ตอนที่ 1 ปัญหาลงตัว
ณ ห้องประชุมสภาแห่งหนึ่ง สถานที่กว้างขวางที่มีผู้คนเพียงแค่ไม่กี่คนเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ เพราะพรรคอื่นๆต่างเห็นว่าเื่ที่กำลังถกเถียงกันไม่ใช่ประเด็นสำคัญในการช่วยเหลือประเทศบ้านเมืองมีเพียงแค่พรรคไทยเป็หนึ่งกับพรรคใจรวมไทยเท่านั้นที่้าจะเอาชนะกันด้วยเื่นี้เพียงเื่เดียว
ในบรรยากาศที่ตึงเครียด แอร์ในห้องประชุมเย็นฉ่ำ แสงไฟเปิดสว่างทั่วทำให้เห็นใบหน้าของแต่ละฝ่ายได้ชัดเจน พรรคใจรวมไทยนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับพรรคไทยเป็หนึ่ง ทั้งสองฝ่ายกำลังถกเถียงกันเื่ที่จะเปิดให้มีการค้าขายหน้าสภา
ในขณะที่พรรคไทยเป็หนึ่งที่มีหัวหน้าพรรคคือคุณทินกรซึ่งนั่งด้านหน้าคุณนิภา้าให้มีพ่อค้าแม่ค้ามาค้าขาย แต่พรรคใจรวมไทยซึ่งมีคุณอาทิตย์เป็หัวหน้าพรรคและคุณภูษิตานั่งอยู่ด้านหลัง ไม่อยากให้พื้นที่รอบๆสภาวุ่นวายโดยพ่อค้าแม่ค้าที่มาทำการค้าขายกัน
ในขณะที่สมาชิกท่านอื่นๆในพรรคต่างก็ส่ายหน้าเบื่อหน่ายเต็มทีที่จะต้องมาถกเถียงเื่เดียวอยู่เป็เดือนๆแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ในเมื่อคุณอาทิตย์และคุณทินกรหัวหน้าพรรคทั้งสองฝ่ายยังเห็นว่านี่คือเื่สำคัญที่ควรพิจารณาให้รอบคอบ
"ผมคิดว่าถ้าเราเปิดโอกาสให้พ่อค้าแม่ค้าได้มีโอกาสทำมาหากิน เราอาจจะเข้าถึงพวกเขาได้มากขึ้นนะครับ" คุณทินกรหัวหน้าพรรคไทยเป็หนึ่งกล่าวท่ามกลางความเงียบในสภาในขณะที่สส.ท่านอื่นต่างก็ลุ้นกันว่าอยากให้พรรคใจรวมไทยเห็นด้วยเสียที
"ไม่ได้นะคะคุณอาทิตย์ จะยอมให้มันเกิดขึ้นไม่ได้! ถ้ามีการค้าขายหน้าสภา ความวุ่นวายอาจจะเกิดขึ้น"
ภูษิตากระซิบบอกอาทิตย์หัวหน้าพรรคของเธอจากด้านหลัง เพราะเห็นว่าเขาเริ่มจะคล้อยตามด้วยเนื่องจากปัญหานี้ผ่านมาร่วมเดือนแล้วคุณอาทิตย์เองก็เริ่มจะเบื่อหน่ายตามสมาชิกท่านอื่นแล้วเหมือนกัน
"แต่เื่นี้เราถกเถียงกันมาเป็เดือนแล้วนะครับ ผมว่าถ้ามีของมาขายแถวนี้ บรรยากาศแถวสภาอาจจะไม่ตึงเครียดเกินไปก็ได้"
อาทิตย์เอี้ยวตัวมาด้านหญิงสาวเล็กน้อย เขาเริ่มเห็นข้อดีของการมีพ่อค้าแม่ค้ามาขายในบริเวณรอบๆสภา อีกทั้งอยากให้เื่นี้จบได้เสียที
"ถ้าไม่มีใครคัดค้าน งั้นผมขอจบ...." ท่านประธานรีบตัดจบเพราะเห็นว่าทั้งสองฝ่ายเงียบไปเป็เวลานานเลยตัดสินใจว่าพรรคใจรวมไทยมีความคิดเดียวกันกับพรรคไทยเป็หนึ่งแล้วหลังจากที่ผ่านมาเป็เดือนๆแต่ยังไม่ทันได้พูดบประโยค
จู่ๆภูษิตาก็ยกมือขึ้น ท่ามกลางความงุนงงของอาทิตย์และสมาชิกในพรรคต่างก็ใกันยกใหญ่
"ดิฉันขอค้านไม่ให้มีการค้าขายเกิดขึ้นหน้าสภาค่ะ! ไหนจะเื่ความปลอดภัย ความวุ่นวาย เื่ความสะอาด ท่านประธานไม่ฉุกคิดเื่นี้บ้างหรือคะ!!" นิภายกมือเปิดไมค์บ้าง
"ใจเย็นๆก่อนดีมั้ยคะคุณภูษิตา คุณควรให้เกียรติท่านประธานหน่อย ไม่ใช่ตะคอกใส่ท่านแบบเด็กไม่มีมารยาทแบบนั้น" นิภากล่าวแบบเสียดสีปนๆกับสั่งสอนภูษิตาไปด้วย
ภูษิตาเริ่มรู้ตัวว่าตัวเองใจร้อนเกินไปในขณะที่สมาชิกท่านอื่นในพรรคต่างก็หันมามองเธอด้วยสายเดียวกัน คือไม่เคารพท่านประธานเลย หญิงสาวจึงหันไปน้อมตัวลงให้ท่านประธานและเบาเสียงลง
"ขอโทษค่ะท่านประธาน ดิฉันใจร้อนเกินไป"
ท่านประธานพยักหน้าด้วยสีหน้าเหนื่อยใจแต่ก็ไม่ได้ถือสาอะไรเพราะท่านเองก็เจอเหตุการณ์แบบนี้มาหลายครั้งหลายคราแล้ว ทันใดนั้นเองภูษิตจึงหันมาตอบโต้คุณนิภาต่อ
"แต่ดิฉันเพียงแค่ออกความคิดเห็นเท่านั้น และเหตุผลของดิฉันได้คิดรอบคอบมาดีแล้ว คุณควรจะไตร่ตรองเหตุผลดูนะคะ ว่ามันจะวุ่นวายขนาดไหน หากมีการค้าขายเกิดขึ้นที่นี่" นิภาเืขึ้นหน้าเมื่อมีคนที่อายุน้อยกว่ามาพูดจาเหมือนสั่งสอนเธอ สมาชิกท่านอื่นในพรรคต่างก็พูดกันเป็เสียงเดียวกันว่า ‘อย่าไปยอม’
"เสียมารยาทที่สุด! ฉันไม่เคยเห็นสส.คนไหนที่พูดจาแบบนี้กับรุ่นพี่มาก่อน ไม่รู้ว่าโตมายังไง!"
