ท่านอ๋องคนต่อไป ต้องเป็นข้า

    ตอนที่ 32 ข้อต่อรอง

    รัชทายาทกำลังนั่งพินิจพิจารณาความงามของตำหนักแห่งนี้เขาไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเสด็จพ่อจึงทุ่มเททุกอย่างเพื่อสร้างมันขึ้นมาเพื่อเป็นของขวัญให้กับพระธิดาคนนี้ 

                หลายปีที่เขาเฝ้าสงสัยว่าภายในรั้วกำแพงของตำหนักแห่งนี้มันจะสวยงามเช่นใดแต่เป็นเพราะมันคือเขตหวงห้ามของบุรุษ แม้แต่เขาเองก็ไม่เคยได้ย่างกรายเข้ามาแต่บัดนี้เมื่อเสด็จพ่อไม่อยู่แล้ว คำสั่งต่างๆ ย่อมอยู่กับตัวเขาเอง เขาสามารถเข้ามาชื่นชมความงามของตำหนักแห่งนี้ได้อย่างอิสระที่นี่จึงเป็นที่ที่เขาอยากจะมามากที่สุด

                ความสวยงามของสวนช่างสมคำร่ำลือแม้จะเป็นช่วงเวลากลางคืนที่มีแต่แสงจันทร์สลัวๆ แต่ก็ไม่อาจปิดซ่อนความงามของสวนสวยแห่งนี้เอาไว้ได้ ยิ่งมองยิ่งตรึงใจ จนอยากได้มันไว้ในครอบครอง

                ในขณะที่เขากำลังดื่มด่ำอยู่กับความงดงามของสวนอยู่นั้นก่อนที่ความคิดของเขาจะเตลิดเปิดเปิงไปไกล เจ้าของบ้านก็ออกมาพบเขาพอดี

                “คารวะท่านพี่”เจ้าของบ้านทั้งสองเอ่ยขึ้นพร้อมๆ กัน

                รัชทายาทหันไปมองแบบขอไปทีเหมือนไม่ได้สนใจอะไรมากนัก

                “ข้าเคยถามตัวเองมาตลอดว่าอะไรกันที่แอบอยู่หลังกำแพงแห่งนี้ทำไมเสด็จพ่อจึงห้ามไม่ให้บุรุษผู้ใดเข้ามา” เขากล่าวพลางเดินชมสวนไปเรื่อยๆ   “บัดนี้ข้าเข้าใจแล้วว่าสิ่งที่ผู้คนเอ่ยถึงกัน มันไม่ได้เกินเลยแม้แต่นิดเดียวสวนแห่งนี้ช่างงดงามยิ่งนัก จนข้าไม่อยากจะออกไปไหนอีกเลย”

                “แต่ท่านพี่ก็น่าจะขออนุญาตน้องก่อน”  องค์หญิงพูดออกไปด้วยความไม่พอใจ

                “ทำไมข้าจะต้องขอด้วยเล่า ในเมื่อทุกที่ในเมืองนี้ มันเป็นของข้าแล้ว” 

                คำพูดของรัชทายาททำให้องค์หญิงโกรธเป็นอย่างมากนางพยายามจะเดินเข้าไปต่อว่าผู้บุกรุก แต่ถูกหวังหย่งดึงมือห้ามไว้ได้ทัน

                “รัชทายาทเสด็จมาในยามดึกเช่นนี้มีธุระอันใดมิทราบ”  หวังหย่งแสร้งถามทั้งๆ ที่เขารู้คำตอบดีอยู่แล้ว

                “เจ้าก็นะน่าจะให้ข้าชื่นชมกับความงามอีกสักหน่อย ไม่น่าขัดจังหวะเลย” รัชทายาทไม่สบอารมณ์กับคำถามของหวังหย่งที่ขัดจังหวะของเขาเขาหันมาจ้องหน้าหวังหย่ง ก่อนจะพูดต่อไป

