คุณหนูเวย เวยรู้สึกว่าร่างกายของนางร้อนผ่าว ใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาจากอก นี่เป็ครั้งแรกในชีวิตของนางที่ได้ััเนื้อตัว และแนบชิด ติดกับผู้ชาย.
นางััได้ถึงความอบอุ่น และความแข็งแรงของแผ่นอกอันกว้างใหญ่ ท่านอ๋องหยุดการเคลื่อนไหวทันที... กลิ่นกายอันหอมละมุนจากตัวนาง ขณะนี้ได้เปลี่ยนเป็กลิ่นหอมอันยั่วยวนเกินที่จะห้ามใจได้
ท่านอ๋องก้มหน้าลงมองใบหน้าของนางที่ตอนนี้มาอยู่ใกล้กัน จนได้ยินเสียงของลมหายใจ ท่านอ๋องใช้มือข้างหนึ่งโอบรัดเอวของนางเข้ามาแนบชิดติดกับตัวเองมากยิ่งขึ้น มืออีกข้างประครองใบหน้าของนางขึ้นมาเพื่อสบสายตา แล้วท่านอ๋องก็ไม่สามารถควบคุมความรู้สึกของตัวเองได้อีกต่อไป.
คุณหนูเวย เวย พยายามที่จะขยับตัว แต่ไม่สามารถสู้กับกำลังแขนของท่านอ๋องได้ นางกำลังจะปริปากพูด เพื่อจะขอร้องให้ท่านอ๋องปล่อยแขนที่รัดแน่นนั้นออก แต่คำพูดนั้นไม่ได้หลุดรอดออกมาจากริมฝีปากของนางเพราะถูกจู่โจมด้วยริมฝีปากของท่านอ่องเสียแล้ว.
ท่านอ๋องโน้มตัวลงกดจูบที่ริมฝีปากนุ่มๆนั้นอย่างแ่เบา รู้สึกถึงความหอม..หวานจนอยากััให้ได้มากกว่านี้ ...
ในสมองของคุณหนูเวย เวย ตอนนี้ขาวโพลนไปหมด เป็ครั้งแรกที่ได้รับการััที่ลึกซึ้งเช่นนี้ จูบแรกของนางเป็ของท่านอ๋องที่ได้.
ภายนอกรถม้านั้น ฝนยังคงตกอยู่อย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เหล่าทหารองครักษ์และผู้ติดตามต่างพากันยืนหนาวสั่นกันอยู่บริเวณรอบๆ รถม้า... แต่ไม่มีผู้ใดร่วงรู้ว่า อุณหภูมิภายในที่นั่งของรถม้ามีความร้อนเกิดขึ้นจนแทบจะเกิดไฟรุกท้วมรถม้านั้นได้ทั้งคัน.....
เมื่อคุณหนูเวย เวย เริ่มได้สติกลับคืนมา เพราะร่างกายรู้สึกได้ถึงความหนาวเย็นของชุดที่เปียกชุ่มจากน้ำฝนที่สาดเข้ามาทางช่องหน้าต่าง... นางถอนริมฝีปากบางๆของตัวเองออกจากริมฝีปากของท่านอ๋อง และใช้มือเล็กๆทั้งสองข้างพลักไปที่หน้าอกของท่านอ๋องอย่างแรง ทำให้แผ่นหลังของท่านอ๋องไปกระแทกชิดติดกับโครงไม้ของตัวรถม้า.
ทหารองครักษ์ที่ยืนอยู่ข้างนอกตัวรถม้า สังเกตุเห็นว่ารถม้าสั่นไหว จึงส่งเสียงเข้าไปว่า "เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าพะยะคะ ท่านอ๋อง".
ท่านอ๋องถูกคุณหนูเวย เวยพลักจนหลังไปติดกับตัวของรถม้า แต่ยังคงกอดร่างของนางเอาไว้แน่น ทว่าเมื่อได้ยินเสียงของทหารองครักษ์ดังเข้ามาในรถม้า จึงค่อยๆคลายมือที่รัดแน่นออกจากร่างของคุณหนูเวย เวย.