ภูษิตากำลังเปิดไมค์และลุกขึ้นด้วยท่าทางโมโหสุดขีดเพื่อโต้ตอบกลับนิภาอีกครั้ง แต่ท่านประธานปิดไมค์ไว้ได้ทัน ในขณะเดียวกันนั้น อาทิตย์หัวหน้าพรรคใจรวมไทยยกมือเปิดไมค์ขึ้นเพื่อที่จะขอเวลานอกให้ได้คุยกับภูษิตาให้เข้าใจ
"ผมขอเวลานอก5นาทีนะครับท่านประธาน" ท่านประธานกุมขมับพร้อมพยักหน้าด้วยใบหน้าที่เบื่อหน่ายเต็มที
"ใจเย็นๆก่อนนะครับคุณภูษิตา ผมว่าเื่นี้ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรเลย แต่มันเลยมาเป็เดือนแล้ว" คุณอาทิตย์หันไปโน้มน้าวหญิงสาวพร้อมกับกุมมือเธอไปด้วย สมาชิกท่านอื่นหันมามองและแซวผ่านทางสายตา อย่างกับว่าทั่งคู่เป็คู่รักกัน
"แต่เื่ความปลอดภัยไม่มีใครรับประกันได้นะคะ จะให้คนนอกอยู่รอบๆสภาได้ยังไง ยิ่งเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าพวกนั้น.." คุณภูษิตาพูดด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนหวังจะให้ชายหนุ่มเห็นด้วยกับเธอ
"ถ้าเป็เื่นั้น ควรมีตำรวจสภาเพิ่มขึ้นมั้ยครับคุณอาทิตย์คุณภูษิตา เพื่อรองรับความปลอดภัย" สมาชิกท่านหนึ่งที่นั่งห่างออกไปเพียงโต๊ะเดียวออกความคิดเห็นเพราะอยากให้เื่นี้จบโดยเร็ว
"นั่นสิครับ ถ้ามีตำรวจสภารอบด้าน คงจะเกิดเหตุฉุกเฉินได้ยาก คุณว่ายังไงครับ" อาทิตย์เพึ่งจะฉุกคิดขึ้นได้และถามหญิงสาวอีกครั้ง
ภูษิตายกมือขึ้นท้าวคาง มีทีท่าครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งด้วยใบหน้าเคร่งเครียด
"อืม......แบบนั้นก็โอเคนะคะ แต่ฉันว่าให้มีถึง20ร้านมันเยอะเกินไป ควรจะลดให้เหลือแค่5ร้านก็พอ เผื่อเกิดเหตุอะไร ตำรวจสภาจะได้รับมือทัน" ภูษิตาเริ่มเห็นด้วย แต่ถึงอย่างนั้นเงื่อนไขของเธอก็ไม่ใช่เื่เล็กน้อยเลย
"โห 5ร้าน! จาก20จะให้เหลือ5ร้านเลยเหรอครับ ผมเกรงว่าฝั่งนู้นจะมีปัญหาขึ้นมาอีก" อาทิตย์ใในคำตอบ เขาหันหน้าไปยังสมาชิกท่านอื่นที่กำลังพยักหน้าเพื่อบอกเป็นัยๆว่า ให้ลองเสนอดู แต่เมื่อเห็นว่าเวลาเริ่มเหลือน้อย ชายหนุ่มจึงได้แต่ถอนหายใจ
"งั้นเราลองเสนอเงื่อนไขนี้ดูนะครับ"
"หมดเวลาแล้วนะครับ ทางฝั่งพรรคใจรวมไทยว่ายังไงบ้างครับ"ท่านประธานกล่าวถามหาคำตอบทันทีที่เวลาหมดลง
"ผมเห็นด้วยกับอีกฝั่งนะครับที่จะให้มีการค้าขายเกิดขึ้น" อาทิตย์ยืนขึ้นตอบท่านประธานด้วยความเคารพ
ภูษิตานิ่งเงียบ สายตามองไปยังนิภาในขณะที่หญิงสาวผู้นั้นจ้องมองมายังเธอด้วยสีหน้าเยาะเย้ย
"แต่ผมอยากให้มีตำรวจสภารอบด้านมากกว่านี้ และลดจำนวนร้านค้าลงให้เหลือเพียง5ร้านครับ" อาทิตย์พูดต่อ กล่าวถึงเงื่อนไขหวังจะให้พรรคไทยเป็หนึ่งยอมรับข้อเสนอ
ในขณะเดียวกันพรรคไทยเป็หนึ่งก็เริ่มมีเสียงแตกอีกครั้งสมาชิกท่านอื่นหันมามองหน้ากันด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจนัก โดยเฉพาะนิภา
"นี่น่าจะเป็ความเห็นของคุณภูษิตาอีกสินะคะ!" นิภากล่าวแบบเสียดสีในขณะที่ภูษิตายังมีสีหน้าเรียบเฉย
