ทาง้าของตึกแถวนี้มีการต่อสู้ของยูและแวมไพร์ระดับ S อีกตน
“บอกแล้วว่ากำลังยุ่ง แสดงว่าแกไม่ห่วงชีวิตเลยสินะ เ้ากิเลน รูปลักษณ์นั้นก็ดูแข็งแกร่งดีคงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วสิท่า”
ฉับ!!
เสียงของอุ้งมือของยูฟาดเขาไปที่บริเวณหน้าอกของแวมไพร์ตนนี้ เกิดแผลบาดไม่ลึกแต่ก็ทำให้ชุดป้องกันของแวมไพร์ตนนี้ขาดจนเห็นแผลที่สมานกันอย่างรวดเร็ว เืยังไม่ทันแห้งเลยด้วยซ้ำ
หลังจากนั้นแวมไพร์ผมยาวตนนี้ก็เผยร่างออกมาให้ได้เห็น ผีดิบผมยาวสลวยที่มีสีขาวแขนยาวดูเก้งก้าง ใส่เสื้อสูทสีดำดูเนี้ยบและเรียบร้อย นัยย์ตาอันแดงกล่ำมองมายัง
“กล้าดียังไง… ที่แก... มาทำกับเสื้อตัวโปรดของฉัน แกต้องตายสถานเดียวปล่อยไปไม่ได้!”
เสียงแหลมของแวมไพร์ตนนี้ได้บาดลึกเข้าไปถึงใจของยูซุเกะ มันเป็สัญญาณแห่งความอาฆาตแค้นที่เขาััได้
ไม่ผิดแน่มันมีอยู่ชื่อหนึ่งที่ปรากฏขึ้นมาในหัวของยูทันทีนั่น คือชื่อของแวมไพร์ที่โด่งดังเื่ความโรคจิตที่ย้อนแย้ง ข่าวลือว่ามันชอบแต่งชุดสูทที่ดูเหมือนจะไปออกงาน มันจะไม่ทำร้ายใครหากคนนั้นไม่ทำชุดมันเปื้อน แต่จะบ้ารึยังไงกันในการต่อสู้อย่างไรก็ตามต้องมีการฉีกขาดของเสื้อผ้าด้วยคมอาวุธไม่ของตัวมันเอง ก็ต้องเป็ผู้โจมตีที่ทำให้เกิดอย่างแน่นอน แวมไพร์ 1 ใน 5 ภาคีทับทิม แห่งกลุ่มรัตติกาลคลั่ง
ผู้มีนามว่า เดรก และจากข้อมูลมีผู้รอดชีวิตที่เคยปะมือกับมันคือ 0
ยูได้ก้าวถอยหลังเล็กน้อยพร้อมกับตั้งท่าเพื่อต่อสู้
“เสื้อตัวนี้มันเป็เสื้อสำหรับวันจันทร์ ต้องยุ่งยากไปตัดใหม่กว่าจะได้ก็ตั้งหลายวัน ต่ำช้าที่สุด!! มนุษย์ประหลาดโสโครกอย่างแก ต้องจบชีวิตเน่า ๆ ที่นี่”
เดรกพูดออกไปด้วยความเกรี้ยวกราด ตาเขาแทบจะถลนออกจากเบ้าก่อนจะพุ่งตรงไปหายูทันที
เคร้ง!!