เมื่อคุณหนูเวย เวยสามารถขยับตัวได้แล้ว นางก็รีบลุกพาตัวเองออกมาจากรถม้าทันที เพราะกลัวว่าท่านอ๋องจะรังแกตนไปมากกว่านี้ แต่ลืมไปว่าชุดที่ใส่นั้นเปียกชุ่มอยู่ แล้วข้างนอกรถม้านั้น มีพวกทหารองครักษ์และบ่าวไพร่อยู่มากมาย
ท่านอ๋องรีบลุกตามนางออกมา เขาถอดเสื้อคลุมตัวนอกสุดของตัวเอง นำไปสวมทับบนชุดของคุณหนูเวย เวย อย่างรวดเร็ว ไม่ปล่อยให้ผู้ใดได้มีโอกาสเห็นเรือนร่างของนางอันเป็ที่รัก พวกทหารองครักษ์และบ่าวไพร่ที่อยู่ภายนอกบริเวณรถม้า ต่างยืนดูเหตุการณ์อยู่ด้วยความรู้สึกงุนงง แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าที่จะกล่าวสิ่งใดออกมา.
จากนั้นท่านอ๋องก็อุ้มร่างของคุณหนูเวย เวยเข้าไปยังรถม้า พร้อมทั้งกระซิบที่ข้างหูของนางว่า"อย่าดื้อนะคนดี ข้าจะไม่รังแกเ้าแล้ว ข้างนอกนี้ฝนยังตกอยู่เข้าไปนั่งข้างในกับข้าเถิด" การกระทำและคำพูดนั้น ชั่งนุ่มนวลและอบอุ่นยิ่งนัก ทำให้คุณหนูเวย เวย สงบนิ่งยอมให้ท่านอ๋องพากลับเข้าไปนั่งในรถม้าดังเดิม
เมื่อเม็ดฝนหายไป ขบวนรถม้าก็ออกเดินทางต่อไป เพื่อให้ถึงที่พักในเมืองหนานจิง ก่อนพลบค่ำ โดยขบวนรถม้าของท่านอ๋อง ต้องใช้เวลาถึง 3 วันในการเดินทางไปถึงเมืองหลวง จึงต้องพักค้างแรมที่เรือนรับรองในเมืองต่างๆ ตามเส้นทางที่ผ่านก่อนจะไปถึงเมืองหลวง.
คุณหนูเวย เวยรู้สึกว่าร่ายกายอบอุ่นขึ้นจากไออุ่นของเสื้อคลุมท่านอ๋อง แล้วก็เผลอหลับไป ด้วยความที่ไม่เคยได้เดินทางไกล จึงทำให้ร่างกายอ่อนเพลียประกอบกับที่ถูกฝนจนตัวเปียกแล้วนั่งจนตัวแห้ง นางจึงเริ่มเป็ไข้โดยไม่รู้ตัว.
ขบวนรถม้าของท่านอ๋องเดินทางมาถึงเรือนพักรับรองที่เมืองหนานจิง ในเวลาพลบค่ำพอดี ท่านอ๋องค่อยๆขยับตัวทีละน้อย เพื่อไม่ให้คุณหนูเวย เวยที่กำลังฟุบหลับอยู่บนหน้าอกของท่านอ๋องตื่นขึ้นมา ท่านอ๋องสั่งสาวใช้ที่ติดตามมากับคุณหนูเวย เวย ให้ไปจัดเตรียมที่นอนของคุณหนูเวย เวยในเรือนรับรองนั้น.
ท่านอ๋องค่อยๆ เอามือช้อนศรีษะของคุณหนูเวย เวยขึ้นจากอกของตน และเมื่อมือของท่านอ๋องััไปถูกที่ต้นคอของนาง จึงรู้ได้ทันทีว่านางมีไข้ขึ้นสูง ท่านอ๋องจึงสั่งทหารองครักษ์คนสนิทให้รีบไปที่จวนเ้าเมือง ตามหมอที่ดีที่สุดในเมืองมารักษาคุณหนูเวย เวยที่เรือนรับรองแห่งนี้.