"ใช่ค่ะ ดิฉันยืดหยุ่นให้ได้เท่านี้ แล้วแต่พวกคุณนะคะ ว่ายอมรับเงื่อนไขตรงนี้หรือไม่ หรือจะปล่อยให้ปัญหานี้มันล่วงเลยไปถึงปีหน้า"
ภูษิตากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยในขณะที่สมาชิกท่านอื่นในพรรคแอบ
ชูนิ้วโป้งขึ้นมาเพื่อแสดงความพอใจในสิ่งที่เธอพูด
นิภาเจ็บใจพูดไม่ออก เธอกำมือแน่นริมฝีปากบนล่างกระทบกัน อยากจะเถียงกลับแต่ก็คิดอะไรไม่ออก
"แบบนั้นก็ได้ครับ ผมยอมรับข้อเสนอนี้" ทินกรหัวหน้าพรรคไทยเป็หนึ่งกล่าว
"งั้นผมขอจบการประชุมเท่านี้นะครับ ส่วนเื่การรับสมัครร้านค้า ผมจะให้เ้าหน้าที่ด้านโซเชียลเน็ตเวิร์คเป็ฝ่ายจัดการ"
ทันทีที่ท่านประธานกล่าวจบประชุมทุกคนต่างก็มีเสียงเฮกันออกมาเพราะดีใจที่เื่นี้ได้ข้อสรุปเสียที และทุกคนก็เริ่มทยอย
เดินออกมาจากห้องประชุมสภาในเวลาต่อมา
ส่วนภูษิตาและอาทิตย์ก็กำลังเดินออกจากห้องประชุมพร้อมกันหญิงสาวค่อนข้างพอใจกับข้อสรุปนี้ เพราะห่วงความปลอดภัยของตัวเองและสมาชิกท่านอื่น แต่เมื่อมีการรองรับเหตุฉุกเฉินไว้ได้ เธอจึงสบายใจขึ้น
ในขณะที่ภูษิตาเดินออกมาที่ลานจอดรถเพื่อที่จะไปรอรับลูกสาวจากโรงเรียน อาทิตย์ได้เดินเข้ามาทักทายชวนเธอพูดคุย
"คุณภูษิตาครับ” ชายหนุ่มเรียกหญิงสาวจากด้านหลัง
“ไหนๆเื่ร้านค้าก็ได้ข้อสรุปแล้วเราไปรับน้องจ้ะจ๋าไปทานเสต็กด้วยกันมั้ยครับ ได้ข่าวว่ามีร้านเสต็กเปิดใหม่หน้าโรงเรียน"
ภูษิตาหันมาตอบอาทิตย์ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มดีใจแทนลูกสาว
"ได้สิคะ จ๊ะจ๋าชอบทานเสต็กมาก นางต้องดีใจแน่เลย"
ในขณะเดียวกันนั้น นิภาที่กำลังเดินเข้ามาด้วยทีท่าไม่พอใจนัก กับข้อสรุปที่เกิดขึ้น และพูดแทรกในขณะที่ทั้งคู่กำลังพูดคุยกัน
"แหม ๆ กำลังจะไปฉลองกันเหรอคะ คงดีใจน่าดูที่ข้อเสนอ
ในสภาจบลงด้วยดี ว่าแต่..ถ้าฉันขอร่วมแจมด้วยจะเป็การขัดจังหวะ
ของคู่รักรึเปล่าคะ!"
นิภาพูดจาประชดประชันเพราะเธอไม่พอใจที่ทุกคนยอมรับเงื่อนไขของคู่อริ
"ฉันว่าคุณควรเอาเวลานี้ไปดูแลลูกชายดีกว่ามั้ยคะ ได้ข่าวว่าโดนเรียกผู้ปกครองหลายครั้งแล้ว"
หญิงสาวตอบกลับใบหน้าเรียบเฉย พร้อมกับเดินไปเปิดประตูและขึ้นรถทันที เพราะกลัวจะทะเลาะกันบานปลายอีก
ในขณะที่เธอขับรถออกมาก็ได้เหลือบมองนิภาทางกระจกที่กำลังด่าเธอตามหลัง ส่วนนิภาที่กำลังกำมือแน่นโมโหสุดขีดหันมามองอาทิตย์ครู่หนึ่งและกลับไปขึ้นรถของตัวเองทันที ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงนั้นยังคงยืนอยู่ที่เดิมด้วยใบหน้าเซ็งๆในขณะที่รถของสมาชิกท่านอื่นๆกำลังทยอยขับออกไปจนหมด
หลังจากที่มีมติเป็เอกฉันท์แล้วว่าจะให้มีการค้าขายหน้าสภาทางฝั่งภูษิตาที่ในตอนแรกไม่สนับสนุนให้เกิดขึ้น แต่หลังจากที่ทุกคนยอมรับเงื่อนไข เธอก็สบายใจที่อย่างน้อยทางสภาสามารถยืนยันการรับรองความปลอดภัยได้แต่ถึงอย่างนั้นหญิงสาวกลับไม่มีเวลาดูแลลูกสาวตัวน้อยยิ่งกว่าเดิมเพราะงานภาระหน้าที่ที่เพิ่มพูนขึ้น
"จ้ะจ๋าลูก ไปอาบน้ำทำการบ้านแล้วเข้าห้องนอนนะ แม่ขอทำงานก่อน การบ้านไม่เยอะใช่มั้ย?"