เสียงเล็บของยูปะทะกับบางสิ่งบางอย่างที่ดูรูปร่างแล้วคืออาวุธชนิดหนึ่ง เคียวคู่โค้ง ๆไม่ยาวมากนักดูแหลมคมและวาววับสีของมันเป็สีมรกต ที่ปลายของด้ามจับมีโซ่คล้องจากข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด แรงปะทะและความกดดันทำให้ยูรับรู้ได้ถึงพลังอันมหาศาลของเดรก หลังจากนั้นการฟาดฟันเกิดขึ้นต่อเนื่องโดยไม่ให้ยูซุเกะได้หยุดพักเลยแม้แต่น้อย เป็การโจมตีที่ดูสะเปะสะปะไร้รูปแบบแต่กลับรวดเร็วจนไม่สามารถตอบโต้กลับไปได้แม้แต่น้อย
“แบบแผนใช้ได้ยากกับการต่อสู้แบบนี้ แถมยังมาจนั่นอีกแข็งแกร่งและร้ายกาจ คงไม่เหมาะที่จะต่อสู้ยืดเยื้อเป็แน่ สมแล้วเ้านี่อยู่กลุ่มที่บ้าบอที่สุดใน 3กลุ่มใหญ่ ทำอะไรไม่มีเหตุผล สมคำร่ำลือจริงๆ”
ยูหาทางเพื่อเปิดช่องว่าง ก่อนที่จะพยายามโจมตีกลับแต่ก็ยังไร้ผลกับแวมไพร์ตนนี้ ยูได้ถอยร่นจากแรงปะทะก่อนจะม้วนตัวกลางอากาศ ขาข้างซ้ายของเขาเตะผนังเพดานให้ถล่มลงไม่ใส่ร่างเดรก แต่เดรกก็ปัดป้องเศษอิฐปูนก้อนใหญ่ได้ทั้งหมด
“นี่อ่อนแอ ถึงขนาดต้องใช้เครื่องทุ่นแรงเลยเหรอ เ้าขี้ขลาด ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วช่วยแสดงฝีมือให้มันมากกว่านี้หน่อยเซ่”
เดรกะโออกมาดังลั่น
ในบริเวณการต่อสู้เต็มไปด้วยเศษหินเศษปูน หากอยู่ชั้นบนยูคงลากแวมไพร์ตนนี้เข้าหาแดดได้ ตอนนี้ก็ใกล้เที่ยงแล้วแต่การสู้ในที่ร่มทำให้เขาเสียเปรียบ รอยเฉือนนับสิบรอยกรีดลึกลงไปที่แขนของยูที่คอยปัดป้องแต่ละการโจมตี
“มีแต่เสียเปรียบ เพิ่มขนาดยาก็ไม่ได้... การโจมตีมันรุนแรงเกินไป”
โครม!!
ไม่ทันสิ้นเสียงพูดของยูก็มีบางอย่างเข้ามาพุ่งชนทำให้ เดรกกระเด็นออกไปติดประตูห้องของอาคาร นั่นคือหญิงสาวในร่างแมวป่ากึ่งสัตว์กึ่งมนุษย์ ขนที่ปกคลุมเหมือนเสือดาวแต่ที่ทำให้ดูไม่คล้ายเสือดาวนั่นคือหูที่เหมือนแมวมากกว่า
“เหมือนว่านายจะยังไม่ได้เรียก แต่ฉันกลับเสนอหน้ามาเองนี่แหละนะ”
เสียงแหลม ๆ ของหมวยในร่างแมวป่าหันมาพูดกับยูซุเกะ
“แผลเธอ มันยังหายไม่สนิทเลยไม่ใช่รึ?”
ยูถามด้วยความห่วงใย
“มันก็ถูกต้องตามที่นายบอกนั่นแหละ ใช่มันยังเจ็บอยู่เลย แต่สัญญาณการติดต่อของพายุขาดหาย แถมนายยังมีเสียงที่ส่งมาที่พูดถึงระดับ Sจะให้อยู่เฉย ๆ ได้ยังไง!”
หมวยนำมือที่เหมือนกับแมวของเธอไปแตะที่หน้าท้อง ด้วยสีหน้าเหมือนว่ากำลังเจ็บอยู่ แต่ก็ยังสามารถยิ้มเจื่อน ๆ ได้
ฟึบ!!