แล้วท่านอ๋องก็ค่อยๆอุ้มตัวของคุณหนูเวย เวย ไปส่งยังห้องพักของนาง โดยมีสาวรับใช้ประจำตัวของนางเตรียมรออยู่แล้ว.... ท่านอ๋องค่อยๆบรรจงว่างร่างของคุณหนูเวย เวย ลงบนที่นอนอย่างนุ่มนวล กลิ่นหอมๆ ละมุนที่ตัวนาง ทำให้ท่านอ๋องไม่อยากที่จะดึงตัวเองออกมาจากร่างของนาง...แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่านางกำลังป่วย จึงสั่งให้สาวใช้รีบเช็ดตัวแล้วเปลี่ยนชุดให้คุณหนูเวย เวย ก่อนที่หมอประจำเมืองหนานจิงจะมาถึง.
เมื่อหมอประจำเมืองหนานจิง มาตรวจดูอาการของคุณหนูเวย เวยเป็ที่เรียบร้อย ก็รายงานกับท่านอ๋องว่าคุณหนูเป็เพียงไข้หวัดธรรมดาแล้วก็จัดยาให้สาวใช้นำไปต้มให้คุณหนูทาน.
ค่ำคืนในเรือนรับรองของเมืองหนานจิง ท่านอ๋องยังไม่กลับไปพักผ่อนที่ห้องพักของตน กลับนั่งนิ่งมองคุณหนูเวย เวยที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงด้วยอาการของคนเป็ไข้ ระหว่างกำลังรอสาวใช้นำยาที่หมอจัดให้ไปต้มให้คุณหนูเวย เวยอยู่นั้น ท่านอ๋องใช้ความคิดอย่างหนัก เขาคิดทบทวนลำดับเหตุการณ์ ั้แ่ครั้งแรกที่ได้เห็นหน้าคุณหนูเวย เวย จนถึงการกระทำของตัวเองในวันนี้.
ที่ผ่านมาท่านอ๋องไม่เคยมีไมตรีจิตให้กับหญิงใดในวังหลวงมาก่อน จึงได้ครองตัวโสดมาถึงอายุเข้าปีที่ 31แล้ว ถึงแม้ฮ่องเต้และไทเฮาพยายามที่จะพระราชทานคู่สมรสให้ โดยคัดเลือกบุตรสาวของขุนนางชั้นสูง หรือหลานสาวของท่านเสนาบดีมาเสนอให้ แต่ท่านอ๋องก็ปฏิเสธมาโดยตลอด เพราะท่านอ๋องไม่มีจิตพิสมัยต่อผู้ใดจึงไม่้าผูกมัดพวกนางไว้ และตัวท่านอ๋องเองนั้นรักในการเดินทางเป็ชีวิตจิตใจ จึงอ้างกับฮ่องเต้ว่าตน้าที่จะช่วยฮ่องเต้ บริหารงานบ้านงานเมือง.
แต่มาครั้งนี้ ท่านอ๋องกลับเอาหัวใจของตัวเองไปผูกติดไว้กับหญิงสาวที่กำลังจะเป็ของฮ่องเต้...ซึ่งเป็น้องชายของเขาเอง "ข้าจะขอฮ่องเต้ ให้ประทานนางให้กับข้า"..ความคิดนี้ดังขึ้นในใจของท่านอ๋อง... สาวใช้ยกเอาถ้วยยาที่ต้มเสร็จเรียบร้อยแล้วเข้ามาในห้อง ท่านอ๋องจึงสั่งให้ป้อนยาและดูแลคุณหนูเวย เวยให้ดี แล้วจึงกลับไปพักผ่อนยังห้องของตน.
เมื่ออาการของคุณหนูเวย เวยดีขึ้นขบวนรถม้าของท่านอ๋องก็ออกเดินทางต่อไป เ้าเมืองหนานจิงได้ถวายรถม้าคันใหม่ให้ท่านอ๋องใช้แทนรถม้าคันเก่าที่เสียหายไป ทำให้คุณหนูเวย เวยไม่ต้องนั่งรถม้าคันเดียวกันกับท่านอ๋องอีก แต่คุณหนูเวย เวยยังคงคิดถึงรสัับริเวณริมฝีปากของตัวเองที่รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นและอ่อนโยนจากริมฝีปากของท่านอ๋อง.