ภูษิตาถามลูกสาวเมื่อกลับถึงบ้านเรียบร้อยแล้ว
"ไม่เยอะค่ะคุณแม่ งั้นจ๊ะจ๋าไปอาบน้ำก่อนนะคะ"
"ถ้าหิวก็หาอะไรทานในตู้เย็นนะลูก" คุณภูษิตาะโบอก
ลูกสาวที่เดินหันหลังไปแล้ว แต่ผู้เป็แม่ไม่รู้เลยว่าในรอยยิ้มอ่อน ๆ นั้นมีความรู้สึกน้อยใจแฝงอยู่
หลังจากนั้นภูษิตาก็เข้าห้องทำงานของเธอไป เพื่อที่จะจัดการเอกสารเกี่ยวกับสิทธิการดูแลลูกที่ค้างไว้ให้เสร็จหลังจากที่เธอได้ฟ้องหย่ากับสามีระหว่างนั้นเธอได้เปิดฟังข่าวในช่องหนึ่ง ซึ่งกำลังออกข่าวของเธออยู่
‘ต้องบอกเลยนะครับว่าคุณภูษิตาเป็สส.ที่กำลังมาแรงที่สุดในตอนนี้ เพราะเธอได้ใจพ่อค้าแม่ค้าไปเต็มๆ!!’
‘ใช่แล้วล่ะค่ะ ทั้งๆที่เื่นี้ผ่านล่วงเลยมาเป็เดือน แต่ข้อสรุปจบลงได้เพราะคุณภูษิตาเลย เื่นี้ต้องยกความดีความชอบให้เธอเลยนะคะ’ ผู้ประกาศข่าวหญิงกล่าวด้วยน้ำเสียงดีใจแทนพ่อค้าแม่ค้า ภูษิตาที่ได้ฟังข่าวก็ถอนหายใจเบาๆ
'อะไรกัน แค่เปิดพื้นที่ให้ขายของ จะเอามาทำข่าวทำไม ไร้สาระ!!' เธอพึมพำเบาๆ แต่ไม่ว่าจะเลื่อนไปช่องไหนก็มีแต่ข่าวของเธอ อย่างกับว่าตอนนี้เธอได้กลายเป็ฮีโร่ของพ่อค้าแม่ค้าไปแล้วอย่างนั้น
ทางฝั่งนิภาเมื่อได้เปิดดูข่าว เธอกลับไม่พอใจ 'ทำไมถึงยกความดีความชอบให้ยัยนั่น ทั้ง ๆ ที่ฉันเป็คนเสนอเื่นี้แท้ๆ'
หญิงสาวไม่พอใจอย่างมากที่ทุกคนต่างก็ชื่นชมภูษิตา ที่ผ่านมาเธอจึงหาวิธีต่างๆที่จะทำให้ผู้หญิงคนนี้เสียชื่อเสียง แต่พยายามมาหลายเดือนก็ยังไม่พบข้อเสียของเ้าตัวเสียที นั่นยิ่งทำให้เธอหงุดหงิดกว่าเดิม ในขณะเดียวกันนิภาก็ได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อโทรหาใครสักคน
"ฮัลโหล... คุณ ่นี้เป็ยังไงบ้าง ยัยนั่นมีอะไรคืบหน้าบ้างมั้ย เห็นหายเงียบไปเลยนะ ไม่ใช่ว่าชอบยัยนั่นไปแล้วนะ!"
‘ฮ่า ฮ่า ฮ่า คุณจะบ้าหรอ! ผมจะชอบยัยนั่นได้ไง ไม่รู้คนหรือหุ่นยนต์ สู้คุณไม่ได้ซักนิดแต่ว่า่นี้ผมไม่ค่อยได้ไปไหนมาไหนกับษิตาเท่าไหร่ เพราะดูเหมือนเธอจะยุ่งๆเื่เอกสาร แต่จะพยายามหาละกันว่ายัยนั่นมีเื่อะไรเสียๆบ้าง’
ปลายสายตอบกลับ
"อืม ๆ โอเคค่ะ งั้นคุณพักผ่อนเถอะ ฉันเองก็ต้องตื่นแต่เช้าต้องไปพบคุณครูประจำชั้นของเ้าสุริยะอีก เฮ้ออ ลูกของเรานี่ก่อเื่ได้ทุกวี่ทุกวัน" พูดจบหญิงสาวก็ตัดสายทันที
จริงๆแล้วประวัติของสามีนิภาไม่มีใครทราบว่าเขาคือใคร มีเพียงเ้าตัวเท่านั้นที่รู้ดี เธอให้สามีของเธอตั้งพรรคขึ้นมา จนเขาได้เป็หัวหน้าพรรคที่ภูษิตาเป็สมาชิกอยู่ ซึ่งนั่นจะเป็ใครไปได้ เขาคืออาทิตย์คู่จิ้นของภูษิตานั่นเอง
ณ มหาลัยแห่งหนึ่ง ในเช้าที่กำลังมีการสอบไฟนอล
"แห่ก ๆ จะทันมั้ยเนี่ย ไม่น่าลืมปากกาเลยยยฉันนน" ดอกบัวรีบวิ่งสุดฤทธิ์ เพื่อจะไปเข้าห้องสอบได้ทันเวลา เธอตื่นสายทุกวันเพราะต้องไปขายขนมหวานที่ตลาดทุกวันหลังเลิกเรียนจนดึก บางวันก็โต้รุ่งกันไปเลย
"เอ้าๆ รีบๆหาที่นั่งของตัวเองซะนางสาวดอกบัว มาเกือบสายตลอด" อาจารย์กล่าวต่อว่าดอกบัว หญิงสาวหลบหน้าอาจารย์และรีบหาที่นั่งทันที
--1ชั่วโมงผ่านไป—
บรรยากาศในห้องสอบที่เงียบสงบ ไร้เสียงพูดคุยใด ๆ ได้ยินก็แต่เสียงเข็มนาฬิกาข้อมือของแต่ละคนเท่านั้น เหล่านักศึกษาที่นั่งห่างกันไปหนึ่ง่แขน ทำให้ภายในปกคลุมไปด้วยความตึงเครียดของผู้เข้าสอบ รวมถึงอาจารย์คุมสอบเองก็ด้วย
'ทำไมข้อสอบออกยากทุกเทอมเลยนะ ใครเป็คนออกข้อสอบเนี่ยยย' บัวบ่นพึมพำกับตัวเอง
‘กริ๊ง!’