เสียงหลบเคียวสั้นที่โยนมาด้วยสายโซ่ของเดรก ผ่านหน้าของหมวยไปแค่นิดเดียว เป็การหลบหลีกแบบกระชั้นชิด ไม่ทันที่เคียวจะลอยไกลไปมากกว่านั้นเดรกก็ดึงมันกลับมาทันที
“ตัวน่ารำคาญมาเพิ่มแล้วสินะ หงุดหงิดเป็บ้า จะกี่คนก็เข้ามากองเป็เศษเนื้อซะเถอะ!!”
มนุษย์กึ่งสัตว์ทั้งสองผลัดกันโจมตีและถอยหนี แต่ก็ยังไม่อาจพลิกสถานการณ์ให้กลับมาเป็ฝ่ายได้เปรียบ ยูครุ่นคิดอยู่ไม่นานก็พูดออกไปว่า
“หมวย ฟอร์เมชั่น B!!”
หลังจากนั้นหมวยได้พุ่งตัวและวิ่งไปรอบ ๆ ตัวของเดรกจนเห็นเป็เหมือนร่างแยกหลายๆ ร่าง วิ่งวนไปมา เดรกพยายามเหวี่ยงเคียวฟาดฟันไปยังร่างเ่าั้ แต่กลับทะลุไปอย่างง่ายดายเป็จังหวะเดียวกันกับที่ยูได้ะโเข้ามา เหมือนว่าจะพุ่งเข้าใส่เดรก แต่ไม่เลยสิ่งที่เขาเล็งอยู่คือโซ่นั่นต่างหาก ยูกระชากโซ่มาใส่มือตนเองด้วยการเค้นแรงทั้งหมดที่เขามี โซ่ได้หลุดออกจากมือเดรกพร้อมเคียวทั้งสอง ยูได้ส่งโซ่นั้นโยนใส่หมวยที่รอรับอยู่แล้วทำการวิ่งวนรอบตัวเดรก เดรกดูเหมือนว่าจะถูกพันธนาการด้วยโซ่ของตนเอง เนื่องจากมาจเป็อาวุธที่สามารถเรียกมาได้ด้วยเืเ้าของ แต่มีกฏอยู่ว่าหากเรียกมาแล้วเวลาสั่งให้หายไปก็ต้องใช้เืเช่นกัน ที่ตัวของเดรกนั้นไม่มีาแจากการต่อสู้เนื่องจากการฟื้นฟูที่รวดเร็ว ดูเหมือนว่าแผน B คืการจับกุมแวมไพร์ตนนี้แทนการสังหาร
“อยู่นิ่ง ๆเ้าผีดิบชั่ว ทางเราอยากจะถามอะไรอีกเยอะเลย”
เสียงหมวยตะหวาดใส่เดรก
“ฮ่า ๆ ฮ่า ตลกสิ้นดีนะที่อาวุธของข้าเอง จะกลับมาทำร้ายเ้าของได้ แต่พวกแกคงประเมินข้าต่ำไป”
หลังสิ้นเสียงหัวเราะ ก็เกิดภาพที่บ้าบิ่นปรากฏต่อหน้าของสมาชิกหน่วยชำระบาปทั้งสอง
ฉึก!!