คุณหนูเวย เวยเผลอเอามือมาแตะที่ริมฝีปากโดยไม่รู้สึกตัว และเมื่อได้สติกลับมาก็รีบสลัดความคิดทั้งหมดทิ้งไป "ไม่ได้ มันเป็ไปไม่ได้" นางบอกตัวเองในใจ เพื่อไม่ให้เผลอใจไปคิดถึงแต่เื่ของท่านอ๋องอีก นางจะต้องทำตามความประสงค์ของบิดา นั้นคือสิ่งที่ควรจะเป็....ตลอดเส้นทางในการเดินทางนั้น ทั้งตัวท่านอ๋องและคุณหนูเวย เวย ต่างนั่งคิดถึงกันและกัน โดยที่ต่างฝ่าย ต่างไม่ได้พูดจาใดๆต่อกัน.
เมื่อขบวนรถม้าได้เดินทางมาถึงเมืองหลวง มีประชาชนคอยให้การตอนรับทั้งสองข้างทางจนขบวนรถม้าเคลื่อนเข้าสู่ประตูวังหลวง ท่านอ๋องจึงสั่งให้ทหารองครักษ์นำของกำนันจากหัวเมืองต่างๆ ส่งไปให้ที่ท้องพระคลัง แล้วให้นำคุณหนูเวย เวยไปพักผ่อนที่จวนของท่านอ๋องก่อน ส่วนตัวของท่านอ๋องจะรอเข้าเฝ้าฮ่องเต้ เพื่อถวายรายงานการไปตรวจราชการครั้งนี้...และท่านอ๋องจะต้องทูลเื่สำคัญที่คิดมาตลอดทางกับฝ่าา!
##เขาจะทำสำเร็จหรือไม่!!
***********************************
เมื่อฮ่องเต้ เต้ออัน รู้ข่าวการกลับมาของท่านอ๋อง ฮั้นหยาง พี่ชายสุดที่รักของเขา ก็สั่งให้หม่า กงกง ขันทีคนสนิทรีบไปเชิญท่านอ๋องให้มาเข้าเฝ้า......ท่านอ๋องกล่าวถวายพระพรฮ่องเต้เรียบร้อย ก็จัดแจงทูลรายงานการไปตรวจเยี่ยมยังหัวเมืองต่างๆ ตามที่ได้รับราชองค์การจากฮ่องเต้ให้ไปดูแลทุกข์ สุขของราษฏร ... ยังไม่ทันที่ท่านอ๋องจะกล่าวจบ ฮ่องเต้ก็รีบตัดบทว่า "ท่านพี่เดินทางไปนานแรมเดือน ข้าจึงไม่มีเพื่อนดื่มสุราชมจันทร์เลย ท่านพึ่งจะมาถึงเหนื่อยๆ กลับไปพักผ่อนเสียก่อน คืนนี้เรามานั่งจิบสุราแล้วค่อยๆคุยกันไปให้หายคิดถึง".
ท่านอ๋องเห็นว่า เป็การดีกว่าถ้าท่านอ๋องจะพูดเื่คุณหนูเวย เวยกับฮ่องเต้ตอนที่ดื่มสุราด้วยกัน เพราะเป็่เวลาที่ฝ่าามีความสำราญใจมากที่สุด การที่ท่านอ๋องคิดไว้คงจะสำเร็จ...ท่านอ๋องรับคำเชิญของฝ่าา และทูลลาเพื่อรีบกลับไปหาคุณหนูเวย เวย ซึ่งขณะนี้ไปพักอยู่ที่จวนของท่านอ๋องเรียบร้อยแล้ว.
คุณเวย เวยกำลังแช่ตัวอยู่ในอ่างอาบน้ำใบใหญ่ที่สาวรับใช้ในจวนของท่านอ๋องเตรียมไว้ให้ น้ำอุ่นๆ ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย หายจากความเหนื่อยล้าที่ต้องนั่งอยู่แต่บนรถม้าตลอดระยะเวลาการเดินทาง นางรู้สึกสดชื่นขึ้นมากแล้วเกิดอยากจะดื่มน้ำชาที่ต้มจากเกสรของดอกเหมยซึ่งเป็ชาที่นางโปรดปราน จึงสั่งลู่ฉี่สาวใช้คนสนิทที่ติดตามคุณหนูเวย เวยไปด้วยทุกที่ว่า "ลู่ฉี่ เ้าจงไปถามหาใบชาดอกเหมยที่ห้องเครื่องในจวนของท่านอ๋อง แล้วช่วยนำไปต้มมาให้ข้าที...เ้าเอาไปต้มเองนะ อย่าได้รบกวนคนในจวนไปมากกว่านี้" ประโยคหลังนางกำชับสาวใช้เพราะคุณหนูเวย เวยได้นิสัยขี้เกรงใจมาจากท่านเศรษฐีหลินผู้เป็บิดา สาวใช้รับคำสั่ง แล้วรีบเปิดประตูห้องตรงไปยังห้องเครื่องทันที เพื่อที่จะนำชาดอกเหมยมาให้คุณหนูได้ดื่มทันทีหลังเสร็จจากการแช่น้ำในอ่าง.
