เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เล่มที่ 4 บทที่ 96 เรื่องอกสั่นขวัญแขวนที่ทะเลสาบน้ำร้อน


             เฝิงเจี่ยนช่วยเอากระดาษไปตากลมให้แห้ง จากนั้นเอ่ยว่า “ถ้าอย่างไรก็ทำอาหารที่พกพาง่ายขึ้นมาสักอย่างสองอย่าง วันพรุ่งนี้จะพาเจ้าขึ้นเขา”

             “ขึ้นเขา? ไปล่าสัตว์หรือเจ้าคะ?”

             ครั้นเสี่ยวหมี่ได้ยินดวงตาก็เป็นประกายทันที สีหน้าตื่นเต้นแต่ก็ยังเอ่ยอย่างกังขา “แบบนี้จะไม่เป็นไรหรือเจ้าคะ หากว่าไปเจอเข้ากับสัตว์ใหญ่...”

             “ไม่ต้องกลัว มีข้าอยู่”

             เฝิงเจี่ยนพยักหน้าพลางลูบศีรษะนางเบาๆ ท่าทางรักใคร่อย่างที่สุด “หากว่าพบจิ้งจอกขาวอีก จะได้ล่ากลับมาทำเสื้อคลุมให้เจ้า ที่ล่ามาก่อนหน้านั้นยังไม่พอ”

             เสี่ยวหมี่พยักหน้า ไม่ใช่ว่านางชอบเสื้อคลุมหนังจิ้งจอกขาวอะไรนักหรอก แต่นางตื่นเต้นที่จะได้ขึ้นเขาไปล่าสัตว์ ตั้งแต่นางเข้ามาอยู่ในร่างนี้ก็เป็นเวลาหนึ่งปีแล้ว แต่กลับไม่เคยขึ้นเขาเข้าป่าไปเลยสักครั้ง หนึ่งเพราะนางไม่อยากงอแงสร้างปัญหาให้ครอบครัว สองเพราะนางกลัวจะรักษาชีวิตน้อยๆ ของตนเอาไว้ไม่ได้

             ยามนี้มีวีรบุรุษผู้ปราบเสืออย่างเฝิงเจี่ยนคอยปกป้อง หากยังไม่ยอมไปอีก ครั้งหน้าคงไม่มีโอกาสแบบนี้อีกแล้ว

             “ได้สิๆ เอาอาหารที่บ้านไปกินระหว่างทางคงจะไม่สดใหม่แล้ว ไม่สู้ข้าแบกพวกเครื่องปรุงรสไป ระหว่างทางเราก็ล่าไก่ป่าสักตัวสองตัว หากเจอแม่น้ำหรือทะเลสาบก็ตกปลาขึ้นมาย่างกิน คงอร่อยไม่น้อย"

             เสี่ยวหมี่ยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น แล้วจึงเอ่ยว่า “ข้าจำได้ว่าเกาเหรินเคยบอกว่า บนยอดเขามีบ่อน้ำร้อนด้วย เรียกเขามาถามให้ชัดเจนดีกว่าว่าอยู่ที่ไหน”

             พูดจบ นางก็วิ่งออกไปตะโกนเรียกเกาเหริน “เกาเหริน เกาเหริน รีบออกมาสิ หากยังแอบอยู่อีกข้าจะไม่ให้เจ้ากินข้าวเย็น”

             เฝิงเจี่ยนสะบัดกระดาษในมือแล้วพับอย่างเรียบร้อย วางไว้ให้เป็นระเบียบ เขารู้สึกยากจะตัดใจ อีกไม่กี่วันเขาคงต้องกลับเมืองหลวงแล้วจริงๆ ดังนั้นช่วงนี้จึงต้องใช้เวลากับสตรีผู้เป็นที่รักให้มากหน่อย

             วันนี้ตื่นมาอากาศดีไม่น้อย ลมเย็นๆ แต่ยังไม่หนาวจนถึงกับบาดผิวหนัง หมอกที่บดบังยอดเขาอยู่เป็นประจำสลายไป เหมาะกับการขึ้นเขาเป็นที่สุด

             เสี่ยวหมี่จัดเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นใส่ตะกร้าสานใบเล็ก เฝิงเจี่ยนพับขากางเกงและแขนเสื้อขึ้น เหน็บมีดดาบไว้ข้างเอวพร้อมสะพายคันธนูไว้ข้างหลัง จากนั้นก็ยกตะกร้าสานขึ้นมาสะพายไหล่ จากนั้นคนทั้งสองก็ออกเดินทาง

