จนถึงวันที่หนึ่งมกราคม พ.ศ. 2539
ภานุวัฒน์รีบตื่นแต่เช้ากว่าปกติทุกทีเขาว่าจ้างซื้ออาหารจากร้านข้าวแกงเอาไว้แล้วล่วงหน้าตั้งแต่ปีที่แล้ว...
ตั้งแต่วันที่สามสิบธันวาคม 2538 พอถึงเวลาก็ไปรับอาหารจ่ายเงินซื้อดอกไม้แล้วกลับเข้าบ้านมารอรับท่านสมภารที่จะบิณฑบาตผ่านมา
ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่การถวายสังฆทานในบ้านอย่างง่ายๆ แต่ชายหนุ่มก็ยังจัดเตรียมข้าวของเอาไว้หลายสิ่งอย่างจนคล้ายกับการทำบุญบ้านย่อยๆ
เขาซื้อผ้าไตรจีวรมาหนึ่งผืน พระพุทธรูปมาหนึ่งองค์และอาหารสำหรับถวายสังฆทาน ซึ่งจะต้องประกอบไปด้วยอาหารคาวห้าอย่าง อาหารหวานห้าอย่างข้าวสุก น้ำและดอกไม้ธูปเทียนนอกจากนี้เขายังเตรียมขันน้ำมนต์ที่ทำน้ำมนต์เอาไว้จนเต็มขันเพื่อให้หลวงตาแช่มใช้พรมบ้านเพื่อความเป็นสิริมงคลอีกด้วย
อันที่จริงแล้วหากเป็นงานทำบุญบ้านน้ำมนต์ที่ใช้พรมบ้านนั้นจะได้มาจากการสวดทำน้ำมนต์ของพระในพิธีสวดทำบุญบ้านแต่ในเมื่อนี่เป็นการนิมนต์พระมารับสังฆทานเฉย ๆ จึงไม่มีพิธีในการสวดทำน้ำมนต์ไตเติ้ลจึงตัดสินใจทำน้ำมนต์เองให้สำเร็จรูปเอาไว้พร้อมใช้เพื่อที่หลวงตาแช่มมาถึงก็จับพรมได้เลย
ในฐานะคนที่มองเห็นผีแล้วสามารถการันตีได้ว่าจะน้ำมนต์แบบที่หลวงตาแช่มทำ หรือจะแบบสำเร็จรูป[1]ที่เขาทำเองอย่างไรเสียก็ใช้ไล่ผีได้เหมือนกันหมดอย่างแน่นอนอยู่แล้ว
ส่วนลูกพลับนั้นยังเป็นเด็กไม่ค่อยรู้เรื่องการทำบุญตามพิธีประเพณีอะไรของพวกผู้ใหญ่นักแต่ตอนที่หลวงตามารับสังฆทานในบ้าน จนถึงตอนที่กำลังกรวดน้ำกันอยู่เด็กชายก็สังเกตได้ว่า พวกผีที่เป็นเงาดำ ควันดำ ๆ ที่เหลือค้างอยู่ตามประตูหน้าต่างและที่เฟอร์นิเจอร์บางชิ้นอยู่ดี ๆ ก็จางหายไปในตอนที่กำลังกรวดน้ำกันอยู่นั่นเอง
เสร็จจากการทำสังฆทานในบ้านแล้วหลวงตาแช่มก็เอาน้ำมนต์ที่ทิดวัฒน์เตรียมไว้ให้เดินพรมไปรอบบ้านลูกพลับก็เดินตามพ่อไปด้วยสังเกตเห็นว่าผีควันดำอีกหลายตัวจางหายไปตอนที่โดนน้ำมนต์แล้วก็ไม่ได้กลับมาอีกพอพรมน้ำมนต์เสร็จเรียบร้อยจนหลวงตากลับวัดไปแล้ว มองเข้ามาภายในบ้านอีกทีเด็กน้อยก็รู้สึกว่าในบ้านหลังนี้สว่างมากขึ้นอย่างบอกไม่ถูก
เด็กชายถามป๊ะป๋าเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ได้รู้คำตอบว่าผีบางตัวอยากที่จะไปเกิดอยู่แล้ว แต่ความว่าเป็นผีทำบุญเองไม่ได้ไม่มีบุญบารมีติดตัวมากพอที่จะไปเกิด ดังนั้นการทำบุญบ้านหรือการทำบุญในบ้านอย่างการนิมนต์พระมารับสังฆทานแบบนี้จะทำให้ภูตผีที่มีพลังวิญญาณต่ำในบ้านได้รับอานิสงส์บุญมากพอที่จะไปเกิดและไม่ติดค้างอยู่ในบ้านอีกต่อไป