ท่านอ๋อง กลับมาถึงจวนก็ตรงไปยังห้องที่คุณหนูเวย เวยพักอยู่ทันที เพื่อที่จะพูดคุยกับนาง เพราะหลังจากเหตุการณ์ในรถม้าวันนั้น ท่านอ๋องกับคุณหนูเวย เวยยังไม่ได้พูดคุยกันเลยตลอดการเดินทาง...ท่านอ๋องถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไปภายในห้อง เพราะคิดว่าคุณหนูจะต้องอยู่ด้วยกันกับสาวใช้คนสนิท แล้วประตูก็ไม่ได้ถูกดันกลอนไว้ เพราะสาวใช้พึ่งจะเปิดออกไป...
ท่านอ๋องเข้าไปภายในห้องแล้วไม่พบใคร แต่ััได้ถึงกลิ่นกายของคุณเวย เวย จึงก้าวเท้าตามกลิ่นนั้นไป .... ฉากไม้แกะสลักสวยงามตั้งอยู่ระหว่างเตียงนอนกับโต๊ะเครื่องแป้ง... ท่านอ๋องเห็นคุณหนูเวย เวยนอนหลับตาพริ้ม เปลือยกายอยู่ในอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ที่มีใช้เฉพาะชนชั้นสูง.... ้าของเนินอกอันขาวนวลอวบอิ่มที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมา..นั้น.... ทำให้เืในร่างกายของท่านอ๋องสูบฉีดอย่างแรง...ความรู้สึกของความเป็ชายตื่นขึ้นมาทันที!!!
ท่านอ๋องยืนนิ่งแทบจะไม่หายใจ... แขนทั้งสองข้างกำมือไว้แน่น จนเหงื่อออกชุ่มไปทั้งมือ...พยายามควบคุมอารมณ์ตัวเองอย่างที่สุด.
คุณหนูเวย เวยรู้สึกว่าน้ำในอ่างที่แช่ตัวอยู่นั้นเริ่มจะเย็นขึ้นเรื่อยๆ ... จึงค่อยๆลืมตาขึ้นมา แล้วก็ต้องใสุดขีด เมื่อพบว่าเ้าของจวน จวนนี้กลับมาแล้ว และเขากำลังยืนอยู่ ณ เบื่องหน้าของนาง...ในขณะที่ร่างกายของนางกำลังเปลือยเปล่า มีเพียงน้ำใส่ๆ ในอ่างที่ใช้อำพลางทรวดทรงอันอวบอิ่ม เย้ายวนนั้นเอาไว้... ด้วยความอายอย่างที่สุดคุณหนูเวย เวยจึงดึงร่างของตัวเองลงไปใต้อ่างอาบน้ำ เพราะคิดไปเองว่าเดี๋ยวท่านอ๋องคงจะรีบออกไปจากห้องของนางเป็แน่...แต่นางคิดผิด!
ท่านอ๋องที่ยืนตัวแข็งสงบนิ่ง เพื่อควบคุมอารมณ์ของตัวเองอยู่นั้น เมื่อเห็นว่าคุณเวย เวยดำน้ำลงไปอยู่ใต้อ่างอาบน้ำ ท่านอ๋องก็รีบพุ่งตัวไปที่อ่างอาบน้ำ และลงไปช้อนร่างอันเปลือยเปล่าของคุณหนูเวย เวยขึ้นมาจากน้ำทันที ด้วยความเป็ห่วงเกรงว่านางจะขาดอากาศหายใจ หรือสำรักน้ำถึงแก่ชีวิตได้...