
ตอนที่21 เพื่อนใหม่ตัวน้อย
จู่ๆ ฉันก็กลายเป็ตัวประหลาดในสายตาของเพื่อนคนอื่นๆ ในมหาลัยฯ ไปซะอย่างงั้น…
พวกเพื่อนทั้งชายหญิงมองฉันด้วยสายตาประหลาดๆ แถมวาวานางก็ดูแปลกไปอีก ถามคำตอบคำเหมือนไม่ค่อยอยากจะพูดกับฉันสักเท่าไหร่
“วาวาวันนี้หน้าตาฉันมีอะไรผิดปกติไปงั้นเหรอ”
“เปล่านี่”
“ฉันรู้สึกว่าเหมือนทุกคนมองฉันประหลาดๆ พิกล”
“ให้ฉันบอกตรงๆ เลยนะมินนี่ หน้าตาเธอปกติดีทุกอย่าง แต่ที่พวกเขามองเธอแปลกๆ ก็เพราะข่าวลือที่ว่าเธอย้ายไปอยู่ห้องเดียวกับ…” วาวาเม้มปากทำตาโต
“พี่แจสเปอร์ต่างหาก” ในที่สุดนางก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงกระซิบ
“มิน่า เป็อย่างงี้นี่เอง”
เขาว่าความลับไม่มีในโลกนี่ก็เื่จริงสินะ ขนาดว่าเื่ส่วนตัวของฉันแล้วมันก็เกิดขึ้นที่คอนโดมิเนียมของฉันแท้ๆ ยังมีคนรู้เื่ที่ฉันย้ายไปขออาศัยอยู่กับนายแจสเปอร์แล้วเอาข่าวนี้มาเล่าสู่กันฟังที่มหาลัยอีก
เห้อ…
วันนี้แทบทั้งวันฉันพยายามใช้ความอดทนข่มใจเอาไว้ไม่ให้เอ่ยถามวาวาออกไป ในเื่ราวหลายๆ เื่ที่ยังคาใจฉันอยู่ ฉันยอมรับนะว่ากลัวผลลัพธ์ที่มันจะออกมาแล้วยิ่งทำให้ฉันรู้สึกแย่ไปกันใหญ่ กับทุกความคิด ความรู้สึก และความสัมพันธ์ของฉันกับนาง
“วาวา บอกตรงๆ เลยเหมือนกันนะว่าคืนนั้นฉันหมดที่พึ่งจริงๆ ฉันเหมือนถูกลอยแพอยู่ในป่ามืดๆ เพียงคนเดียว หันหน้าไปหาใครก็ไม่เจอใคร เธอก็รู้ว่าที่เมืองไทยฉันไม่มีญาติพี่น้องเลยสักคนเดียว ฉันโทร.หาเธอตั้งหลายครั้งแต่ก็ไม่ติด และบังเอิญที่นายแจสเปอร์ยื่นมือมาช่วยฉันเอาไว้ทำให้คืนนั้นฉันไม่ต้องไปนอนข้างถนน”
ฉันบีบมือตัวเองที่วางไว้บนตักส่งยิ้มไปให้เพื่อนสาวของฉัน
“วาวา… คืนนั้นน่ะ แบตเตอรี่โทรศัพท์ของเธอหมดเหรอเปล่า”
“อ่อ ใช่ๆ ฉันต้องขอโทษด้วยนะมินนี่ ที่ฉันช่วยอะไรเธอไม่ได้น่ะ”
สีหน้า ท่าทาง กับน้ำเสียงรวมทั้งแววตาของวาวามันขัดแย้งกันจนเห็นได้ชัด นั่นทำให้ฉันเลือกที่จะหยุดพูดถึงเื่นี้อีกต่อไป ไม่ซักไซ้ไล่เรียงอะไรนางต่อ ขึ้นชื่อว่า ‘ภาระ’ แน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากจะแบกรับเอาไว้ให้เดือดร้อนตัวเองแน่ๆ
แล้วเวลานี้ตัวฉันก็เป็ภาระก้อนใหญ่
“อือ ฉันก็คิดแบบนั้นอยู่เหมือนกัน ไม่เป็ไรหรอกวาวาฉันเข้าใจเธอดี”
ฉันมองดูนาฬิกาข้อมือ
“ฉันขอตัวก่อนนะวาวา เมื่อวันก่อนฉันเห็นป้ายประกาศติดรับสมัครพนักงานพาสทามเลยว่าจะลองไปสมัครดูน่ะ”
“โชคดีนะมินนี่”