นั่นคือเสียงของฟันที่กระทบกับลิ้นของแวมไพร์ตนนั้น เท่ากับว่าตอนนี้ได้มีเืที่ไหลออกมาจากปากของเดรก ทำให้อาวุธเคียวที่มีโซ่คล้องของมันได้พลันหายไปทันที
“แสบมากนะ แต่ตอนนี้ข้ารู้สึกว่าลูกน้องผู้ทรยศของข้า มันจะหนีไปแล้วและคงไม่มีประโยชน์อะไรที่ข้าจะอยู่ที่นี่ต่อ คราวหน้าข้าสัญญาว่าจะฆ่าพวกเ้าทั้งสองอย่างทรมาน”
พูดจบแวมไพร์ตนนั้นก็พุ่งตัวและหายไปในบันไดของตัวตึก ขณะที่นักรบทั้งสองได้แต่ยืนมอง หมวยทำท่าจะตามไป แต่ก็ถูกห้ามไว้โดยยูซุเกะ
“ทำไมล่ะ อีกนิดเดียวก็จับมันได้แล้วเชียว” หมวยพูด
“สภาพเราทั้งคู่ตอนนี้แค่ฝืนวิ่งก็เต็มกลืน หากตามต่อคงแพ้อย่างแน่นอน ฉันมีของดีที่ฝากเ้าเดรกไปแล้วหล่ะ”
เมื่อสนทนาเสร็จยูซุเกะก็คืนร่างเป็มนุษย์พร้อมาแมากมายที่ปรากฏขึ้นบนิัของเขา เป็แผลถากบ้าง แผลลึกบ้างปนกันไป ส่วนหมวยเอามือกุมท้องแล้วกล่าวว่า
“เจ็บ!! เจ็บมาก ๆ แผลเก่าที่ท้องถึงรอยจะหายไปแล้ว แต่ความเจ็บยังคงอยู่”
มาจของศัตรูเก่าเธอยังคงอยู่แม้ว่าแวมไพร์ตนนั้นจะถูกกำจัดจากโลกนี้ไปแล้ว
“ฉันเตือนเธอแล้วนะว่าอย่าฝืน จริง ๆ ให้เควินมาก็ได้ ทางนั้นไม่ได้าเ็อะไร แต่คนาเ็กลับต้องมาต่อสู้ ถ้าเธอเป็อะไรไปฉันในฐานะหัวหน้าหน่วยที่ 1จะมีหน้าไปบอกมาสเตอร์ได้ยังไง”
ยูพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง และภายในจิตใจมีความห่วงใยให้แก่ลูกทีมอย่างแท้จริง
“ก็... พายุเขาขาดการติดต่อไป คาดว่าโดนเล่นงาน เควินเลยคิดว่าอาจจะต้องสู้ 1 ต่อ 1เค้าเลยให้ฉันมาสมทบกับเธอ เธอที่เป็อดีตระดับ S น่าจะรับมือสถานการณ์ได้ดีกว่า”
หมวยตอบกลับ
“นี่ทุกคนฉันเจอพายุแล้ว นอนหมดสภาพจริง ๆ ด้วย อยู่ที่ชั้น 4 กำลังแบกเ้านี่กลับไปอยู่ ไอ้หมอนี่ตัวหนักชะมัดยาด!!” แต่ไม่เจอผู้หญิงและวี่แววของแวมไพร์ด้วย ผู้คนที่อาศัยอยู่ในห้องโดนสังหารไป 7คนจากที่ตรวจสอบ”
เสียงดังขึ้นจากหูฟังของทุกคน เป็เสียงโทนต่ำของเควิน
“เข้าใจแล้ว จะลงไปเดี๋ยวนี้”
เสียงยูซุเกะตอบกลับ พร้อมหมวยที่ประคองร่างอันบอบช้ำของยูเพื่อพาลงบันไดไปที่รถ ทุกคนกลับไปฐานพร้อมพาร่างที่หลับไหลของพายุไปนอนแผ่หลา ที่ห้องพยาบาล
“จบแล้วเหรอ” เสียงเบา ๆ ของพายุที่พึ่งค่อย ๆลืมตาตื่น
ภาพที่เขาเห็นเมื่อลืมตาคือทุกคนยืนล้อมวงเพื่อดูอาการของเขา อย่างเป็ห่วงเป็ใย แต่ความจริงนี่คือการโกหกอันแเีของพายุ
