นางกัดฟันหักใจตรงหน้ากลับปรากฏภาพฉากเลือดเนื้อเละเทะกับเสียงกรีดร้องโหยหวนยามที่ฉินเอ๋อร์ถูกโทษโบยนางเป็นหมอยาจีน แต่ไหนแต่ไรรู้จักเพียงช่วยคน จะฆ่าคนได้อย่างไร! มีดสั้นสั่นเทาเข้าใกล้ไป๋หย่งชุน แต่อย่างไรก็ลงมีดไม่ได้
ในยามนี้เองหน้าประตูแว่วเสียงหัวเราะทุ้มต่ำแผ่วเบากะทันหัน “พอแล้วรีบเก็บมีดสั้นของเจ้า จะได้ไม่บาดตนเอง”
ฉีเมี่ยวตกใจจนใจสั่นมีดสั้นในมือก็ร่วงลงบนพื้น
อ้ายเหลียนที่ถือไม้ขาโต๊ะอยู่หลังเสาวิ่งออกมาทันทีครั้นเห็นผู้มาเยือนก็ชะงัก
หนุ่มน้อยในชุดสีแดงปิ่นหยกขาวรวบมวยผมสูง เปียกโชกไปทั้งตัว แต่มองไม่ออกว่าน่าสมเพชไม่ใช่ก่วนจวินเยี่ยนจะเป็นผู้ใด!
หัวใจของฉีเมี่ยวกลับสู่ที่เดิมสาวเท้าเดินออกจากประตูวัดร้าง
“น้องสาม เจ้ามาได้อย่างไร”
“พี่รองบอกว่าเป็นห่วงเจ้า ให้ข้าออกมาดูหน่อย” ก่วนจวินเยี่ยนปิดจมูกมองไป๋หย่งชุนอย่างรังเกียจ “ไอ้แก่ตายยากผู้นี้ข้าฆ่าเขาแทนเจ้าเถอะ เป็นบุรุษกลับให้หญิงสาวข่มขู่จนอุจจาระปัสสาวะราด” เดินเข้ามาใกล้เตะเขาหนึ่งครั้ง “ในเมื่อมีจิตใจชั่วร้ายนั้นเหตุใดไม่กล้าแบกรับผลลัพธ์”
สะกิดปลายรองเท้ามีดสั้นมาอยู่ในมือเขาราวกับมีชีวิต
ไป๋หย่งชุนตกใจจนตัวสั่นพูดตะกุกตะกักขอความเมตตาด้วยเสียงอู้อี้หลายประโยคก่วนจวินเยี่ยนกับฉีเมี่ยวฟังออกเพียงเขาพูดว่า “ไม่กล้าแล้ว ไม่กล้าอีกแล้ว”
ก่วนจวินเยี่ยนมองฉีเมี่ยว
ฉีเมี่ยวเม้มริมฝีปากแดงครู่ใหญ่ถึงพูดว่า “อย่างไรเสียเขาก็เป็นบิดาของอาจาวข้าคิดว่าผ่านเรื่องนี้ไป เขาคงไม่กล้าแล้ว”
ก่วนจวินเยี่ยนฉวยมือโยนมีดสั้นลงบนพื้นอย่างไม่ใส่ใจ“งั้นไม่ฆ่าชั่วคราว อย่างไรเสียมีข้าอยู่ด้วยจะให้เขาตายเมื่อใดยังไม่ใช่เรื่องง่ายดายหรอกหรือ”
ฉีเมี่ยวถอนใจพยักหน้าจริงด้วย จะให้ไป๋หย่งชุนตายเป็นเรื่องง่าย แต่เขาตายไป เรื่องที่ต้องจัดการภายหลังกลับไม่น้อยทำให้มือของตนสกปรกเพราะคนเช่นนี้ ไม่แน่ว่ายังต้องสังเวยด้วยชีวิตน้อยๆ ของตน
“เจ้ามัดอีกสามคนไว้ไม่ใช่หรือ อยู่ที่ใดล่ะ ข้าจะไปเก็บกวาด” ก่วนจวินเยี่ยนมองรอบด้าน
ฉีเมี่ยวขมวดคิ้วมองก่วนจวินเยี่ยนจ้องจนหนุ่มน้อยเบนสายตาออก
“พี่สะใภ้รอง ท่านมองอะไร”
“เจ้าเพิ่งมาไม่ใช่หรือ เหตุใดรู้ว่าข้ามัดตัวไว้อีกสามคน หรือเจ้าฟังอยู่ข้างนอกนานแล้ว?”