ทันทีที่เสียงกริ่งดังขึ้น อาจารย์คุมสอบก็ทยอยเดินเข้ามาเก็บกระดาษคำตอบทันที ก่อนที่ทุกคนจะทยอยเดินออกจากห้องด้วยใบหน้าตื่นเต้น ผิดจากบัวที่เดินก้มหน้าลงเล็กน้อยด้วยความเสียดาย
"พี่บัววว เป็ไงบ้าง วันนี้มาเกือบสายอีกแล้ว แต่ยังดีเนอะที่มาทัน ฮ่าๆๆ" ขวัญ รุ่นน้องที่เรียนด้วยกันเข้ามาแซวพร้อมกับหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
"เดี๋ยวเถอะยัยขวัญ ฉันยิ่งเครียดๆอยู่ ทำข้อสอบไม่ได้ซักข้อ!" บัวตอบรุ่นน้องด้วยน้ำเสียงโมโหปนเสียใจ
"โถ่ จะไม่ยากได้ไงล่ะพี่บัว พี่ดันขายของในตลาดไม่รู้กี่ตลาดต่อวัน หามรุ่งหามค่ำขนาดนั้น หนูก็เตือนแล้วเตือนอีกว่าจะสอบไฟนอลแล้วให้พักก่อน ก็ไม่ฟัง หนูอยากให้พี่จบพร้อมพวกหนูนะ"
ขวัญตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน เพราะเธอเป็ห่วงรุ่นพี่คนสนิทที่ไม่รู้ว่าจะเรียนจบเมื่อไหร่ ขายของหาเงินมาได้แต่ละวันก็ต้องส่งน้องที่บ้านเรียน แต่เธอก็นับถือในตัวรุ่นพี่คนนี้ ที่ถึงแม้ทางบ้านจะยากจน เธอก็ยังไม่ละทิ้งความฝันที่อยากจะเรียนให้จบป.ตรี
"เห้ยยยย!! พี่บัวๆๆๆ" สปาย รุ่นน้องอีกคนที่เรียนด้วยกันรีบวิ่งเข้ามาหาอย่างกับเจอล๊อตเตอรี่รางวัลที่1ตกอยู่
"อะไรอีกล่ะ จะมาแขวะอะไรฉันอีกฮะ!"
"พี่ดูข่าวยัง หน้าสภาเค้าเปิดให้แม่ค้าขายของได้แล้วนะ"
สปายรีบยื่นโทรศัพท์ให้บัวดู หญิงสาวชะงักไป10วิ เธอไม่คิดว่าในที่สุดพื้นที่ตรงนี้ก็เปิดให้ขายของได้สักทีหลังจากที่รอมานาน แต่เมื่อเธอเข้าไปอ่านรายละเอียด ก็ถึงกับต้องใ พื้นที่ตรงนี้ไม่มีค่าเช่า!! รับแค่5ร้าน!!
"ห้ะ! แบบนี้ต้องรีบแล้ว ขอบใจมากนะสปาย แล้วแกรู้มั้ยต้องไปสมัครที่ไหน"
"ไปยื่นเอกสารพร้อมกรอกข้อมูลด้านหน้าสภาได้เลยพี่ หนูเห็นมีคนไปยื่นเยอะมาก แต่ก็แล้วแต่ว่าเขาจะเลือกร้านค้าไหนมาลง"
"โอเค! วันนี่น่าจะยังทัน งั้นฉันไปละ ขอบใจมากนะ"
บัวตอบกลับ เธอกำลังจะลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป แต่ขวัญกลับรั้งไว้เสียก่อน
"เดี๋ยวดิพี่บัว แล้วที่นัดติวกันล่ะ"
"เื่นั้นเอาไว้ก่อนเถอะ ยังไงสอบไฟนอลก็ผ่านมาแล้ว เดี๋ยวรอลงเรียนใหม่ปีหน้าก็ได้ ไปก่อนนะทุกคนน!" บัวรีบตอบและรีบมุ่งหน้าไปยังสภาทันที
ในขณะที่เธอเดินออกมาหน้ามหาลัยตรงป้ายรถเมล์ได้สักระยะ ทั้งด้วยผู้คนที่หนาแน่น ทั้งความตื่นเต้นบวกกับความรีบร้อน หญิงสาวได้เดินชนเด็กคนนึงเข้าอย่างจัง!