จู่ ๆ ภาพในหัวของพายุก็ย้อนไปในเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ เป็่เวลาที่เขาคุยกับแบงก์
“มันพอมีวิธีที่ทำให้พวกคุณสองคนรอดไปจากสถานการณ์นี้ นายถ้ารอดออกไปแล้วจะยืนยันได้อย่างไร ว่าจะไม่ไปทำร้ายคนอื่น”
เสียงพายุกล่าวกับแวมไพร์ตนนั้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ถ้าทำให้พ้นจากตอนนี้ได้ ฉันสัญญาว่าจะไปซื้อเืจากคลินิกเถื่อนเพื่อดำรงชีวิตเท่านั้น ในตลาดมืดฉันยังพอมีญาติให้ไปหลบซ่อนได้ และบุญคุณครั้งนี้ยังไงฉันก็จะตอบแทนให้ได้”
พายุคิดอะไรดี ๆ ออก ว่าอาจจะใช้ประโยชน์สืบหาข้อมูล จากแวมไพร์ตนนี้ได้ในอนาคตอย่างแน่นอน แต่ก็อาจจะเสี่ยงหน่อยที่จะไว้ใจแวมไพร์ตนนี้ แต่จากที่พายุััได้แบงก์ไม่มีจิตสังหารที่คิดจะฆ่าเขาเลย ทั้ง ๆที่พายุสังหารลูกน้องของแบงก์ไปมากมาย พายุได้คืนร่างของตนกลับเป็มนุษย์ก่อนจะยื่นเม็ดกระดุมของหน่วยชำระบาปให้แบงก์ดู และพูดออกมาว่า
“กระดุมนี้เปลี่ยนหน้านายได้ ให้ไปเข้ายังห้องที่ว่างอยู่ พอตกดึกค่อยเปลี่ยนหน้าแล้วหนีออกไป กระดุมเม็ดนี้มีสัญญาณติดตามตัวอยู่ดังนั้น เมื่อออกไปให้ทำลายทิ้งทันที”
แบงก์ทำท่ายื่นมือเพื่อจะคว้ากระดุม แต่พายุทำท่าทางเอามือเบี่ยงหนีไปเล็กน้อย
“อย่าพึ่งเอาไป ให้มีคนพาตัวฉันออกไปก่อนแล้วจะทิ้งไว้ให้ เพราะจะมีคนมารับตัวฉัน ดังนั้นให้คนในหน่วยตามสัญญาณมาเจอก่อน ที่สำคัญคุณต้องตีหัวผมให้เืออกเพื่อที่จะแกล้งทำเป็สลบ”
นั่นคือภาพที่พายุนึกย้อนไป เนื่องจากตัวเองไม่ถูกแวมไพร์ตนนั้นฉวยโอกาสฆ่าระหว่างที่แสร้งหลับ เขาจึงมั่นใจในตัวของแบงก์ว่าจะทำตามสัญญา และแบงก์ได้บอกไอดีแชทไอดีหนึ่งไว้ติดต่อกับพายุ ดังนั้นตอนนี้เขาได้แวมไพร์ไว้สืบข้อมูลที่้า ถ้าอยากได้ลูกเสือต้องเข้าถ้ำเสือ แต่ตอนนี้เขาได้เสือไว้ใช้เข้าถ้ำเสือโดยที่ตัวเองไม่ต้องเข้าไปเอง
พายุโดนยูซุเกะ ต่อว่านิดหน่อยที่ทำงานพลาดทั้ง ๆ ที่เคยล้มแวมไพร์ระดับ A ได้ แต่กลับพ่ายแพ้ในครั้งนี้ ภารกิจล้มเหลว หน่วยงานถูกต่อว่า เครื่องแปลงหน้าที่หายไป ทุกอย่างทำให้พายุหน้าเสียไปนิดหน่อย แต่ลึก ๆแล้วในใจแอบดีใจอยู่เล็กน้อยที่ไม่ถูกสงสัยในการกระทำที่ได้ทำลงไป
เมื่อพายุนอนในโลงรักษาตัวเสร็จโดยที่โลงข้าง ๆ ก็ยังมียูซุเกะที่าเ็มากกว่านอนอยู่ พายุเดินออกจากห้องพยาบาลมานั่งพักที่ห้องครัว พลางหยิบน้ำอัดลมกระป๋องที่พึ่งคว้ามาจากตู้เย็นเพื่อเปิดฝา
ฟู่!!