ก่วนจวินเยี่ยนเชิดคอ“นั่นแล้วอย่างไร!”
“เจ้ามาตั้งนานแล้ว แต่ไม่ได้ออกมาช่วย!”ฉีเมี่ยวมองก่วนจวินเยี่ยนอย่างเหลือเชื่อ นางสงสัยว่าเจ้าผู้นี้ไม่ได้มาเพื่อช่วยนางด้วยซ้ำเห็นได้ชัดว่าออกมาชมเรื่องสนุก!
“พี่สะใภ้รอง ข้าเพียงเห็นเจ้าจัดการอย่างเชี่ยวชาญ”ก่วนจวินเยี่ยนรู้สึกว่าเป็นฝ่ายผิด แต่เขายังควเชิดคางอย่างดื้อรั้นพูดว่า “ในเมื่อเจ้าจัดการได้ดี ข้ายังต้องออกมาทำอะไรล่ะ อีกทั้งมันก็ไม่ได้นานมากนักข้ามาถึงเจ้าผู้นี้ก็นอนลงแล้ว”
ฉีเมี่ยวถอนใจพูดอย่างจนปัญญา “ช่างเถอะ ดีร้ายรู้ว่าเจ้ามาแล้วก็อยู่รอดปลอดภัยที่จริงรถม้าไม่เสีย พวกเราไปเถอะ” หันหลังสั่งอ้ายเหลียน “ไปเรียกปี้ย่วน”
“ก็คือเด็กโง่สวมชุดเขียวผู้นั้น?”ก่วนจวินเยี่ยนพูดอย่างไม่รู้สึกผิด “เมื่อครู่ข้าเห็นเจ้ายุ่งอยู่ข้างในกังวลว่าข้างนอกจะมีคนไปเจอ เห็นนางกับเด็กรับใช้สองคนยืนอยู่ไกลๆ ข้าเลยฉวยมือฟาดสามคนจนหมดสติ”
“ฟาดจนหมดสติ!? คนล่ะ?!”
“ทิ้งไว้ข้างถนนมั่วซั่ว”
ฉีเมี่ยว...
จอมยุทธ์น้อยท่านนี้ท่านก็ขยันเกินไปแล้ว!
ทั้งสามคนรีบออกไปเก็บปี้ย่วนกลับมาไว้ในรถม้าส่วนสองคนที่เหลือก็ไม่ได้สนใจ อย่างไรเสียอีกสักพักพวกเขาก็ฟื้นมาเอง
ก่วนจวินเยี่ยนพูดว่า“อีกสามคนพวกเราไม่คุมตัวไป?”
“ไม่ต้อง” ฉีเมี่ยวยิ้มเยาะพูดว่า “ข้ารู้ชื่อพวกเขาแล้ว กลับไปสืบหาสายสนกลในได้ไม่ยากเดี๋ยวคุมตัวภรรยาและลูกของพวกเขาไว้ ข้าไม่เชื่อว่าพวกเขาจะกล้าไปพูดส่งเดชข้างนอกส่วนอานลู่โหว เขาขายหน้ามากเพียงนี้คิดว่าตนเองก็คงไม่เผยแพร่”
ก่วนจวินเยี่ยนนิ่งเงียบมองฉีเมี่ยวครู่ใหญ่ส่ายหน้าพูดว่า “คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผลโดยแท้พี่สะใภ้รอง ท่านอยู่กับพี่รองไม่กี่วันก็ติดนิสัยเสียมาแล้ว”
“นั่นก็ไม่สู้น้องสาม มาช่วยคนยังยืนห่างๆ ชมเรื่องสนุก” ฉีเมี่ยวกลอกตาขาวใส่เขาแวบหนึ่ง ปล่อยม่านรถลง
ก่วนจวินเยี่ยนลูบจมูกอย่างจนปัญญาแล้วขยับไปจูงม้าพลิกตัวขึ้นขี่
อ้ายเหลียนก็ไม่กล้าให้คุณชายก่วนผู้สูงส่งบังคับรถม้าตนเองจึงกระโดดขึ้นแอกรถ
กลุ่มคนกลับจวนโหวอย่างรวดเร็วเข้าจวนทางประตูข้างลานปีกเรือนชิ่นหยวนโดยตรง ไม่ได้รบกวนคนในจวน
เพิ่งเข้าลานบ้านอวี้เหลียนก็เข้ามาต้อนรับ “ฮูหยิน ท่านกลับมาแล้ว? เมื่อครู่ซื่อจื่อพูดพร่ำถึงท่านตั้งหลายครั้ง”
