มรวมหกคน ทั้งหกพากันยืนมุงและรื้อลูกกวาดในกระบะผสมกับชี้ชวนกันดูอย่างสนุกสนาน โดยมีธรรมและศุภกิจยืนมองอย่างอกสั่นขวัญแขวนไปด้วย
และเสียงเจี๊ยวจ๊าวของลูกค้ากลุ่มนี้ก็ดึงดูดผู้คนที่เดินผ่านไปมาให้หยุดดูและเกิดความอยากที่จะมาร่วมคุ้ยด้วย แต่หน้าร้านแคบเกินไป จึงทำได้แค่รออยู่ที่หน้าร้านเป็กลุ่ม ๆ รอให้หกคนนั้นออกมาเสียก่อน พวกเขาจะได้เข้าไปต่อ
อัญจรีดึงกังสดาลมายืนเงียบ ๆ อยู่ด้านข้าง เธอไม่จำเป็ต้องเต้นแร้งเต้นกาเรียกลูกค้าอีกแล้ว ภาพความสนุกสนานของกลุ่มลูกค้ากลุ่มแรกที่เข้ามาซื้อสามารถดึงดูดลูกค้าได้ดีกว่าให้เธอไปพูดปาว ๆ หรือเต้นบีบอยตีลังกาเจ็ดชั้นให้ดูเสียอีก
สิ่งที่ทำให้ธรรมและศุภกิจประหลาดใจมากที่สุดนั่นคือลูกค้าคนแรกและคนที่สองที่เอาแต่ซื้อลูกกวาดราคาแพงไปในคราวแรก ตอนนี้พวกเธอหันมาเลือกแต่ลูกกวาดชนิดอื่นแทนและเลือกไม่ซ้ำแบบ โดยทั้งคู่จ่ายไปถึงคนละยี่สิบบาท
อัญจรีมองแล้วยิ้มให้กับชัยชนะที่อยู่ตรงหน้า มันเป็นิสัยโดยพื้นฐานของมนุษย์ ตอนแรกก็เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตนเองก่อน แต่ต่อมาก็เบื่ออยากลองของใหม่ ๆ บ้าง ก็เหมือนผู้ชายที่มายืนเลือกหญิงบริการที่หน้าตู้นั่นแหละ เริ่มแรกก็อยากได้ดาวเด่นกันทุกคน แต่พอหลัง ๆ เริ่มเบื่อ อยากลิ้มลองคนใหม่ ๆ เพื่อสร้างความตื่นเต้นให้กับชีวิต
และผลประกอบการเมื่อกลุ่มนี้เดินออกไป ในกล่องเก็บเงินก็มีเงินอุ่น ๆ นอนอยู่ข้างในถึงหนึ่งร้อยบาท
เมื่อกลุ่มแรกออกไป กลุ่มที่อยู่ใกล้สุดก็เติมเข้ามาอย่างไม่รอช้า ยิ่งคุ้ยก็ยิ่งสนุกเพราะมีลูกกวาดที่ไม่เคยเห็นหลากหลายแบบ เสียงหัวเราะ เสียงเชิญชวนดังลั่นร้านกระตุ้นให้คนที่รออยู่ข้างนอกอยากเข้ามาเร็วขึ้น
หลังจากนั้น เด็ก ๆ ทั้งสี่คนแทบจะไม่มีเวลาพัก ตรีและดวงฤทัยต้องวิ่งไปซื้ออาหารกลางวันกลับมาให้ทุกคน ส่วนกอบและภรรยาคอยยืนดูที่หน้าร้านเพื่อไม่ให้มีเหตุวุ่นวายใด ๆ เกิดขึ้น และรายได้เมื่อสิ้นสุดวันอยู่ที่สองพันบาท ลูกกวาดอื่นที่ซื้อมาหมดเกลี้ยง ส่วนลูกกวาดรสกาแฟและลูกกวาดรสเปรี้ยวยังเหลืออยู่อีกครึ่งหนึ่ง ธรรมและศุภกิจยิ้มหน้าบานเป็จานเชิง
ทั้งหมดตกลงกันว่าให้ตรีพาอัญจรีเข้าไปซื้อลูกกวาดเพิ่มในวันรุ่งขึ้น ส่วนที่เหลือจะเข้ามาเก็บกวาดที่ร้านเพื่อเตรียมพร้อมที่จะเปิดขายใน่เที่ยงของวัน
