หมี่หลันเยว่มองใบไม้ที่สั่นเทาในสายลมฤดูใบไม้ร่วงแต่ในใจกลับไม่มีความรู้สึกเศร้าสร้อยแม้แต่น้อย ใกล้จะเข้าสู่ฤดูหนาวแล้วและเมื่อฤดูหนาวมาถึง ฤดูใบไม้ผลิก็คงอีกไม่ไกล วันเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าแต่หมี่หลันเยว่กลับปรารถนาให้การเติบโตของตนเองก้าวหน้าเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ถ้าเธอเติบโตได้เร็วกว่านี้ก็จะสามารถช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัวได้เร็วขึ้น ในยุคสมัยนี้พ่อและแม่ต่างก็ทำงานประจำ ทำให้ฐานะทางบ้านดีกว่าครอบครัวอื่นๆ มากแต่ในสายตาของหมี่หลันเยว่ ครอบครัวของเธอก็ยังคงขัดสนอยู่ดี
พ่อกับแม่ไม่ใช่คนขี้เหนียวโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเื่ของความเป็อยู่ของลูกๆ ทั้งสามพวกท่านพยายามหาของกินดีๆ ให้ลูกอย่างเต็มที่ จะมีซื้อผลไม้ ขนมหรือแม้แต่ซื้อลูกอมครึ่งชั่ง ไอติมแท่ง หรือน้ำอัดลมให้ลูกดื่มเป็ครั้งคราวซึ่งสำหรับเด็กคนอื่นๆ ถือว่าเป็เื่ที่หรูหรามาก
แต่ก็เพราะการ‘เป็ครั้งคราว’ เหล่านี้นี่เองทำให้ครอบครัวแทบจะไม่มีเงินเก็บ แถมบางเดือนยังชักหน้าไม่ถึงหลังหมี่หลันเยว่จึงรู้สึกร้อนใจ แต่ไม่ว่าเธอจะร้อนใจแค่ไหน ร่างกายเล็กๆในวัยสองขวบกว่าๆ ก็ยังไม่สามารถทำอะไรได้ในตอนนี้
"หย่วนฉิงวันนี้ฉันซื้อหัวไชเท้ากลับมาอีกแล้ว หัวไชเท้าที่บ้านปลูกไว้น้อยเกินไปฉันกลัวจะไม่พอสำหรับกินตลอดฤดูหนาว ฉันจะไปที่ห้องเก็บผักหลังบ้านเอาหัวไชเท้าลงไปเก็บ เธอตามมาด้วยนะ ฉันจะเอาผักกาดขาวขึ้นมา เธอช่วยฉันรับหน่อยวันนี้อากาศดี แดดก็แรง ลมก็ดี เราจะเอาผักกาดขาวมาตากแดดให้แห้งๆ"
หมี่หลันเยว่ได้ยินว่าพ่อกับแม่จะไปทำงานก็รีบก้าวขาเล็กๆ ลงจากแคร่ในห้องโถง วิ่งไปที่ห้องครัวเห็นพ่อกำลังปิดอ่างล้างหน้า เหยียบม้านั่งเตี้ยเปิดหน้าต่างแล้วะโลงไปที่หลังบ้าน
"หย่วนฉิงส่งตะกร้าใส่หัวไชเท้าให้ฉันหน่อย"
หมี่หลันเยว่เงยหน้าขึ้นมองดูว่าทำไมแม่ยังไม่มา หวังหย่วนฉิงกำลังจัดเสื้อผ้าฤดูร้อนงานในมือยังเหลืออีกนิดหน่อย เธอรีบพับเสื้อผ้าที่เหลืออีกสองสามชิ้นพลางตอบรับเสียงดัง