ฉีเมี่ยวสั่งว่า“ไปเตรียมน้ำขิงส่งให้คุณชายก่วนหน่อยอีกทั้งอ้ายเหลียนกับปี้ย่วนก็ต้องใช้ด้วย อีกสักพักปี้ย่วนน่าจะตื่นแล้ว พวกเจ้าเองก็อบอุ่นร่างกายสักหน่อยอย่าให้เป็นหวัดลมเย็น”
“ฮูหยินท่านรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้า บ่าวหนังหนา ไม่เป็นไรแต่ท่านร่างกายล้ำค่า อย่าให้ป่วยไข้”วันนี้อ้ายเหลียนติดตามฉีเมี่ยวออกไป ได้รู้จักฝีมือของนางยามนี้เห็นนางห่วงใยคนรับใช้เช่นนี้ ความเคารพนับถือที่มีต่อนางในใจยิ่งเพิ่มขึ้นขณะที่ออกไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก็เล่าทุกอย่างให้พวกพี่น้องคนดีฟังโดยละเอียดจนกระทั่งฉีเมี่ยวได้รับความเคารพนับถือจึงไม่พูดชั่วคราว
ยามนี้ฉีเมี่ยวมาถึงหน้าประตูห้องหลักทว่าลังเลไม่ได้ขยับเขยื้อน
ก่วนจวินเยี่ยนเห็นท่าทางนั้นของนางอดไม่ได้ที่จะขบขัน “พี่รองรอเจ้าอยู่นะ ข้าไปล่ะ”จากนั้นยิ้มสดใสกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
ฉีเมี่ยวขึงตาแวบหนึ่งใส่เงาด้านหลังของก่วนจวินเยี่ยนที่จริงนางมีอะไรให้ใจฝ่อล่ะ นางก็ถูกหลอกออกไป ได้ยินข่าวว่าฉีห่าวเกิดเรื่องกะทันหันไม่รู้สมองเพี้ยนหรืออย่างไร นางตกใจจนตัวชา เอาแต่ร้อนใจ ถ้าไม่ใช่ระหว่างทางได้สติขึ้นมาคราวนี้ยังไม่แน่ว่าจะถูกไป๋หย่งชุนทำอะไรบ้าง
แต่นางออกไปเช่นนี้ถึงอย่างไรก็ทำให้ไป๋ซีอวิ๋นกังวลไปด้วยแล้วกระมัง?
ขณะที่กำลังคิดในห้องแว่วเสียงทุ้มต่ำ “เมี่ยวเอ๋อร์ ยังไม่เข้ามา?”
ถูกพบแล้ว!
อย่างไรเสียก็คงถูกตำหนิยิ่งกว่านั้นหากสืบหาโดยละเอียดขึ้นมา บิดาของไป๋ซีอวิ๋นต่างหากที่ไม่เข้าท่า ไม่ใช่ความผิดของนางเสียหน่อย!
ฉีเมี่ยวเลิกผ้าม่านสาวเท้าเดินเข้าประตูไปด้วยท่าทีราวกับเห็นความตายเหมือนการกลับสู่มาตุภูมินางเข้าห้องด้านในไปก็เห็นไป๋ซีอวิ๋นพิงหมอนอิงกึ่งคลุมผ้าห่มบางนั่งอยู่ จากนั้นได้แต่ยิ้มอย่างอึดอัด“อาจาว ข้ากลับมาแล้ว”
ทั่วตัวของนางเสื้อผ้าเปียกโชกซ้ำยังเปื้อนโคลนมากมาย ผมยาวสยาย สีหน้าขาวซีด ท่าทางนั้นราวกับสัตว์ตัวเล็กที่ถูกทอดทิ้งน่ารักน่าชังโดยแท้
ไป๋ซีอวิ๋นคลึงหว่างคิ้ว“ข้าให้สาวใช้เตรียมน้ำร้อนให้เจ้าอาบน้ำ เจ้าถอดเสื้อผ้าเปียกออกก่อน”
ไม่ได้ตำหนินางด้วย?!