เสียงแก๊สที่ออกจากกระป๋องน้ำอัดลมรสโคล่านั้นทำให้จิตใจของพายุผ่อนคลายลงเล็กน้อย จังหวะนั้นคนที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้วอย่างหมวย ก็มาเปิดฝาตู้เย็นหยิบข้าวกล่องแช่แข็ง เดินไปทางไมโครเวฟใส่ข้าวกล่องและกดปุ่มระดับความร้อน ระหว่างรอก็ได้เดินมานั่งที่เก้าอี้ตรงกันข้ามพายุแล้วพูดว่า
“เื่ที่แวมไพร์รักกับมนุษย์นั่นจริงรึเปล่า? ถึงไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ฉันก็รู้สึกได้ถึงน้ำเสียงที่ดูเป็ของจริงนั่น”
คำพูดนี้ทำให้พายุสะดุ้งเล็กน้อย เกิดความระแวงขึ้นมาในจิตใจ ในใจได้ทบทวนไปมาชั่วขณะแต่เขากลัวว่าหากตอบช้าจะดูมีพิรุธจึงตอบกลับไปว่า
“ผมก็ไม่รู้นะครับคุณหมวยว่าจริงไหม แต่แววตาหมอนั่นมันเป็แววตาของคนที่มีความหวัง แต่... มันไม่ใช่ความหวังเพื่อตัวเอง นั่นคือความหวังเพื่อจะช่วยเหลือใครสักคนที่สำคัญสำหรับเขาจริง ๆ ”
น้ำเสียงของพายุดูเห็นใจ เพราะคิดว่าตนอาจจะมีความรู้สึกของความหวังที่ใกล้เคียงกับแบงก์ก็เป็ได้
หมวยนิ่งไปสักพักพร้อมกับเสียงของไมโครเวฟอุ่นอาหารที่ดังขึ้น หมวยไปหยิบข้าวกล่องที่กำลังร้อนได้ที่ออกมา เดินไปอีกก้าวเพื่อหยิบช้อนแล้วเดินกลับมาที่โต๊ะ เพื่อรับประทานข้าวกล่องนั้น
“สำหรับฉันมันจะ จริง หรือ ไม่ก็คงไม่สำคัญ ยังไงพวกเราก็ต้องกำจัดพวกนั้นให้สิ้นซากอยู่แล้ว มนุษย์นั้นคงจะมีค่าเป็แค่อาหารของพวกมัน ถึงจะละเว้นคนรักก็ต้องไปคร่าชีวิตของผู้อื่นอยู่ดีนั่นแหละ”
พูดจบเธอก็ตักข้าวเข้าปากเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย ขณะเดียวกันพายุก็ขอตัวไปพักผ่อนอย่างนอบน้อม
คืนนั้นพายุได้แต่ครุ่นคิดทบทวนเื่ราวที่ผ่านมา เมื่อรู้ว่ามีเหยื่อในสถานที่นั้นถึง 7คน นั่นอาจจะเป็หนึ่งในอาหารของแบงก์ก็เป็ได้ และถ้านั่นคือความจริงเขาก็คงรู้สึกผิดในใจเป็อย่างมาก คืนนั้นจึงเป็คืนที่พายุนอนหลับตาลงได้ไม่สนิทนัก เขาลุกตื่นขึ้นมาเพื่อหาหนังสืออ่านด้วยความคิดที่ว่าอาจจะง่วง
“นายก็นอนไม่หลับเหมือนกันรึไง?”