ก็ไม่ถึงกับว่าไม่มีเสียเลยหรอกนะมันก็ยังมีบางตัวที่ไปเกิดไม่ได้และลูกพลับยังเห็นว่าเป็นเงาดำ ๆ อยู่แต่สงสัยผีว่าพวกนี้จะนิสัยไม่ดีมาก ๆ ตอนที่ได้พลังบุญไปแล้วก็เลยยังไปเกิดไม่ได้ป๊ะป๋าบอกว่าถ้าเราทำบุญในบ้านบ่อย ๆ จนถึงวันหนึ่งพลังบุญเต็มเมื่อไหร่ผีพวกนี้ก็จะไปเกิดได้เอง
ลูกพลับจึงได้หายสงสัยว่า เพราะแบบนี้นี่เองคนในสมัยโบราณแต่ไหนแต่ไรมาจึงจะต้องมีการทำบุญบ้านกันเป็นเพราะว่าทุกคนกลัวเจอผีหลอกกันนี่เอง[2]
หลังจากทำบุญปีใหม่และพรมน้ำมนต์ในบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้วหลวงตาแช่มก็กลับวัดเพราะมีของที่ถวายสังฆทานให้หลวงตาเยอะมากภานุวัฒน์จึงนิมนต์หลวงตาขึ้นกระบะพ่วงข้างของรถมอเตอร์ไซค์พร้อมกับข้าวของแล้วขี่รถไปส่งหลวงตาที่วัดพร้อมๆ กับคืนรถด้วยเสียเลยส่วนลูกพลับที่ยังตัวเล็กเกินกว่าที่ป๊ะป๋าจะไว้ใจให้อยู่บ้านคนเดียวก็ถูกพ่วงไปด้วยในกระบะพ่วงพร้อมๆ กับหลวงตา
ส่งหลวงตาและคืนรถเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วตอนออกจากวัดมาชายหนุ่มก็เจตนาพาลูกพลับเดินผ่านไปยังบ้านเพิงหลังน้อยที่เป็นเพียงที่ว่างโล่ง
แหม... ตอนอยู่ก็อยากจะหนีไปให้พ้นไวไวแต่พอได้ที่อยู่ใหม่ตอนกลับมาดูแบบนี้แล้วก็ชักคิดถึงเพราะที่นี่คือความทรงจำแรกของไตเติ้ลเกี่ยวกับโลกมิตินี้ที่เขาลืมตาตื่นขึ้นมาพอจะต้องจากไปจริง ๆ แล้วก็ให้รู้สึกอาวรณ์อยู่บ้างเหมือนกัน
แต่จะให้กลับมาอยู่ก็ไม่ไหวหรอกสภาพบ้านแบบนี้มันไม่ได้เรียกว่าบ้าน มีแค่ความทรงจำไม่ได้ทำให้ชีวิตคนก้าวเดินต่อไปได้และโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่แห่งนี้ไม่ได้มีความทรงจำที่ดีสำหรับลูกพลับเลยการเลือกที่จะจากไปมันถูกต้องที่สุดแล้วลูกพลับจะได้ไม่ต้องพกความทรงจำอันเลวร้ายต่าง ๆ พวกนั้นติดตัวไปด้วยจนโต
คิดแล้วคนเป็นพ่อก็อุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นมานั่งบนแขนของตนมือข้างหนึ่งกอดลูกชายเอาไว้แน่นอย่างหวงแหน
“ลูกพลับดูบ้านหลังนี้แล้วคิดถึงอะไรครับ” ภานุวัฒน์ถามลูกชาย
“คิดว่าเคยเป็นบ้านของเราครับ” เจ้าตัวเล็กตอบ
“แล้วคิดถึงเหตุการณ์อะไรในบ้านหลังนี้ครับ”
“คิดถึง...”