             ซูอีกับเกาเหรินราวกับสัตว์เลี้ยงตัวน้อยที่ถูกทอดทิ้ง มองแผ่นหลังของทั้งสองคนด้วยแววตาน่าสงสาร มีความคิดอยากจะไล่ตามไป แต่กลับถูกผู้เฒ่าหยางดึงสายรัดเอวเอาไว้ พวกเขาขยับตัวไม่ได้แม้แต่น้อย

             “พวกเจ้าอย่าทำตัวไม่รู้ความ หลังผ่านช่วงเที่ยงไปเดี๋ยวพวกเขาก็กลับมาแล้ว อีกอย่างที่ห้องครัวยังมีไก่ย่างและขากระต่ายย่างอยู่ไม่ใช่หรือ?”

             “อา ข้าลืมไปสนิทเลย” ไม่ผิดคาด เรื่องนี้สามารถดึงดูดความสนใจของเกาเหรินไปได้ในทันที แต่น่าเสียดายเมื่อไปถึงห้องครัวกลับพบว่าไม่เหลือเงาของไก่ย่างและขากระต่ายย่างอีกแล้ว

             “เสวียนอี ข้าจะฆ่าเจ้า”

             ที่เรือนหลังใหญ่จู่ๆ ก็มีเสียงโมโหของเกาเหรินดังลั่น

             พวกเสี่ยวหมี่กำลังเดินขึ้นเขาลึกเข้าไปในป่า นางราวกับแมวป่าตัวน้อยที่ถูกปล่อยออกจากกรง รู้สึกเพลิดเพลินไปกับใบไม้สีแดงและดอกไม้ป่า

             เฝิงเจี่ยนเดินตามอยู่ด้านหลังนาง คอยสอดส่ายสายตาไปรอบๆ อยู่เสมอ เขาสอดส่องให้แน่ใจว่าจะไม่มีสัตว์ป่าตัวไหนโผล่ออกมาให้เสี่ยวหมี่ตกใจ

             เสี่ยวหมี่เดินจนเหนื่อยแล้วจึงหยุดนั่งพักที่ก้อนหินข้างทาง ยังไม่ทันพูดอะไรจมูกน้อยๆ ก็ทำท่าฟุดฟิด นางเอ่ยถามเฝิงเจี่ยนว่า “พี่ใหญ่เฝิง ท่านได้กลิ่นอะไรหรือไม่ เหมือนจะมีไก่ย่างอยู่แถวๆ นี้”

             เฝิงเจี่ยนสาดสายตาไปที่พุ่มไม้บริเวณเหนือลม ปากเอ่ยว่า “บนเขานี่ไม่มีใครอื่น จะมีไก่ย่างได้อย่างไร? เป็นกลิ่นที่ออกมาจากตะกร้าสานที่ข้าแบกอยู่หรือเปล่า?”

             เสี่ยวหมี่เองก็คิดว่าไม่น่าเป็นไปได้ จึงยิ้มกล่าวว่า “อาจเป็นเพราะเมื่อเช้าข้าขลุกอยู่ในครัวนานเกินไป กลิ่นจึงติดจมูกมา คิดว่าตอนนี้เกาเหรินคงจะกินไก่ย่างหมดไปแล้ว”

             เฝิงเจี่ยนไม่ค่อยชอบใจนักที่เสี่ยวหมี่ ‘รักใคร่เอ็นดู’ เกาเหริน เขาจึงเอ่ยโน้มน้าวว่า “เกาเหรินก็แค่ตะกละ เขาไม่ใช่เด็กเล็กๆ แล้ว เจ้าไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยเพื่อเขามากนักหรอก”
            

             เสี่ยวหมี่หลุดขำออกมา ถึงแม้เกาเหรินจะมีนิสัยแปลกประหลาดและตะกละ แต่ยามปกติก็ปกป้องนางเป็นอย่างดี นางเองก็รักใคร่เขาราวกับเป็นน้องชายแท้ๆ แต่แน่นอนว่านางไม่อาจพูดเช่นนี้กับเฝิงเจี่ยน ในสายตาของคนรัก ความรักทั้งหมดของอีกฝ่ายควรจะมีไว้สำหรับตัวเองเท่านั้นไม่ยินยอมแบ่งไปให้ใคร