                “คนฉลาดอย่างเจ้าน่าจะรู้ดีว่าข้าต้องการสิ่งใด” 

                “หม่อมฉันเกรงว่า หม่อมฉันจะไม่ทราบ”

                “เจ้าก็พูดเช่นนี้เป็นประจำแต่เจ้าก็รู้ทุกอย่างอยู่แล้ว” เขาจ้องหน้าหวังหย่งพลางใช้ความคิดอย่างหนักเมื่อเห็นว่าหวังหย่งไม่มีปฏิกิริยาใดตอบกลับมา เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเปิดเผยความในใจออกมา

                “บัดนี้ ราชครูและอัครมหาเสนาบดี ไม่ได้อยู่ที่นี่อีกต่อไปข้าเกรงว่า ต่อไป เจ้าคงจะต้องอยู่ตัวคนเดียวเสียแล้ว” เขาจ้องหน้าหวังหย่งอีกครั้ง  “จะดีกว่ามั้ย ถ้าเจ้าจะมาร่วมมือกับข้า”

                “ทุกวันนี้กระหม่อมก็ร่วมมือกับท่านพี่มาโดยตลอด....” พูดไม่ทันจบก็ถูกรัชทายาทสวนกลับมาทันที

                “เจ้าก็พูดเหมือนกับตาเฒ่าสองคนนั้นพวกเจ้าคิดว่าตัวเองร่วมมือกับข้ามาตลอด แต่ข้าไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นเลย ทำไมพวกเจ้าจึงคิดว่ากำลังร่วมมือกับข้าอยู่พวกเจ้าไม่เคยเลยสักนิดที่จะฟังข้า” เป็นอีกครั้งที่รัชทายาทโกรธจนตัวสั่นเขาพยายามระงับอารมณ์ตัวเอง ไม่ให้เดือดไปมากกว่านี้

                “ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนมีฝีมือ” เขาพูดอีกครั้งเมื่ออารมณ์เย็นลงแล้ว  “ข้าอยากให้เจ้ามาอยู่กับข้า เรามาสร้างอาณาจักรแห่งนี้ให้ยิ่งใหญ่ร่วมกันดีกว่าเจ้าอยากได้อะไรก็บอกมาเลย ข้ายินดีมอบให้เจ้า”

                “หม่อมฉันขอถามสักนิดท่านพี่อยากให้หม่อมฉันทำอะไรในเมื่อตอนนี้ท่านพี่มีคนรอบข้างคอยช่วยเหลืออยู่แล้ว” หวังหย่งถามกลับไป

                “เจ้าก็รู้ว่าข้าต้องการสิ่งใดและคนพวกนั้นก็เอามันมาให้ข้าไม่ได้”

                “ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันคงมิอาจจะกระทำได้”

                “ทำไมเล่า”  รัชทายาทตะคอกใส่หูหวังหย่งแต่อีกฝ่ายยังคงสงบนิ่ง

                “ท่านพี่อยากจะฮ่องเต้งั้นหรือ”หวังหย่งตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “มันไม่ผิดที่ท่านพี่ประสงค์เช่นนั้น แต่หม่อมฉันขอถามสักนิดว่าทำไมท่านพี่จึงคิดว่าท่านจะทำมันได้  กี่ครั้งแล้วที่ความพยายามของท่านต้องสูญเปล่าแล้วท่านคิดหรือว่าในตอนนี้คนอื่นจะไม่รู้ความประสงค์ของท่าน หม่อมฉันไม่เข้าใจว่าทั้งหมดนี้เพราะท่านเชื่อในที่ปรึกษาของท่าน หรือว่าท่านทำมันทั้งหมดด้วยพระองค์เอง”

                “เจ้าไม่ต้องมาสอนข้า ข้ารู้ดีว่าข้ากำลังทำอะไรอยู่” รัชทายาทเบือนหน้าหนี ไม่อยากฟังสิ่งที่หวังหย่งกำลังจะบอก