"เดี๋ยวไปๆ"
หมี่หลันเยว่รอแม่สักพัก ก็ยื่นมือเล็กๆออกไป พยายามจะยกตะกร้าใบใหญ่ ตะกร้าเป็อุปกรณ์สำหรับใส่ของมีความสูงประมาณครึ่งเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางก็ประมาณครึ่งเมตรเช่นกัน เป็ทรงกลมทำจากกิ่งหลิวสานเป็ตะกร้าปากตรง ที่ด้านข้างทั้งสองฝั่งมีหูหิ้วสองอัน ใช้งานได้จริงและใส่ของได้เยอะ
ตะกร้าที่บรรจุหัวไชเท้าเกือบเต็มใบนี้สำหรับหมี่หลันเยว่ตัวน้อยๆ แล้ว มันคือสิ่งมหึมาเธอยังตัวเล็กกว่าความสูงของตะกร้าเสียอีก ดูมือเล็กๆ ที่ยื่นออกมาสิไม่สามารถโอบรอบตะกร้าได้ครึ่งใบด้วยซ้ำ พ่อยืนอยู่ข้างนอกหน้าต่างห้องครัวมองดูลูกสาวเบ่งหน้าจนแดงก่ำ พยายามยกตะกร้าหัวไชเท้าอย่างสุดกำลังพ่อก็หัวเราะจนตัวงอ
"หย่วนฉิง เธอรีบมาเถอะไม่งั้นลูกสาวเธอคงจะยกตะกร้าขึ้นมาให้ฉันได้แล้ว"
หวังหย่วนฉิงพับเสื้อผ้าเสร็จแล้วพอได้ยินสามีพูด ก็รีบเดินออกจากห้องเห็นลูกสาวกำลังพยายามยกตะกร้าใบใหญ่อย่างสุดกำลังแต่ตะกร้าก็ยังคงอยู่นิ่งเหมือนเดิม
"หลันเยว่เก่งจังอยากช่วยแม่ทำงานเหรอ? ลูกยังเล็กเกินไปงานหนักขนาดนี้ลูกทำไม่ไหวหรอก ให้แม่ทำเองดีกว่านะลูก ไปพักผ่อนก่อนเถอะ"
เห็นลูกสาวหายใจหอบหวังหย่วนฉิงก็รู้สึกสงสารจับใจ เธอโน้มตัวลง ใช้แรงทั้งหมดที่มียกหูหิ้วทั้งสองข้างของตะกร้าขึ้นเธอยกตะกร้าใบใหญ่จากพื้นขึ้นไปวางบนม้านั่งเตี้ย แค่นี้ก็ทำให้เธอเหนื่อยหอบแล้วพอคิดถึงว่าเมื่อกี้ลูกสาวพยายามจะยกตะกร้าหัวไชเท้า ก็ยิ่งสงสารลูกเข้าไปอีกยื่นมือไปลูบศีรษะลูกเบาๆ
"ลูกสาวแม่เก่งจังเก่งกว่าแม่เสียอีก"
หมี่หลันเยว่หน้าแดง เธอยังเด็กเกินไปจริงๆช่วยพ่อแม่ทำอะไรไม่ได้เลย แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้ สักวันจะต้องมีวันที่เธอช่วยได้เธอจึงไม่ยอมเดินหนีตามที่แม่บอก
หวังหย่วนฉิงรวบรวมกำลังอีกครั้งพยายามจะยกตะกร้าหัวไชเท้าขึ้นไปบนขอบหน้าต่าง นี่เป็งานที่ต้องใช้พละกำลังจริงๆหมี่จิ้งเฉิงที่อยู่ข้างนอกหน้าต่างโน้มตัวลง เตรียมพร้อมที่จะรับแต่หวังหย่วนฉิงยกไปได้ครึ่งทางก็เริ่มหมดแรงเสียแล้ว เหลืออีกนิดเดียว เธอไม่อยากล้มเลิกกลางคันไม่อย่างนั้นจะยิ่งยกยากขึ้นไปอีก