             “อีกนานแค่ไหนกว่าจะไปถึงบ่อน้ำร้อนหรือ” เสี่ยวหมี่ยืนขึ้นบนก้อนหิน ป้องมือเหนือดวงตาชะโงกหน้าไป “อา พี่ใหญ่เฝิงเห็นควันสีขาวที่ลอยขึ้นมาหรือไม่ ที่นั่นหรือเปล่าที่มีบ่อน้ำร้อนอยู่”

             ที่จริงเฝิงเจี่ยนรู้อยู่แล้วว่าบ่อน้ำร้อนอยู่ตรงไหน เพียงแต่เขาอยากจะเดินเล่นกับเสี่ยวหมี่ให้มากหน่อย เพื่อใช้เวลาร่วมกันก็เท่านั้น

             ยามนี้ได้ยินเสี่ยวหมี่พูดขึ้นมา อีกทั้งดูจากพระอาทิตย์ก็สายมากแล้วจึงเอ่ยว่า “เช่นนั้นก็ไปดูกันเถอะ”

             คนทั้งสองแหวกพุ่มไม้เข้าไป ยิ่งเข้าใกล้ก็สัมผัสได้ถึงไอร้อนที่รุนแรงขึ้น

             ในที่สุดก็มาถึงสถานที่แห่งหนึ่งที่มีลักษณะเหมือนเป็นอ่างเล็กๆ โดยรอบมีต้นสนสีแดงขึ้นแน่นขนัด ราวกับทหารผู้ซื่อสัตย์ปกปักสถานที่แห่งนี้ไว้

             คาดว่าเมื่อนานมาแล้วบริเวณนี้คงเคยเป็นภูเขาไฟมาก่อน ซึ่งตอนนี้กำลังหลับใหลอยู่ด้านล่าง จึงส่งความร้อนขึ้นมาต้มทะเลสาบเล็กๆ ในแอ่งนั้นจนเดือดปุดๆ 

             ท่ามกลางฤดูกาลอันหนาวเหน็บ สถานที่แห่งนี้ราวกับถูกลืมเลือนไป รอบๆ ทะเลสาบยังมีหญ้างอกงามเขียวขจี บางพุ่มยังมีดอกไม้ชูช่อสวย 

             เสี่ยวหมี่ส่งเสียงออกมาอย่างตกใจ “งดงามนัก ข้าจะสร้างบ้านหลักเล็กที่นี่ แล้วจะมาอาศัยอยู่ที่นี่”

             “ได้ วันพรุ่งนี้ก็ให้คนขึ้นมาตัดไม้เตรียมทำบ้าน”

             เฝิงเจี่ยนยิ้มรับ เขาปล่อยตะกร้าที่สะพายหลังไว้ลง แล้วจึงเหยียบไปรอบๆ บริเวณหญ้าที่เสี่ยวหมี่ยืนอยู่กลัวจะมีงู้เงี้ยวเขี้ยวขอ 

             เสี่ยวหมี่รู้สึกอบอุ่นในหัวใจ นางกอดแขนเขาไว้ เอ่ยว่า “ข้าล้อเล่นเท่านั้นเอง ที่นี่อยู่ไกลจากบ้านเราเกินไป เดินทางไม่ค่อยสะดวก”

             เฝิงเจี่ยนไม่ตอบรับหรือปฏิเสธแต่อย่างใด เขาชี้ไปที่หินก้อนหนึ่งเอ่ยว่า “เจ้าไปนั่งพักตรงนั้นก่อน ข้าจะไปล่าไก่ป่าและเก็บฟืนมาจุดไฟ”   

             “ได้ ท่านไปตัดฟืนมาให้ข้าก่อไฟก่อน แล้วค่อยไปล่าไก่ป่า”

             เฝิงเจี่ยนเก็บฟืนกลับมาให้เสี่ยวหมี่เตรียมก่อไฟ เสร็จแล้วตนเองก็ออกไปล่าไก่ป่า

             เสี่ยวหมี่เตรียมการเสร็จแล้ว แต่จะรออย่างไรเฝิงเจี่ยนก็ไม่กลับมาเสียที

             ไม่รู้ว่าเป็นเพราะน้ำที่มีปริมาณกำมะถันเยอะเกินไปหรือไม่ กลิ่นที่ลอยขึ้นมาจึงค่อนข้างแสบจมูก แต่สีของน้ำกลับเป็นสีฟ้าอมเขียวงดงามราวกับสระมรกต เมื่อทอดสายตามองก็ราวกับจะถูกดูดลงไป