เด็กชายกำลังจะตอบแล้วก็กลับหยุดประโยคไป ร่างเล็กๆ กลับหันมากอดรอบคอพ่อตัวเองเอาไว้แน่น
“พูดมาได้เลยครับ ไม่ต้องเกรงใจป๊ะป๋า”
“คิดถึง...ที่พ่อตีลูกพลับ...ครับ” เจ้าตัวน้อยกระซิบตอบเสียงอ้อมแอ้ม
“แล้วคิดถึงอะไรอีกครับ?”
“ผีที่มานั่งกินเหล้ากับพ่อ แล้วก็ชอบหลอกลูกพลับลูกพลับกลัวมากแท้ ๆ เลย”
เด็กน้อยเสียงเริ่มเครือออกมาพอลองย้อนคิดถึงตามที่ป๊ะป๋าถามแล้ว มันก็ไม่เห็นจะมีอะไรดีเลยสักอย่างเดียว
“แล้วมีอะไรอีก?”
“พ่อ...เมา...ลูกพลับเกลียดที่สุดเลย!”
ถึงตรงนี้อยู่ ๆ เด็กชายก็เสียงดังขึ้น กำปั้นเล็กๆ ทุบแรงลงไปบนบ่าของไตเติ้ลก่อนที่จะเริ่มร้องไห้ออกมาอย่างห้ามตัวเองเอาไว้ไม่ได้
“แล้วมีอะไรอีก?”
ภานุวัฒน์ยังถามต่อไปอย่างไม่เกรี้ยวกราดแล้วก็กลายเป็นว่าลูกพลับยิ่งร้องไห้ดังขึ้น กำมือทุบหลังเขารัว ๆ หนักยิ่งขึ้นไปอีก
“ลูกพลับเกลียดพ่อที่เมา เกลียดพ่อที่เสียงดังเกลียดพ่อที่ด่าลูกพลับ ตีลูกพลับ ลูกพลับเกลียด...เกลียดลูกพลับนิสัยไม่ดีที่ถูกพ่อตี...เกลียดที่สุดในโลกเลย!”
เด็กชายปลดปล่อยอารมณ์เสียงดังลั่นแล้วก็ร้องไห้จ้าออกมากอย่างที่...
ไม่เคยทำมาก่อนเลยในชีวิต
ภานุวัฒน์ลูบหลังปลอบลูกชายที่ร้องไห้อยู่ในอ้อมแขนของตนเบาๆ ปกติเขาจะเกลียดเด็กที่แหกปากร้องไห้เสียงดัง แต่กับลูกพลับ...เจ้าเด็กตัวเล็กคนนี้...