                “ทำไมท่านพี่ต้องเร่งรีบขนาดนี้นานมาแล้วที่แคว้นเหอฉีมีความเข้มแข็งเหนือแคว้นอื่นๆ แต่บัดนี้ การกระทำของท่านพี่ ทำให้แคว้นอื่นได้เห็นถึงความอ่อนแอของเรายิ่งนานวันมันยิ่งเปิดเผยมากขึ้นทุกที จดบัดนี้ ข้าเชื่อเหลือเกินว่าไม่มีใครอีกแล้วที่จะเกรงกลัวพวกเรา ที่สำคัญคนพวกนั้นก็จับจ้องแคว้นของเราตาเป็นมันเช่นนี้ ท่านพี่คิดว่า มันจะเกิดอะไรขึ้นหากวันนั้นมาถึง”หวังหย่งยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ เช่นเดิม เขาไม่ได้รู้สึกกังวลแม้แต่น้อยว่าคำพูดของเขาจะทำให้รัชทายาทโกรธของมากยิ่งขึ้น

                “เพราะข้าไม่อยากให้เกิดความวุ่นวายเช่นอดีตข้าจึงจำเป็นต้องรีบจัดการมันโดยเร็ว” รัชทายาทตอบกลับแบบซื่อๆ

                “ที่ท่านพี่ทำอยู่มันยิ่งจะทำให้ทุกอย่างมันยากยิ่งขึ้นบัดนี้ใครๆ ก็รู้ว่าท่านพี่ปรารถนาสิ่งใด ทันทีที่วันนั้นมาถึงทุกแคว้นจะมุ่งมาหาพวกเรา การยึดแคว้นเหอฉีมันง่ายกว่าเมืองหลวงยิ่งนัก ใครที่ได้แคว้นเหอฉีก็เท่ากับได้เมืองหลวงไปแล้ว เมื่อถึงเวลานั้นเราจะกลายเป็นซากศพที่มีแต่พวกอีกามารุมทึ้ง จะไม่มีใครเกรงกลัวเราอีกแล้ว ท่านพี่จะรับมือมันอย่างไร”

                รัชทายาททำท่าครุ่นคิดอย่างหนัก  เขารู้ดีว่า สิ่งที่หวังหย่งกล่าวมานั้น ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เพียงแต่เขาและที่ปรึกษาไม่เคยคิดถึงสิ่งนี้มาก่อน แคว้นเหอฉีในทุกวันนี้มีความมั่งคั่งร่ำรวยไม่แพ้เมืองหลวงเลยแม้แต่น้อยและที่ผ่านมาหากจะวัดกันถึงความเจริญรุ่งเรื่องอำนาจและบารมีแล้วนั้นเหอฉีก็เป็นรองเพียงแค่เมืองหลวงเท่านั้นแต่เพียงแค่เวลาไม่นานที่ท่านอ๋องได้วางมือ ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปการค้าของพวกเขาไม่ได้เจริญรุ่งเรืองเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว ที่สำคัญกองทัพที่เคยเกรียงไกร กลับกลายเป็นเพียงแค่กองทหารขี้แพ้ที่ไม่เหลือเค้าของความยิ่งใหญ่เหลืออยู่เลย ทุกวันนี้พวกกเขาแทบจะไม่มีพันธมิตรเหลืออยู่อีกแล้ว จะหวังพึ่งพาพวกหมิงก็เห็นได้ชัดว่าพวกนั้นไม่ได้มีความจริงใจเลยแม้แต่น้อย ไม่นับแว่นแคว้นอื่นๆที่จับต้องสถานการณ์ของเหอฉีตาเป็นมัน หากพลาดพลั้งขึ้นมาศึกรอบด้านก็จะถาโถมเข้ามาเป็นแน่  หากเป็นดั่งเช่นหวังหย่งกล่าวไว้จริงๆก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าคิดอยู่เหมือนกัน