ในขณะที่เธอกำลังกัดฟันสู้ พยายามยกขึ้นไปเธอก็รู้สึกว่าตะกร้าหัวไชเท้าเบาลงเล็กน้อย แม้จะเป็เพียงชั่วพริบตาแต่เธอใช้แรงส่งนั้น ยกตะกร้าหัวไชเท้าขึ้นไปอีกนิดพอดีกับที่หมี่จิ้งเฉิงเอื้อมมือถึงขอบตะกร้าหัวไชเท้าได้ทั้งสองคนช่วยกันยกตะกร้าหัวไชเท้าขึ้นไปวางบนขอบหน้าต่างส่วนที่เหลือก็ให้หมี่จิ้งเฉิงจัดการ
"หลันเยว่ ขอบใจนะลูกสาวเราช่วยได้เยอะจริงๆ"
ปรากฏว่าในตอนที่หวังหย่วนฉิงกำลังจะยกไม่ขึ้น หมี่หลันเยว่มุดเข้าไปใต้ตะกร้าถึงแม้เธอจะยกตะกร้าไม่ไหว แต่การยื่นมือช่วยแม่ประคองไว้ ก็ช่วยผ่อนแรงไปได้บ้างเพราะการประคองนั้นง่ายกว่าการยก
ยังไงก็ตามแรงเพียงเล็กน้อยนั้นก็ทำให้แขนของหมี่หลันเยว่ระบมไปหมด มันเกินกำลังของเธอร่างกายเล็กๆ ในวัยสองขวบนั้นบอบบางเหลือเกิน โชคดีที่ได้ช่วยแม่แต่หวังหย่วนฉิงกลับรู้สึกหวาดกลัว
"หลันเยว่แม่รู้ว่าลูกอยากช่วยผู้ใหญ่ทำงาน แต่แบบนี้มันอันตรายนะลูก"
หวังหย่วนฉิงดึงลูกสาวเข้ามากอด ลูบหลังเบาๆ
"ถ้าแม่ยกไปได้ครึ่งทางแล้วยกไม่ไหวตะกร้าตกลงมาทับหนู มันไม่ใช่เื่เล่นๆ เลยนะเพราะฉะนั้นต่อไปห้ามทำแบบนี้อีกแล้วนะ รู้ไหม? ถ้าแม่้าให้ลูกช่วยแม่จะบอกเอง"
พอคิดว่าลูกสาวอาจจะโดนตะกร้าหัวไชเท้าที่มีน้ำหนักหลายสิบกิโลกรัมทับหวังหย่วนฉิงก็รู้สึกมือไม้อ่อนยวบ
"รู้แล้วค่ะแม่"
หมี่หลันเยว่เห็นแม่เป็ห่วงก็ตอบอย่างว่าง่าย แต่ในใจกลับกำลังคิดว่าจะทำยังไงให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นได้เร็วๆ
"เอาเถอะๆลูกก็แค่อยากจะช่วยนั่นแหละ แค่ยังเด็กเลยคิดไม่รอบคอบ"
หมี่จิ้งเฉิงกลัวว่าลูกสาวจะน้อยใจที่ทำงานแล้วยังโดนว่าก็รีบช่วยพูดให้
"ฉันจะลงไปที่ห้องเก็บผักแล้วนะเธอขึ้นมาช่วยฉันรับผักกาดขาวด้วย"
การตากผักกาดขาวที่เก็บไว้กินในฤดูหนาวก็ไม่ใช่เื่ง่ายหมี่หลันเยว่อยากจะช่วยอีก เห็นแม่กำลังจะเหยียบม้านั่งเตี้ยเธอก็รีบดึงชายเสื้อแม่ไว้