นั่นเป็เสียงของเควิน
“ครับผมคิดว่าอาจจะไม่เหมาะกับงานนี้... งานล่าแวมไพร์นี้มันอาจทำให้ผมรู้กระอักกระอ่วน”
พายุกล่าวด้วยเสียงเบาลงเล็กน้อย
“หากคนเรามัวแต่คิดยึดติดกับสิ่งที่ลงมือทำไปแล้ว เราก็คงไม่อาจก้าวไปดูผลของมัน ด้วยเหตุแห่งสิ่งที่ผ่านไปแล้วมันยังกัดกินจิตใจ ฉันก็พูดไม่ได้เต็มปากนักว่าการฆ่าแวมไพร์มันคือสิ่งที่ดีที่สุด แต่ฉันเชื่อว่าหากเราทำเปลี่ยนแปลงบางสิ่ง มันก็ต้องมีราคาที่ต้องจ่าย”
เควินพูดให้พายุฟังเพราะคิดว่าพายุอาจไม่กล้าลงมือเต็มที่กับแบงก์จนแพ้ เพราะยังสงสารเื่เกี่ยวกับความรักของแวมไพร์ตนนั้น
“การพรากชีวิตเพื่อปกป้องชีวิต อาจไม่ถูกนัก แต่ในอดีตก่อนจะเจริญก้าวหน้า มนุษย์ก็เข่นฆ่าโดยอ้างการป้องกันตัว แต่เมื่อไหร่มีโอกาสชนะก็จะรุกล้ำเพื่อยึดครอง โดยลืมไปว่าตนจะเปลี่ยนไปเป็สิ่งที่ตนเคยเกลียดและขับไล่ไปเพื่อป้องกันตัว นั่นคือความเป็คน สุดท้ายคนที่ตายคือผู้แพ้ ส่วนผู้อยู่รอดคือผู้เขียนประวัติศาสตร์ นายต้องเชื่อมั่นในสิ่งที่นายคิดว่าถูก เพราะนั่นจะเป็สิ่งเดียวที่นายจะถูกตีราคาให้เป็”
เควินพูดประหนึ่งว่า กำลังให้พลังใจแก่เพื่อนร่วมหน่วยรบ
เช้าวันต่อมาที่ห้องประชุมเดินแต่คราวนี้มีบุคคลหน้าเก่าและหน้าใหม่สำหรับพายุมาร่วมประชุมเพิ่ม นั่นคือ จ่อย และ อาทิตย์ สำหรับคนคุ้นเคยพายุก็ไม่ได้สังเกตอะไรมากนอกเสียจากชุดของจ่อย ที่เป็สีดำขลิบทองภายนอกดูเหมือนเสื้อคลุมแบบเดียวกับที่ทั้ง 5คนใส่อยู่ตอนนี้ สายตาของพายุไปจับจ้องที่อาทิตย์ผู้มีหน้าตาคมเข้ม ไม่ว่าหญิงใดได้มองก็คงไม่สามรถละสายตาไปจากหนุ่มคนนี้ได้แน่นอน จากรูปประพรรณสัณฐานและสีผิวน้ำตาลแดงนั้น คงจะสรุปได้ว่าหนุ่มคนนี้เป็คนไทยที่อยู่แถวภาคใต้ไม่ผิดแน่ หนวดของเขาที่ไม่ไว้ยาวเกินไป และใบหูที่มีต่างหูรูปจันทร์เสี้ยวที่ติ่งหูซ้าย มีความหล่อเหลาจนพายุแอบอิจฉาในใจเบา ๆ
“หรือหน่วยนี้อาจคัดคนที่หน้าตากันนะ”
พายุแอบคิดในใจ
“วันนี้อยู่กันพร้อมหน้าแล้วนะ ยูนายเป็หัวหน้าทีมที่ดีเลยล่ะ ที่สำคัญ ต้องขอโทษด้วยนะที่ยืมเ้าอาทิตย์ไปโดยไม่ได้บอกล่วงหน้า”
นั่นคือคำพูดของจ่อยที่พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด พร้อมกับความรู้สึกที่ไม่น่าไว้ใจจากยูและจ่อย
“ยินดีครับมาสเตอร์ ยังไงก็ตามตามที่คุยคร่าว ๆเมื่อวานกับมาสเตอร์ ผมคิดว่าควรจะดำเนินการให้เร็วที่สุดครับ”