                องค์หญิงหนิงอันที่ฟังอยู่นาน เมื่อเห็นว่ารัชทายาทเงียบไปนานจึงใช้โอกาสนี้แสดงความเห็นออกมา

                “ท่านพี่โปรดฟังหม่อมฉัน”  องค์หญิงพยายามรวบรวมความกล้าพูดแทรกขึ้นมา  “ที่จริงทุกวันนี้เราก็อยู่ดีกันอยู่แล้ว เสด็จพ่อก็ประสงค์จะให้พวกเราได้อยู่กันในแผ่นดินนี้อย่างมีความสุขทำไมท่านพี่ต้องมักใหญ่ใฝ่สูงจนเกินตัวด้วยละถึงตอนนี้เราน่าจะถอยกลับมาตั้งหลักใหม่ สร้างบ้านเมืองให้กลับไปเป็นเหมือนเดิมจะไม่ดีกว่าหรือ”

                “มาถึงขั้นนี้แล้วข้าคงจะหันหลังกลับไม่ได้อีกแล้ว”

                “เช่นนั้นให้ท่านพี่หวังหย่งช่วยท่านพี่เถอะ”

                “ข้าก็หวังเช่นนั้น”รัชทายาทหันไปมองหวังหย่ง พร้อมกับท่าทีที่เปลี่ยนไป บัดนี้แววตาแห่งความเหนื่อยล้าและผิดหวังปรากฏขึ้นให้เห็นได้ชัดเจนรัชทายาทแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ตัวเขานั้นพร้อมแล้วที่จะให้หวังหย่งเข้ามาร่วมงานด้วยอย่างเต็มที่  “เจ้าต้องการสิ่งใดบอกมาเลยข้ายินดีจะมอบให้เจ้า ขอเพียงเจ้าสัญญาว่าจะนำเอาสิ่งที่ข้าต้องการมาให้ข้าให้ได้”

                “กระหม่อมจะไม่นำมันมาให้ท่านพี่หรอกแต่จะทำให้ทุกคนนำมันมามอบให้กับท่านอย่างสมเกียรติ” หวังหย่งกล่าวอย่างมั่นใจ ทำเอารัชทายาทต้องหันกลับมามองเขาอีกครั้ง

                “แต่ก่อนที่จะไปถึงตรงนั้นกระหม่อมมีบางอย่างอยากจะกราบทูลท่านพี่แบบตรงๆ” หวังหย่งหันกลับไปจ้องหน้ารัชทายาทด้วยท่าทางที่จริงจัง “บัดนี้ รอบกายท่าน เต็มไปด้วยคนที่ไร้ความสามารถ ขุนนางสอพลอพวกนั้นมีแต่จะทำให้ตำแหน่งของท่านพี่มัวหมองในขณะเดียวกัน ท่านพี่ก็ได้ปลดท่านราชครูและอัครมหาเสนาบดีจากตำแหน่งแล้วกระหม่อมเกรงว่า ท่านพี่จะไม่เหลือใครอีกแล้วที่จะพึ่งพาได้”

                “เจ้ากำลังจะขอให้ข้ามอบตำแหน่งเหล่านั้นให้กับเจ้าเช่นนั้นหรือ”รัชทายาทเหมือนอ่านใจหวังหย่งออก แต่เขาก็ยังไม่กล้ารับปาก  “เจ้าก็น่าจะรู้ดีว่าตำแหน่งนั้นมันสำคัญแค่ไหนมีผู้คนมามายที่คอยอุ้มชูข้ามาตลอด ที่พวกเขาก็หวังสิ่งนี้เช่นกัน อยู่ดีดีเจ้าจะมีขอไปง่ายๆได้อย่างไร  อีกอย่าง เจ้าก็เห็นแล้วว่าที่ผ่านมา ตำแหน่งเหล่านั้นไม่ได้สำคัญอะไรเลยสักนิด มันอยู่ที่ข้าต่างหากว่าจะเรียกใช้ใคร เหตุใดเจ้าจึงปรารถนาตำแหน่งด้วยเล่า ทั้งๆ ที่ที่ผ่านมาเจ้าไม่เคยคิดที่จะเป็นใหญ่เป็นโตอะไรเลย”