"โอ๊ยย!!" เด็กน้อยคนนั้นอุทานด้วยความเจ็บ
เมื่อเด็กน้อยคนนั้นโดนชนเข้าอย่างจังจนล้มลงไปนอนกับพื้น เธอร้องไห้เสียงดังออกมาด้วยมาความเ็ปตามข้อศอกมีแผลและเืไหล
บัวทำอะไรไม่ถูกเธอเองก็รีบมากแต่ก็สู้สายตาคนแถวนั้นไม่ไหวเหมือนกับว่าต้องรับผิดชอบเด็กคนนี้ให้ได้
“อ้าวหนู! มาเดินอยู่ตรงนี้ได้ไงพ่อแม่อยู่ไหน” บัวนั่งลงเอ่ยถาม
เด็กน้อยยังนั่งร้องไห้อยู่กับพื้นมือเธอกุมแผลไว้แน่นไม่พูดจาสักคำเพราะความเจ็บทั้ง ๆ ที่มีแผลถลอกเพียงเล็กน้อย
“ฮืออๆๆหนูเจ็บฮือๆๆ”
บัวไม่มีทางเลือก สายตาของคนแถวนั้นกดดันเธอเหลือเกิน จึงรีบพาเด็กคนนั้นออกจากตรงนี้เสียดีกว่า
“ไป เดี๋ยวพี่พาไปทำแผลนะแล้วไปหาพ่อแม่กัน”
เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวด้วยแววตาที่แฝงไปด้วยความเศร้าหม่นบางอย่าง แต่ก็ยอมไปโดยดี
----ขณะนั่งแท็กซี่-----
เด็กน้อยเริ่มหยุดร้องไห้บ้างแล้ว คงเป็เพราะลมเย็น ๆ จากเครื่องปรับอากาศในรถ ทำให้เธอเย็นลง บัวเห็นเช่นนั้นจึงเขยิบเข้าไปชวนพูดคุย
“พี่ชื่อบัว ขอโทษนะ พี่ผิดเองที่รีบจนไม่ทันได้ดูทาง เดี๋ยวทำแผลเสร็จพี่จะพาไปทานไอศครีมนะ”
หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงเอ็นดูพลางลูบหัวเธอไปด้วย
เด็กน้อยเมื่อได้ยินอย่างนั้น ถึงจะชะงักไปเล็กน้อยด้วยััที่อ่อนโยนจากหญิงสาว แต่คำว่า ไอศกรีม ก็ทำให้เธอยิ้มกว้างออกมาด้วยความดีใจ
“จริงๆนะคะหนูอยากกินไอติมๆๆเย้ๆๆได้กินไอติมแล้ววว”
บัวเห็นท่าทีเด็กผู้หญิงจึงนึกแปลกใจ ‘แค่ไอติมทำไมต้องดีใจขนาดนี้เนี่ย’ เธอพึมพำในใจ
“แหมอย่างกับไม่เคยกินเลยน๊าเด็กน้อย” บัวแซว
“ไม่เคยเลยค่ะ แม่หนูทำงานทั้งวันั้แ่หนูเรียนป.1หนูก็ต้องกลับบ้านเองตลอดแม่บอกว่าของหวาน ๆ จะทำให้เราตายเร็วขึ้น” เด็กน้อยเริ่มพูดเยอะขึ้น
“ฮ่าฮ่าฮ่า! คิดได้ไงเนี่ย” บัวเผลอหัวเราะและอุทานออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ
“ฮ่าๆ ๆ ๆ ใช่ค่ะแต่หนูไม่เชื่อหร๊อกเห็นเพื่อนๆกินกันออกจะเยอะแยะไป แต่ไม่เห็นมีใครตายเลย แต่..หนูก็ไม่กล้าขัดคำสั่งแม่อยู่ดี” เด็กน้อยเสียงหง็อยไปในประโยคหลัง บัวลูบศีรษะเด็กน้อยอีกครั้งด้วยความเอ็นดู
“แล้วพ่อหนูล่ะ พ่อให้กินไอติมได้รึเปล่า”
“พ่อไปอยู่บ้านที่อื่นแล้วค่ะ พ่อไม่ได้อยู่กับแม่แล้ว”
บัวได้ยินอย่างนั้นก็เข้าใจทันทีว่าสิ่งที่เด็กน้อยพูด หมายถึงอะไร หญิงสาวชะงักไปเล็กน้อย เกิดความเงียบขึ้นครู่หนึ่งด้วยความที่ไม่รู้ว่าจะปลอบใจ หรือทำอย่างไรดี เพราะเด็กน้อยผู้นี้ดูเหมือนจะไม่ได้เศร้าเพราะเื่นี้ เธอจึงรีบเปลี่ยนเื่ทันที
“ไม่เป็ไรนะ ถ้าพี่เจอแม่หนูพี่จะขอให้ว่าจะพาหนูไปกินไอติมทุกเย็นเลยดีมั้ย?”