ร่างเล็ก ๆ เพียงแค่นี้แต่กลับต้องมาแบกรับอะไรหลายๆ อย่างมากจนเกินไป ทั้งถูกทุบตี ถูกทารุณ ทั้งร่างกายและจิตใจจนบอบช้ำไปหมดเด็กตัวเล็กเพียงแค่นี้ที่ไม่ว่าจะคิดจะทำอะไรก็ต้องคอยดูต้องคอยระวังอยู่ตลอดเวลาจะถูกผู้ใหญ่ตีไหม จะเอาตัวรอดไปในแต่ละวันได้รึเปล่า
ทั้งที่ตัวเล็กขนาดนี้ทั้งที่ยังเป็นเด็กเล็กตัวแค่นี้เลยแท้ ๆ แต่แค่จะร้องไห้ระบายอารมณ์ของตัวเองออกมาให้สุดกำลังอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้ลูกพลับก็ยังทำไม่ได้
เพราะฉะนั้นในวันนี้ก็ให้ร้องไปเถอะร้องออกมาให้ถึงที่สุด ร้องออกมาเสียให้พอ แล้วก็ทิ้งน้ำตาของตัวเองเอาไว้ที่นี่พร้อมกับทิ้งเจ้าลูกพลับเด็กโชคร้ายคนเก่าที่ไม่มีใครรักเอาไว้ที่นี่ด้วยเหมือนกัน
ความทรงจำของลูกพลับที่อาภัพความทรงจำของลูกพลับที่ถูกทุบตีจนเกือบตายความทรงจำแบบนั้นให้ทิ้งมันไว้ที่นี่ให้หมด
“ลูกพลับรักป๊ะป๋าไหมครับ”
ไตเติ้ลถามลูกชายที่ยังคงสะอื้นไห้
“ร...รัก..อึก..ฮืออออ...รัก”
เจ้าเด็กน้อยเสียงสะอึกสะอื้น ทั้งที่ร้องไห้แต่ก็พยายามจะพูดตอบให้ได้สุดท้ายก็กัดฟันหยุดร้องไห้แล้วก็พูดต่อออกมาจนจบประโยค
“ลูกพลับเกลียดพ่อที่เมา แต่ว่ารักป๊ะป๋าลูกพลับรักป๊ะป๋าที่สุดในโลกเลย”
พอพูดจบก็เปล่งเสียงร้องไห้ออกมาทันทีครานี้ดังลั่นหนักยิ่งกว่าเดิม แต่ถึงลูกพลับจะร้องไห้หนักขนาดนี้ ป๊ะป๋าที่บอกว่าไม่ชอบเด็กงอแงก็ยังไม่ว่าอะไรลูกพลับเลยสักคำ
ป๊ะป๋าใจดี ป๊ะป๋ารักลูกพลับลูกพลับรักป๊ะป๋าคนนี้มากที่สุดในโลกเลย
“งั้นลูกพลับก็ทิ้งพ่อขี้เมาเอาไว้ที่นี่นะครับ”ภานุวัฒน์บอกกับลูกชาย “ป๊ะป๋าเองก็เกลียดไอ้เดชขี้เมาคนนั้นมากๆ เหมือนกัน ก็เลยตั้งใจว่าจะทิ้งมันเอาไว้ที่นี่”
“ท...ทิ้งได้..อึ่ก...เหรอ..ค..คั..บ” ลูกพลับถามทั้งร้องไห้เสียงสะอื้น
“ได้สิครับ เรื่องที่ลูกพลับพูดมาทั้งหมดเมื่อกี้นี้ทุกอย่างที่ลูกพลับเกลียด พ่อใจร้ายที่ลูกพลับไม่ชอบลูกพลับทิ้งมันเอาไว้ที่บ้านหลังนี้ สิ่งที่ทำให้ลูกพลับเสียใจทำให้ลูกพลับร้องไห้ ลูกพลับทิ้งมันเอาไว้ที่นี่ ไม่ต้องไปจดจำมัน โยนมันเอาไว้แล้วก็ลืมไปให้หมดพอไปถึงบ้านหลังใหม่พวกเราก็จะมีแต่ความสุข แล้วจะไม่เอาเรื่องพวกนี้มาพูดถึงอีก”
“ม..ไม่พูดถึง..แล้ว..อึ่ก..จะ...ฮือ...ลืมได้เหรอ...ครับ”เด็กชายพยายามกลั้นกลืนเสียงสะอื้นไห้
“ได้สิครับ ถึงจะไม่ได้ทันทีในวันนี้พรุ่งนี้แต่ในสักวันมันก็จะเจือจางลง ลูกพลับจะลืมไปจนหมดได้อย่างแน่นอน”
“ลูกพลับรัก..อึ่ก..ป๊ะป๋า จะจำแต่ป๊ะป๋าที่ไม่เมา.. ฮือ...”