                “ถึงจะไม่มีความสำคัญในสายตาท่านพี่แต่เพราะข้ารู้ว่า หากผู้อื่นได้ไป ย่อมนำมาซึ่งความวิบัติอย่างแน่นอน”

                “แต่อยู่ดีดีข้าจะยกให้เจ้าไปง่ายๆเช่นนั้น ข้าจะไปมองหน้าคนพวกนั้นได้อย่างไร”

                “เช่นนั้นหากนอกเหนือจากตำแหน่งฮ่องเต้แล้ว ท่านพี่ปรารถนาสิ่งใด โปรดบอกมาหม่อมฉันยินดีจะนำมันมาให้ท่านพี่ในทันที”

                “ฮ่าๆ เจ้านี่ช่างมั่นใจเสียเหลือเกินดี งั้นข้าจะไม่ปิดบังเจ้า นอกจากเมืองหลวงแล้วนั้น ข้ายังมีความคิดว่าเมืองเทียนเฉิง ที่อยู่ทางทิศตะวันออก มีภูมิประเทศที่งดงามยิ่งนัก เขาว่ากันว่าทะเลที่นั่นอุดมสมบูรณ์กว่าที่ไหนมันคงจะดีไม่น้อย หากข้าได้ผนวกมันเข้ากับเหอฉีของข้า”

                “หม่อมฉันจะไปนำมันมาให้กับท่านพี่ในเร็ววัน”

                “เจ้ามั่นใจขนาดนั้นเลยรึ ดีงั้นข้าจะมอบทหารให้เจ้า อยากได้จำนวนเท่าไหร่บอกมาเลย ข้าจะรอดูสิว่าเจ้าจะทำได้ตามที่พูดหรือไม่”รัชทายาทยังไม่มั่นใจว่าหวังหย่งจะทำได้ตามที่พูด

                “หม่อมฉันจะแสดงให้ท่านพี่ได้เห็นว่าการศึกเขาต้องทำกันเช่นไรไม่ต้องส่งกองทหารไปให้มากมาย ขอแค่คนเก่งมีฝีมือสักกลุ่มเล็กๆ ก็เพียงพอแล้วเพียงแต่ว่า”

                “อยากได้อะไรอีกก็ว่ามา”

                “หม่อมฉันจะไม่ใช้กำลังเข่นฆ่าชาวบ้านแต่หม่อมฉันยินดีจะนำตัวผู้นำของพวกเขา เพื่อมามอบให้กับท่านพี่ เช่นนี้จะดีต่อการปกครองในอนาคต”

                “นี่เจ้าจะไปลักพาตัวหัวหน้าของพวกนั้นมาแล้วคิดว่าจะจบง่ายๆ เช่นนั้นหรือ เจ้าคิดง่ายเกินไปแล้ว”

                “หามิได้ แผนของหม่อมฉันคือจะทำให้ผู้นำของพวกนั้น ยอมศิโรราบต่อพวกเราและพวกเขาจะยินดีมอบอำนาจทุกอย่างของพวกให้กับท่านพี่อย่างเต็มใจ”

                “ฮ่าๆๆๆ หากเจ้าทำเช่นนั้นได้จริงๆข้าก็ยินดีที่จะมอบสิ่งที่เจ้าปรารถนาให้แก่เจ้าโดยทันทีเช่นกัน”