“จริงๆนะคะพี่ดอกบัวเย้ๆๆๆ”
----เมื่อถึงโรงพยาบาล----
บัวพาเด็กน้อยเข้าไปทำแผลเธอไม่ร้องสักแอะเพราะบัวคอยจับมือเธอไว้แน่น เด็กน้อยรู้สึกเหมือนไม่เคยได้รับความอบอุ่นแบบนี้จากใครมาก่อนไม่ว่าจะจากพ่อหรือแม่ก็ตาม
เมื่อทำแผลเสร็จหญิงสาวก็ได้พาเด็กน้อยไปยังร้านไอศครีมที่อยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลมากนัก ตามสัญญาที่เคยให้ไว้ในรถแท็กซี่ เมื่อทั้งสองเลือกโต๊ะได้พร้อมกับสั่งไอศครีมเรียบร้อยแล้วระหว่างรอนั้นบัวก็ได้ถามขึ้น
“เอ้อพี่ยังไม่รู้จักชื่อหนูเลย”
“หนูชื่อจ้ะจ๋าค่ะ”
“โอเคจ่ะน้องจ๊ะจ๋างั้นต่อจากวันนี้เราเป็เพื่อนกันนะ” บัวตอบพร้อมยื่นนิ้วก้อยออกมา
เด็กน้อยเกี่ยวก้อยกับบัวด้วยความดีใจที่เธอกำลังจะได้มีเพื่อนแถมจะได้ทานไอศครีมทุกวันอีกด้วย
ในเวลาต่อมา เมื่อทั้งคู่ทานไอศครีมกันเรียบร้อยแล้วในเวลา19.20น. จึงพากันออกไปยังหน้าร้านทันทีหลังจากที่จ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว
“เดี๋ยวพี่นั่งแท็กซี่ไปส่งที่บ้านนะเพราะนี่ก็ค่ำแล้ว มันอันตราย” เด็กน้อยพยักหน้าพร้อมจูงมือหญิงสาวขึ้นรถแท็กซี่ทันที
เมื่อทั้งสองมาถึงหน้าบ้านน้องจ้ะจ๋า
‘โอ้โห! บ้านหรือคฤหาสเนี่ยอย่างกะอยู่กันเป็สิบคน’ บัวอุทานในใจด้วยดวงตาลุกวาวเมื่อยืนอยู่หน้าประตูรั้ว พลางกวาดสายตามองบ้านหลังนั้นที่ดูกว้างใหญ่สบาย รอบ ๆ ปกคลุมไปด้วยดอกไม้นานาชนิด
“ถึงแล้วค่ะบ้านหนู” จ้ะจ๋าบอกพร้อมกับเขย่งเท่าขึ้นไปกดกริ่งหน้าบ้านเพื่อให้คุณแม่มาเปิดประตูให้
หญิงสาวซึ่งอยู่ภายในบ้านเพียงลำพังเธอได้ยินเสียงกริ่งก็รีบเดินออกมาด้วยความร้อนรน ผมเผ้าก็ไม่ได้หวี ใบหน้าไม่ได้ผ่านการตกแต่งใด ๆ บัวจึงยังจำเธอไม่ได้ว่าเธอคือสส.หญิงยอดนิยมที่สุดในตอนนี้
“จ้ะจ๋า!ไปไหนมาห้ะ! แม่เป็ห่วงรู้มั้ย ทำไมถึงเวลาแล้วไม่กลับบ้านถ้าเป็แบบนี้พรุ่งนี้ไม่ต้องกินข้าวเช้าไปนะแม่จะลงโทษ!!!”
น้องจ้ะจ๋าก้มหน้าลงเสียใจที่โดนคุณแม่ของเธอต่อว่า
“แล้วนี่แขนไปโดนอะไรมาทำไมไม่รู้จักดูแลตัวเองแม่บอกแล้วใช่มั้ย!!!” หญิงสาวผู้เป็แม่ยังคงตะคอกใส่ลูกสาวเธอไม่หยุดหย่อน บัวที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ข้าง ๆ เด็กน้อยอยู่ก่อนหน้านี้ ทนฟังไม่ไหวจึงต้องพูดแทรกขึ้นมา
“ใจเย็นๆก่อนนะคะคุณ น้องยืนรอรถเมล์อยู่แล้วหนูเดินไปชนเข้า หนูไม่ระวังเองขอโทษด้วยนะคะ แล้ว…ที่มาถึงบ้านค่ำเพราะหนูพาน้องไปทานไอศครีมอยู่ค่ะ” ดอกบัวพูดด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดพร้อมกับยกมือขึ้นไหว้เพื่อขอโทษ
ภูษิตาได้ยินแบบนั้นเธอก็ค่อย ๆ ใจเย็นลงพลางเหลือบไปเห็นผ้าปิดแผลที่ข้อศอกของลูกสาว เธอจึงคิดว่าเด็กคนนี้ไม่ได้เลวร้ายอะไร อีกทั้งยังพาลูกสาวไปทำแผลอีกด้วย ถ้าเป็คนอื่นคงพาไปไหนต่อไหนแล้ว
“อืม ๆ ชั่งมันเถอะยังไงก็ขอบใจเธอมากนะที่พาจ้ะจ๋ามาส่งบ้าน” ภูษิตาพูดขอบคุณหญิงสาวผู้มีน้ำใจด้วยความรู้สึกขอบคุณจริงๆถึงแม้น้ำเสียงเธอจะตรงกันข้ามเพราะยังปรับอารมณ์ไม่ทันก็ตาม
ดอกบัวยิ้มรับคำขอบคุณและตอบไป “ไม่เป็ไรเลยค่ะงั้นหนูขอตัวกลับก่อนนะคะนี่ก็ค่ำมากแล้ว” หญิงสาวทำท่าจะเดินออกมาจากตรงนั้นแต่ภูษิตารั้งไว้เสียก่อน
“รอแปปนึงนะเดี๋ยวฉันไปส่งเองเข้ามาเล่นกับจ้ะจ๋าก่อนก็ได้นะ”
บัวกำลังจะปฏิเสธด้วยความเกรงใจแต่ภูษิตาพูดจบไม่ทันไรก็เดินหันหลังกลับเข้าบ้านเพื่อไปแต่งตัวทันที ส่วนน้องจ้ะจ๋าเองที่ก่อนหน้านี้หน้าเศร้าจากการโดนคุณแม่ต่อว่า แต่ตอนนี้เธอกลับยิ้มด้วยความดีใจและจูงมือพาบัวเข้าบ้านทันที
เมื่อบัวเข้ามาในบ้าน เธอถึงกับต้องตาลุกวาวอีกครั้ง
‘อะไรจะใหญ่โตขนาดนี้อยู่กันกี่คนเนี่ยอยากรู้จริงๆ’ บัวแอบนินทาในใจ
เมื่อบัวนั่งเล่นกับน้องจ้ะจ๋าได้สักพัก ภูษิตาก็เดินลงมาจากห้องของเธอด้วยใบหน้าที่สดใสและเสื้อผ้าที่ดูสง่างามไม่ต่างจากที่เคยเห็นในจอทีวี ทันใดนั้นเอง บัวจำได้ทันทีเมื่อเห็นหญิงสาวอยู่ตรงหน้า และก็ต้องตะลึงอีกครั้ง สายตาจับจ้องไปยังเธอผู้นั้นอย่างไม่น่าเชื่อ
“คุณภูษิตา!!! ขวัญใจชาวค้าขายนี่!!!”