"แม่คะๆ อุ้มหนูขึ้นไปก่อน"
"หลันเยว่คนดี แม่กับพ่อจะไปทำงานไม่ได้ไปเล่น ดูแลลูกไม่ได้หรอกนะ ลูกอยู่กับพี่ชาย น้องชายในบ้านดีๆเดี๋ยวแม่ก็กลับมาแล้ว"
หวังหย่วนฉิงคิดว่าลูกสาวแค่อยากจะอยู่ใกล้ๆก็เลยย่อตัวลงมา แล้วพูดปลอบลูกสาว
"น้องชายมีพี่ชายดูแลอยู่แล้วนี่แม่คะ หนูไม่ต้องให้แม่ดูแล หนูจะไปช่วยแม่ดูผักกาดขาว"
ในสวนหลังบ้านของตัวเองผักกาดขาวจะไปมีอะไรให้ดู แต่พอมองเห็นแววตาของลูกสาว หวังหย่วนฉิงก็ใจอ่อนคิดว่าในบ้านมีลูกชายคนโตดูแลลูกคนเล็กอยู่ ลูกสาวตามไปก็คงไม่เป็ไร
"ก็ได้ แม่จะอุ้มลูกขึ้นไปแต่คราวนี้ลูกต้องเชื่อฟังนะ ต้องอยู่ห่างๆ ห้องเก็บผักอย่าปีนขึ้นไปบนเนินเขาเองนะ"
ถึงแม้ว่าลูกสาวจะเป็คนเชื่อฟังแต่ก็ยังเด็กแค่สองขวบกว่าๆ หวังหย่วนฉิงกลัวว่าเธอจะเกิดอยากเล่นขึ้นมา
สวนหลังบ้านเป็พื้นที่กึ่งเนินเขาพื้นที่กึ่งเนินเขากับห้องเก็บผักมีความสูงต่างกันหลายเมตร อย่าว่าแต่เด็กเลยแม้แต่ผู้ใหญ่ตกลงไปก็อาจจะาเ็ได้ง่ายๆ ทำให้เธอต้องระวังกลัวว่าเผลอทำงานจนลืมลูก ทำให้ลูกสาวได้รับอันตรายโดยไม่คาดคิด
"หนูจะเชื่อฟังแม่หนูจะไม่ปีนบันไดหิน"
เธอรับปากกับแม่ว่าจะไม่ขึ้นไปบนพื้นที่กึ่งเนินเขาหวังหย่วนฉิงจึงวางใจอุ้มลูกสาวขึ้นไปบนขอบหน้าต่าง ถึงแม้ลูกสาวจะยังเด็กแต่คำสัญญาที่เธอให้ไว้ก็ไม่เคยผิด
"ทำไมตามมาล่ะ?"
หมี่จิ้งเฉิงเพิ่งจะเอาหัวไชเท้าลงไปเก็บในห้องเก็บผักยกผักกาดขาวขึ้นมาสองต้น เห็นลูกสาวก็ใเล็กน้อยเขามีความกังวลเหมือนกับหวังหย่วนฉิง
"หนูมาช่วยพ่อขนผักกาดขาว"
หมี่หลันเยว่ใช้แขนทั้งสองข้างกอดผักกาดขาวที่อยู่ในมือพ่อไว้ต้นหนึ่งแล้วเดินไปวางไว้บนพื้นข้างๆ จากนั้นก็กลับมาอุ้มอีกต้นหนึ่ง ไปวางไว้ข้างๆ ต้นแรก
หมี่จิ้งเฉิงค้อมตัวอยู่ตรงปากห้องเก็บผักมองดูลูกสาวกำลังวุ่นวายอยู่ ใจก็รู้สึกอบอุ่น แม้จะยังเด็กขนาดนี้ก็ยังรู้จักเป็ห่วงความลำบากของพ่อแม่ เด็กบ้านไหนจะรู้จักคิดได้ขนาดนี้หมี่จิ้งเฉิงรู้สึกภูมิใจอย่างเต็มอก ลูกสาวของเขาน่ะ เก่งกว่าเด็กคนอื่นๆ จริงๆ
"เอ๊ะ หลันเยว่ช่วยขนด้วยเหรอ?"