                รัชทายาทเสด็จกลับไปด้วยความดีใจเป็นอย่างมากหากหวังหย่งทำได้ตามที่พูดมานั้น ย่อมสงผลดีให้กับรัชทายาทเป็นอย่างมากแม้จะไม่สามารถเอาชนะเมืองเหอผิงได้ แต่ถ้าได้เทียนเฉิงมาแทนย่อมดีกว่าร้อยเท่าพันเท่า การผนวกสองดินแดนนี้เข้าด้วยกันจะทำให้เหอฉีไม่มีอะไรจะต้องเกรงกลัวราชสำนักอีกต่อไป และหากหวังหย่งทำเสร็จจริงๆนั่นยอมแสดงให้เห็นว่า เขาเป็นคนที่มีฝีมือ และที่สำคัญ การได้หวังหย่งมาเคียงข้างทำให้โอกาสที่จะไปสู่ตำแหน่งที่คาดหวังไว้ ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

               

                หนึ่งเดือนต่อมาหวังหย่งนำทหารจำนวนเพียงแค่ 300 นาย มุ่งหน้าสู่เมืองเทียนเฉิงและเพียงสามวันให้หลังเขาก็ประกาศชัยชนะเหนือเมืองเทียนเฉิงโดยไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อแม้แต่น้อย

                ใต้เท้าเหลียง ผู้นำของแคว้นเทียนเฉิงถูกนำตัวเข้าเฝ้ารัชทยาท ใต้เท้าเหลียงผู้นี้มีฐานะเพียงแค่ผู้นำของชนกลุ่มเล็กๆ  เท่านั้น เขาไม่ได้มีฐานะเป็นขุนนางใหญ่ๆ เมื่อเทียบกับเมืองอื่นนั่นก็เพราะว่าเมืองเทียนเฉิง มีที่ตั้งอยู่ติดทะเล และแม้จะมีความอุดมสมบูรณ์และมีความสวยงามของธรรมชาติที่หลากหลายแต่ฤดูมรสุมก็คืออาวุธชั้นยอดที่คอยปกปักรักษาเมืองนี้เอาไว้จากผู้รุกราน  ประกอบกับอาชีพของชาวเมืองแห่งนี้ฝากไว้กับทะเลที่คนภายนอกไม่อาจจะต่อสู้กับความโหดร้ายของทะเลแห่งนี้ได้จะมีเพียงชาวเมืองเท่านั้นที่คุ้นเคยกับวิถีชีวิตเช่นนี้ เมืองแห่งนี้จึงอยู่รอดปลอดภัยจากการรุกรานมาโดยตลอดแต่การที่รัชทายาทหมายปองเมืองแห่งนี้ นั่นย่อมหมายความว่าพระองค์ปรารถนาเพียงแค่อยากมีเมืองบริวารไว้ในครอบครอง แม้จะเป็นเพียงเมืองเล็กๆที่ไม่มีใครต้องการแล้วก็ตาม

                ใต้เท้าเหลียงให้คำมั่นสัญญาว่าจะอยู่ภายใต้การปกครองของผู้นำแห่งแคว้นเหอฉีและยินดีส่งเครื่องบรรณาการมาถวายตามธรรมเนียมในทุกๆ ปีและพร้อมยินดีให้แคว้นเหอฉี ใช้เมืองเทียนเฉิงเป็นที่ตั้งของค่ายทหารหรืออะไรก็ตามที่เป็นความประสงค์ของรัชทายาท ขอเพียงอย่างเดียวคือขอให้ใต้เท้าเหลียงผู้นี้ ยังคงมีสถานะเป็นผู้นำต่อไปเท่านั้นเอง

                ทั้งหมดนี้ได้สร้างความพึงพอใจให้กับรัชทายาทเป็นอย่างมากจนถึงกับจัดให้มีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันความดีความชอบของหวังหย่งในครั้งนี้ ยังคงเป็นปริศนาอยู่ว่า ท้ายที่สุดแล้วรัชทายาทจะทำตามที่ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้หรือไม่

    นิยายแนะนำ