วาวาโบกมือบ้ายบายฉันทันทีโดยที่นางไม่ได้ถามอะไรต่อ ฉันเองก็โบกมือให้นางคืนไปเช่นกัน ในความพยายามทำตัวให้เป็ปกติเหมือนเดิมของนางทำให้ฉันโคตรอึดอัด และฉันเองก็เชื่อว่าเราสองคนต่างก็รู้ดีด้วยกันทั้งคู่
“โชคดีเหมือนกันนะวาวา บาย”
ฉันเลือกที่จะเป็ฝ่ายเดินจากมาด้วยความรู้สึกหวิวโหวงที่เกิดขึ้นในหัวใจ คุณพ่อของฉันเคยบอกว่ากำลังใจของคนเราเป็สิ่งที่เราสามารถสร้างมันขึ้นมาเองได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องอ้อนวอนขอพรวิเศษจากพระเ้า หรือว่ารอรับมันจากใคร ตอนนี้ฉัน้ากำลังใจมากที่สุดเพื่อที่จะใช้มันก้าวต่อไปและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงซึ่งกำลังเกิดขึ้นกับชีวิตของฉัน
ระหว่างที่นั่งอยู่บนรถเมล์ ในหัวของฉันคิดเื่ต่างๆ วุ่นวายไปหมดจนเกือบลงเลยป้าย ซ้ำร้ายพอเข้าไปขอสมัครงานก็ได้รับการปฏิเสธกลับมาอีกเนื่องจากทางร้านได้รับพนักงานเต็มตามจำนวนที่เขา้าแล้ว ฉันเลยเดินคอตกมองพื้นฟุตบาทเพื่อไปยังป้ายรถเมล์ ข้างหนึ่งเป็ถนนที่รถราวิ่งกันขวักไขว่อีกด้านเป็สวนสาธารณะเล็กๆ สำหรับนั่งพักผ่อน
เวลาตอนนั้นเริ่มมืดแล้ว
เมี้ยว เหมียวๆๆ
จู่ๆ ก็มีลูกแมวตัวหนึ่งะโออกมาจากพุ่มไม้มันยืนขวางหน้าฉันพร้อมกับส่งเสียงร้อง ตัวมันเล็กๆ กลมๆ ขนฟู แววตาน่าสงสารปนน่าเอ็นดู
“เ้าเหมียวน้อย แกมาจากไหนเนี่ย มีปลอกคอด้วยหลงทางมาเหรอ”
ฉันเป็อะไรที่แพ้ทางสิ่งมีชีวิตน่ารักน่าชังแบบนี้ซะด้วยสิ ฉันมองไปรอบๆ ตัว ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างไม่มีใครให้ความสนใจกับเ้าเหมียวน้อยเลยสักคนเดียว นี่หากเป็ก่อนหน้านี้ฉันคงติดสินใจเอามันกลับห้องไปด้วยทันที แล้วค่อยลงประกาศตามโซเชียลหาเ้าของลูกแมวตัวน้อย
แต่ตอนนี้นะเหรอ? ลำพังตัวฉันเองยังเอาตัวไม่รอดเลย
ใบหน้าของนายแจสเปอร์ลอยเข้ามาในหัวทันที หากฉันเอาเ้าแมวน้อยกลับห้องไปด้วยละก็เผลอๆ ฉันและเ้าเหมียวผู้น่าสงสารตัวนี้อาจจะโดนอัปเปหิออกจากห้อง จนกลายเป็หญิงสาวเร่ร่อนและแมวจรจัดด้วยกันทั้งคู่
“กลับบ้านไปซะนะเ้าเหมียว ข้างนอกนี้มันอันตรายเดี๋ยวโดนรถทับไส้แตกเอานะ”
ฉันยกมือตีปากตัวเองเบาๆ ที่เผลอพูดจาเหมือนไปแช่งแมวน้อยผู้น่าสงสารเข้า ตอนนี้มันคงหวาดกลัว สับสน แถมยังไร้ที่พึ่งเหมือนฉัน
“ขอให้เจอเ้าของนะลูก บ้ายบาย”
ฉันตัดสินใจเดินจากเ้าสัตว์โลกตัวน้อยผู้น่าสงสารตัวนั้นมา แต่เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าวเ้าแมวน้อยมันก็วิ่งตามฉันมาติดๆ ส่งเสียงเล็กๆ ร้องเหมียวๆ จนฉันต้องหันหลังกลับไปมองสบตากับมันอีกครั้ง ดวงตาของเราทั้งคู่มองประสานกัน