“ก็ใช่น่ะสิฉันเอง ในบ้านนี้ไม่มีใครแล้วนะ” คุณภูษิตาตอบด้วยน้ำเสียงแปลกใจที่อีกคนเพึ่งจะจำเธอได้
“ขอโทษนะคะ หนูเพึ่งจะจำคุณได้..พอแต่งหน้าแล้วดูเป็อีกคนไปเลย” เธอตอบด้วยรอยยิ้มแห้ง ๆ
“ว่าแต่..เธอไปตั้งฉายานี้ให้ฉันมาจากไหน?”
“ก็..จากพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของด้วยกันในตลาดน่ะค่ะ” บัวตอบพร้อมกับสะดุ้งขึ้นมาเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างออก “จริงด้วย! ลืมไปเลยว่าวันนี้จะไปลงทะเบียนร้านค้าที่สภา! โอ้ยยยยย” เธอเผลอพูดออกมาเสียงดังเพราะเธอลืมไปซะสนิทว่ากำลังจะทำอะไร
คุณภูษิตาได้ยินเช่นนั้นเธอจึงยิ้มเบาๆกับความเซ่อซ่าของอีกคน “ไม่เป็ไรหรอกยังมีพรุ่งนี้อีกวันนะวันสุดท้ายแล้ว”
“ดีจังเลยค่ะค่อยโล่งใจหน่อย” บัวตอบด้วยความโล่งใจพร้อมปาดเหงื่อที่กำลังไหลซิบจากความใ
“งั้นเราไปกันเถอะ” ภูษิตาพูดขึ้นพร้อมกับหันไปยังลูกสาวตัวน้อยของเธอ “จ้ะจ๋าขึ้นไปอาบน้ำนอนนะลูกเดี๋ยวแม่กลับมา”
“ไม่เอา ๆ ๆ จ้ะจ๋าจะไปด้วย” เด็กน้อยงอแงยกใหญ่
“ให้น้องไปด้วยเถอะค่ะ หอพักยู่ห่างจากนี่ไม่ไกลมากอีกอย่างน้องอยู่บ้านคนเดียวมันอันตรายนะคะ” ดอกบัวตอบด้วยความเป็ห่วง
หญิงสาวผู้เป็แม่นิ่งไปครู่หนึ่ง ด้วยลืมนึกถึงข้อนี้ไป เพราะหากเป็แต่ก่อนเวลาเธอไม่อยู่บ้านก็จะมีสามีคอยอยู่เป็เพื่อนลูกสาวแต่ตอนนี้เธออยู่ตัวคนเดียวแล้ว คนดูแลบ้านหรือคนทำความสะอาดเธอก็จ้างมาเป็ครั้งคราวเท่านั้น
“โอเค ถ้าไม่ไกลมาก งั้นพาจ้ะจ๋าไปด้วยละกัน”
“เย้ ๆ ๆ ไปกันเถอะค่ะพี่บัว” จ้ะจ๋าะโด้วยความดีใจพร้อมจูงมือบัวไปขึ้นรถทันที
ทันทีที่ทั้งสองเดินหันหลังไป ท่ามกลางบ้านหลังใหญ่ที่เงียบสงบ ภูษิตาเห็นภาพนั้นก็อดยิ้มไม่ได้ เธอไม่เคยเห็นลูกสาวยิ้มหน้าบานแบบนี้มาก่อน เธอจึงฉุกคิดขึ้นมาว่าที่ผ่านมาเธอต้องปล่อยให้ลูกสาวตัวน้อยโดดเดี่ยวแค่ไหน เพียงแค่ไอศครีมยังไม่มีเวลาพาไปทานและยังตั้งกฏข้อห้ามสารพัดอย่าง
“ไปกันเถอะค่ะคุณแม่” เด็กน้อยหันมาะโบอกคุณแม่ที่กำลังยืนเหม่อลอยอยู่
หลังจากนั้นทั้งสามคนก็ขึ้นรถกันเพื่อที่จะไปส่งดอกบัว
…….โปรดติดตามตอนต่อไป………