ในเวลานี้หวังหย่วนฉิงก็เดินมาถึงข้างห้องเก็บผัก มองดูหมี่จิ้งเฉิงที่ค้อมตัวอยู่ตรงนั้นสายตาของเขาอยู่ที่ผักกาดขาวสองต้น หวังหย่วนฉิงก็รู้สึกตกตะลึงเล็กน้อยผักกาดขาวสองต้นนั้นไม่เล็กเลย การยกมันไม่ใช่เื่ง่ายๆ
"ใช่แล้วค่ะหนูช่วยแม่กับพ่อทำงานได้แล้ว"
หมี่หลันเยว่แสดงท่าทีร่าเริงสดใสแบบเด็กๆได้อย่างเหมาะสม หวังหย่วนฉิงก็รู้สึกปวดใจขึ้นมาอีกครั้ง เด็กเล็กๆ ที่รู้จักคิดมักจะทำให้ผู้ใหญ่รู้สึกสงสารมากกว่า
"เอาล่ะๆ เรามาทำงานกันต่อเถอะ"
หมี่จิ้งเฉิงรู้สึกว่าบรรยากาศมันทำให้เขารู้สึกจุกอกก็รีบกลับเข้าไปในห้องเก็บผัก ขนผักกาดขาวออกมาทีละต้นสองต้น ต้องยอมรับว่าถึงแม้ผักกาดขาวจะไม่ใหญ่มากแต่การขนมันออกมาจากห้องเก็บผักเป็จำนวนหลายร้อยกิโลกรัม ก็เป็งานที่หนักเอาการ
รอจนกระทั่งขนผักกาดขาวทั้งหมดที่อยู่ในห้องเก็บผักออกมาเรียงกันเสร็จไม่ใช่แค่หมี่หลันเยว่เท่านั้น แม้แต่พ่อกับแม่ก็แทบจะหมดแรงหมี่หลันเยว่ถึงกับนอนแผ่หลาลงไปบนกองผักกาดขาว เพื่อที่จะตากผักกาดขาวให้ทั่วถึงพวกเขาจึงกางผักกาดขาวแต่ละต้นออก หมี่หลันเยว่จึงใช้ผักกาดขาวเป็ที่นอนไปเลย
"รีบลุกขึ้นมาเร็วเข้าอากาศในฤดูใบไม้ร่วงมันหนาวแล้วนะ เดี๋ยวจะไม่สบายเอา"
ผักเหล่านี้ขนขึ้นมาจากห้องเก็บผักจึงเย็นเฉียบหวังหย่วนฉิงจึงไม่สนใจความเหนื่อยล้าของตัวเองรีบอุ้มลูกสาวขึ้นมาจากกองผักกาดขาว หมี่จิ้งเฉิงก้าวข้ามหน้าต่างไปก่อนรับลูกสาวไปไว้ในอ้อมแขน
หมี่หลันเยว่เหนื่อยจนไม่อยากจะขยับนิ้วปล่อยให้พ่ออุ้มพาไปที่ห้องเล็ก แม่เดินตามเข้าไปจัดแจงปูผ้าปูที่นอนเล็กๆให้ลูกอย่างคล่องแคล่ว ถอดเสื้อคลุมและกางเกงตัวนอกของลูกออกหมี่หลันเยว่นอนลงบนที่นอนนุ่มๆ ก็ผล็อยหลับไปทันที
มองดูลูกสาวที่หลับไปอย่างรวดเร็วหวังหย่วนฉิงก็ช่วยลูกสาวปัดผมหน้าม้าที่ยุ่งเหยิงบนหน้าผากออกปลายผมที่เปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ ทำให้หวังหย่วนฉิงรู้สึกไม่ดี
เขารู้สึกว่าตัวเองทำได้ไม่ดีพอถึงทำให้ลูกสาวต้องลำบาก พอคิดถึงหมี่หลันเยว่ในตอนนั้น ที่ใช้แขนเล็กๆอุ้มผักกาดขาวเดินไปมา ใจของพ่อแม่หนุ่มสาวก็รู้สึกซับซ้อน ลูกสาวยังเด็กมากแต่เพื่อครอบครัวแล้ว เธอก็พยายามทำทุกอย่างที่เธอพอจะทำได้