ฉีเมี่ยวอารมณ์ผ่อนคลายกะทันหันก้มหน้าเริ่มถอดเสื้อผ้าเปียก เห็นเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนนั้นพาดอยู่บนฉากบังลม รีบเดินเข้าไปพลางบ่นว่า“ฝนตกครั้งนี้ ข้างนอกหนาวจริงๆ เมื่อครู่ข้าอยู่วัดร้างนั้นยังนึกว่าวันนี้จะไม่รอดเสียแล้ว...”
นางถอดเสื้อผ้าเปียกทั่วตัวคว้าผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่หลังฉากบังลมเช็ดตัวลวกๆ คิดว่าอีกเดี๋ยวยังต้องอาบน้ำ จึงไม่ได้สวมชุดชั้นในหยิบเสื้อชั้นกลางสีขาวหิมะมาสวมเสียเลย จากนั้นก็หยิบกระโปรงยาว
ขณะกำลังจะผูกสายกระโปรงตรงเอวพลันรู้สึกได้ทันทีว่าอากาศรอบด้านคล้ายหนาแน่นอยู่บ้างเมื่อหันหลังมองกลับไป ก็พบว่าไป๋ซีอวิ๋นมายืนอยู่ข้างหลังนางเมื่อใดไม่รู้!
ฉีเมี่ยวนิ่งอึ้งรีบดึงกระโปรง สาบเสื้อของเสื้อชั้นกลางสีขาวหิมะหลุดลุ่ย เผยให้เห็นกระดูกไหปลาร้าและร่องอกงดงามที่สำคัญที่สุดคือนางไม่ได้สวมเอี๊ยมชั้นใน บนชุดขาวเผยสองแต้มออกมา ผมเปียกแนบต้นคอคดเคี้ยวเข้าสาบเสื้อ
ไป๋ซีอวิ๋นแววตาเร่าร้อนแต่ไม่พูดคุย
“อาจาว ท่าน ท่าน...”
นางเบิกตากว้างเพียงมองไป๋ซีอวิ๋นเดินเข้ามาใกล้ ชั่วพริบตาก็ถูกเขากดไว้ในอ้อมแขน
สองมือของฉีเมี่ยวยังจับกระโปรงเอาไว้ทว่าเขากอดแน่นเกินไปจนนางแทบหายใจไม่ออกแล้ว เขาผอมหนังหุ้มกระดูกทิ่มจนนางเจ็บ ได้แต่ออกแรงผลักเขา“อาจาว ท่านผ่อนแรงหน่อย”
ไป๋ซีอวิ๋นเหมือนไม่ได้ยินเสียงของนางด้วยซ้ำเพียงออกแรงกระชับสองแขน ก้มตัวโอบกอดนางไว้ตรงหน้าตน ราวกับจะซึมซับนางเข้าสู่ร่างกายของตน
เขาใจหายกับเรื่องนางจริงๆยามนี้นางกลับสู่ข้างกายเขาอย่างปลอดภัย ยืนอยู่ตรงหน้าเขาอีกครั้ง ทำให้ไป๋ซีอวิ๋นคิดเพียงจะขอบคุณเทพเจ้าทั่วสารทิศอีกทั้งเขาก็ตัดสินใจแน่วแน่ ภายหลังไม่ว่ายามใด จะไม่ให้นางห่างจากข้างกายตนเองแล้ว
“เจ้าโง่หรือ ผู้อื่นพูดอะไรเจ้าก็เชื่อ ยังกล้าไปโดยไม่บอกข้า?”