ในวันที่สองซึ่งเป็วันเสาร์ มีคนมาเดินเที่ยวมากเป็พิเศษ ในวันนี้อัญจรีซื้อลูกกวาดเพิ่มอีกเท่าตัวแต่ไม่ได้หยิบลูกกวาดราคาแพงมาแม้แต่ถุงเดียว และเช่นเดิม ลูกกวาดขายหมดเกลี้ยงั้แ่หัวค่ำ ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ต่างมีสีหน้าปลาบปลื้มหายเหนื่อยเป็ปลิดทิ้ง
ส่วนวันที่สามวันสุดท้าย ยอดขายลดลงบ้างเพราะคนมาเที่ยวงานน้อย โชคดีที่อัญจรีซื้อลูกกวาดในปริมาณที่เท่ากับวันแรก ซึ่งขายได้เกือบหมด เหลือเล็กน้อยเอาไว้แบ่งกันกิน
และรายได้รวมตลอดทั้งสามวันอยู่ที่เจ็ดพันหกร้อยบาท หักต้นทุนค่าลูกกวาดและรายจ่ายอื่นออกสามพันเจ็ดร้อยบาท ที่เหลือหารสามแล้วได้ตกคนละหนึ่งพันสามร้อยบาท แต่ละคนนับธนบัตรในมือด้วยสีหน้าที่เบ่งบาน โดยเฉพาะธรรม เมื่อรวมเงินที่ขายไข่แมงมันครั้งก่อนก็ได้สองพันกว่าบาทแล้ว รวมเงินอื่น ๆ ที่เก็บเล็กผสมน้อยไว้ ตอนนี้ก็มีเงินเก็บอยู่ประมาณสามพันบาท รอเก็บสะสมเพิ่มอีกนิดคงได้ค่าเทอมสำหรับเรียนต่อวิทยาลัยเทคนิคอย่างที่ตั้งใจไว้แล้ว
“น้องอัญให้พ่อกับแม่” เมื่อกลับถึงบ้าน อัญจรีก็ยกเงินรายได้ทั้งหมดจากการขายลูกกวาดให้ตรีและดวงฤทัย
ดวงตามองหน้าหลานด้วยสีหน้าปลาบปลื้ม
“ได้ลูก พ่อกับแม่จะเก็บฝากบัญชีให้นะ” ดวงฤทัยตีความหมายไปอีกทาง
อัญจรีรีบส่ายหน้า “อัญไม่เอา อัญให้พ่อกับแม่” เธอพูดยืนยันอีกครั้ง
“นี่เป็น้ำพักน้ำแรงของลูก พ่อกับแม่รับไม่ได้” ตรีปฏิเสธ
“แม่ขอบใจอัญมากนะ แต่พ่อกับแม่ยินดีรับด้วยใจก็พอ อัญเอาตังค์นี่ไปซื้อขนมหรือของเล่นที่ลูกอยากได้ดีกว่านะ ลูกจะได้มีความสุข”
“นี่เป็ความสุขที่สุดของอัญ อัญมีความสุขที่ให้พ่อกับแม่”
ตรีตาแดงก่ำส่วนดวงฤทัยนั้นรีบดึงแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดน้ำตาที่ไหลซึมออกมา
“ลูกพ่อทำไมน่ารักขนาดนี้” ตรีรวบลูกสาวมากอดในอ้อมอก
“เพราะอัญมีพ่อแม่ที่น่ารัก มียายที่น่ารัก อัญเลยน่ารัก” คำพูดของเธอก็ได้เปลี่ยนน้ำตามาเป็เสียงหัวเราะหลังจากนั้น
แม้จะรับเงินของลูกมาแล้ว แต่ทั้งคู่ก็ไม่คิดจะใช้เงินที่มีค่าก้อนนี้ สองสามีภรรยาจึงนำเงินไปเปิดบัญชีให้
อัญจรีและจะคอยเติมให้ทุกเดือน รอลูกสาวโตขึ้นก็ตั้งใจจะมอบเงินก้อนนี้ให้ลูกสาวไว้สำหรับตั้งตัว