“ป๊ะป๋าก็จะไม่กินเหล้า ไม่เมาแล้วก็จะไม่ตบตีทำร้ายลูกพลับอีกเด็ดขาดเลยครับลูกพลับจะได้ไม่ต้องคิดถึงเรื่องแย่ ๆ อีกต่อไป” ไตเติ้ลให้สัญญา
พอคนพ่อพูดจบลูกพลับก็เขื่อนน้ำตาแตกออกมาอีกครั้ง
เวลาที่เด็กเล็ก ๆ ร้องไห้น่ะนะ มันหยุดกันได้ง่ายเสียที่ไหนล่ะยิ่งเป็นเด็กที่ปกติไม่ค่อยจะร้องไห้อย่างลูกพลับด้วยน่าจะมีแรงอึดคูณสองมากกว่าเด็กทั่วไปอย่างแน่นอน
ภานุวัฒน์ไม่ได้ห้ามและไม่ได้ปลอบลูกชายให้เงียบลงชายหนุ่มยืนฟังลูกตัวเองร้องไห้เสียงดังไปอย่างนั้นขณะที่ลูบหลังให้เด็กชายไปเรื่อยๆ อย่างอ่อนโยน
ลูกพลับกอดคอพ่อเอาไว้แน่นแต่ก็ยังร้องไห้เสียงดังออกมาไม่มีหยุด
โชคดีที่วันนี้สองพ่อลูกตื่นมาเตรียมของใส่บาตรขึ้นบ้านใหม่ตั้งแต่เช้าลูกพลับจึงร้องไห้ได้เพียงเกือบชั่วโมงแล้วหลับคาอ้อมแขนพ่อไปในที่สุด
พอลูกพลับกลับเงียบเสียงลงไปแล้วไตเติ้ลก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ
นอกจากไอ้เดชขี้เมานั่นแล้วก็ยังมีเจ้ามะพลับเด็กขาดสารอาหารนั่นอีกคนสินะที่จะต้องทิ้งเอาไว้ที่นี่
เพราะตอนนี้ลูกพลับที่อยู่ในอ้อมแขนของเขาไม่ใช่เด็กขาดสารอาหารคนเดิมอีกต่อไปแล้วแต่เป็นไอ้เจ้ากระปุกออมสินหมูน้อยที่คนเป็นพ่อจะต้องแบกเดินออกจากซอยข้ามไปจนถึงซอยข้าง ๆ กว่าจะถึงบ้านหลังใหม่
พอคิดถึงน้ำหนักของเจ้ากระปุกหมูตัวนี้แล้วป๊ะป๋าก็ให้รู้สึกว่า
แขนตัวเองถูกเหน็บกิน...
[1]น้ำมนต์สำเร็จรูป ทิดวัฒน์เรียกว่าน้ำมนต์สำเร็จรูปแต่จริง ๆ แล้วน้องก็สวดทำน้ำมนต์ไปตามปกตินี่แหละค่ะ
[2]ประเพณีทำบุญบ้าน อันนี้น้องเข้าใจผิดนะคะ การทำบุญสามารถทำให้พวกผีและวิญญาณติดที่สามารถไปเกิดได้ก็จริงแต่จริง ๆ แล้วมันเป็นไปเพื่อความสิริมงคลของบ้านเพราะถ้าในบ้านไม่มีวิญญาณที่ไม่ดีแล้วบ้านก็จะสามารถอยู่อาศัยได้อย่างร่มเย็นเป็นสุขถึงได้มีการทำบุญบ้านกันแต่โบราณกาลมา และโดยส่วนใหญ่แล้วเวลาที่คนทำบุญบ้านนั้นก็มักจะทำให้กับเทพาอารักษ์ผีบ้านผีเรือน และวิญญาณบรรพบุรุษ ไม่เกี่ยวกับเรื่องกลัวผีเลยค่ะ