“ยามนั้นท่านหลับอยู่ ข้ากลัวจะรบกวนท่าน”ฉีเมี่ยวพูดเสียงอู้อี้
“ถึงข้าหลับอยู่แล้วไยต้องกลัว ถ้าเจ้ามีอันเป็นไป เกรงว่าชาตินี้ข้าต้องหลับตลอดไป!เจ้าไม่รู้หรือว่าข้างนอกวุ่นวายเพียงใด มีคนมากเพียงใดที่คิดไม่ดีกับเจ้า” ไป๋ซีอวิ๋นก้มหน้ามองนาง จากมุมมองของเขา เห็นท่าทางยั่วยวนของภรรยาตัวน้อยของตนได้อย่างชัดเจนแต่สาวน้อยผู้นี้หน้าตาเช่นนี้ยังไม่รู้ตัว ยังนึกว่าตนเองเป็นเพียงคนธรรมดา
เขากัดริมฝีปากของนางอย่างลงโทษสูดกลิ่นหอมอ่อนๆ บนร่างนาง ไป๋ซีอวิ๋นถึงรู้สึกว่าใจเย็นลงจนได้
ระหว่างพวกเขาไม่ใช่ว่าเขาให้การปกป้องนางมากเพียงใด แต่เป็นเขาได้รับความมั่นคงและสงบสุขจากบนร่างนางเพราะการมีอยู่ของนาง เขาถึงมีเป้าหมาย ใช้ชีวิตอย่างมีความหวัง มิเช่นนั้นการที่เขาเกิดใหม่อีกครั้งแล้วต้องเผชิญกับชีวิตที่อีกเพียงสี่ปีก็จะจบลงในเมื่อรู้ชัดว่าตนเองจะตายอย่างไรและตายเมื่อใด เช่นนั้นการมีชีวิตอยู่ยังมีความหมายอะไร!
ฉีเมี่ยวหลับตาลงสองมือโอบเอวผอมบางของเขาอย่างลังเล จิตใจที่เข้มแข็งจนเคยชินผ่อนคลายโดยไม่รู้ตัวนางสูดกลิ่นหอมยาอ่อนๆ บนร่างเขา กลับรู้สึกว่าน้ำตาเอ่อล้นขึ้นมาจนแสบจมูก
ในอ้อมแขนของคนที่เพิ่งรู้จักกันไม่กี่วันผู้นี้นางกลับรู้สึกปลอดภัย มีความรู้สึกดีที่ได้กลับบ้าน
ฉีเมี่ยวสูดจมูกแล้วพูดเสียงอู้อี้“อาจาว ทำให้ท่านกังวลเป็นความผิดของข้า แต่ข้าอยู่ข้างนอกตกใจมากพอแล้วนับว่าเป็นการลงโทษแล้วกระมัง ท่านก็อย่าได้รัดข้าจนตายเลย”
ไป๋ซีอวิ๋นขบขันกับประโยคนี้ของนางเสียงหัวเราะอู้อี้แว่วมาจากบนศีรษะ
“เด็กโง่” เขาถอยหลังหนึ่งก้าว มือใหญ่จัดสาบเสื้อให้นางดึงกระโปรงให้ตรง ผูกสายกระโปรงให้ดี จากนั้นหยิบผ้าเช็ดหน้าเช็ดผมนางให้แห้ง
เขาเคลื่อนไหวงุ่มง่ามแต่เต็มไปด้วยการให้ความสำคัญทำให้ฉีเมี่ยวรู้สึกว่าตนเองอยู่ตรงหน้าเขา เป็นเด็กไม่ยอมโตถูกรักใคร่ทะนุถนอมได้
นางเสียดายแทนเจ้าของร่างเดิมขึ้นมา
บุรุษที่ดีเช่นนี้แต่กลับขี้โรคส่วนเจ้าของร่างเดิมก็ตายไปแล้ว คนแปลกหน้าเช่นนางเข้ามาแทนที่ตำแหน่งของผู้อื่นเสพสุขการถนอมรักของเขานางยิ่งตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะรักษาโรคของเขาให้หายดี
หลังจากอาบน้ำฉีเมี่ยวอบอุ่นไปทั้งตัวแล้วก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นข้างนอกเมื่อครู่ให้ไป๋ซีอวิ๋นฟัง
ไป๋ซีอวิ๋นฟังคำพูดเหล่านี้แล้วครุ่นคิดชั่วครู่จากนั้นก็สั่งคนไปจัดเตรียมกระดาษและพู่กันทันที เขียนจดหมายหนึ่งฉบับ เรียกอวี้เหลียนเข้ามา“ไปส่งจดหมายให้พี่ใหญ่ข้ากับมือ ให้เขาหาทางส่งจดหมายถึงมือขององค์ชายรอง”
อวี้เหลียนขานรับจากนั้นถอยออกไป