             เสี่ยวหมี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จะอย่างไรก็อดใจไม่ไหว นางถอดรองเท้าถุงเท้าคิดจะเข้าไปแช่เท้าสักหน่อย

             น้ำที่ค่อนข้างร้อนในคราแรกเมื่อแช่ไปสักพักกลับทำให้รู้สึกสบายไปทั้งร่าง เสี่ยวหมี่อดใจไม่ไหวถอดเสื้อคลุมออกวางไว้ในที่ที่เห็นได้ชัด คิดว่าเมื่อเฝิงเจี่ยนกลับมาเห็นเสื้อคลุมที่นางถอดไว้ ก็คงจะรู้ตัวและส่งเสียงเตือนนางก่อนจะเดินเข้ามา

             เช่นนี้เองทะเลสาบอันลึกลับที่ร้างผู้คนมานาน ในที่สุดก็ได้ต้อนรับแขกเป็นหญิงงามคนหนึ่ง เสี่ยวหมี่ว่ายน้ำเป็นอยู่แล้ว แต่ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในร่างนี้ยังไม่เคยได้ว่ายน้ำเลย ครั้งนี้จึงแหวกว่ายอย่างสบายใจ        

             ราวกับว่าผืนป่าโดยรอบจะเงียบสงัดลง แม้แต่สายลมยังหยุดพัด

             บนยอดไม้ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล เฝิงเจี่ยนเอนหลังพิงต้นไม้อยู่ เขาหรี่ตาลงน้อยๆ มุมปากยกขึ้นอย่างรู้สึกขบขัน

             แม่นางคนนี้ช่างซุกซนจริงๆ ที่เขากล้าทิ้งนางไว้คนเดียวแล้วออกไปล่าสัตว์ก็เพราะมีพวกเสวียนอีกระจายตัวคอยปกป้องอยู่โดยรอบ แต่นางกลับคิดว่ารอบข้างไม่มีใครเลย ถึงกับลงไปแหวกว่ายในน้ำ

             เสี่ยวหมี่ไม่รู้ตัวเลยว่านางตกอยู่ในสายตาของเขาตลอด รอจนนางว่ายจนเหนื่อยแล้วถึงได้รู้สึกอายขึ้นมา ตอนที่คิดจะกลับขึ้นมาสวมเสื้อผ้านั้น พลันรู้สึกว่าในน้ำมีอะไรบางอย่างวาดผ่านขาของนางไป

             เป็นสัมผัสที่ทั้งลื่นและเย็น ทำเอานางร้องตะโกนออกมา ตอนที่กำลังตะเกียกตะกายจะขึ้นฝั่งนั้นขาขวากลับเป็นตะคริวขึ้นมา...

             “ช่วย...”

             เสี่ยวหมี่พ่นออกมาได้แค่คำเดียว กลับสำลักน้ำไปคำหนึ่ง ตอนที่คิดจะตีขาลอยตัวขึ้นมากลับถูกเจ้าสิ่งลื่นๆ เย็นๆ นั้นพันเอาไว้

             ความรู้สึกหวาดกลัวเข้ากอบกุมจิตใจของเสี่ยวหมี่ นางรู้สึกเสียใจภายหลังจริงๆ ไม่ควรลงมาในน้ำตั้งแต่แรก หากนางต้องมาตายไปเช่นนี้พวกบิดาและพี่ชายของนางจะเป็นอย่างไร เฝิงเจี่ยนจะเป็นอย่างไร

             น่าเสียดายที่เมื่อรู้สึกเสียใจภายหลังก็มักจะสายเกินไปแล้ว น้ำในทะเลสาบไหลเข้าปากและจมูกของนาง สูบเอาอากาศบริสุทธิ์ไปจากปอด

             ในช่วงเวลาวิกฤตนั่นเองจู่ๆ ก็มีคนโอบเอวนางพาว่ายขึ้นมาเหนือน้ำ

             เฝิงเจี่ยนสีหน้าเขียวคล้ำ เขาลากนางไปใกล้ๆ กองไฟแล้วตบแผ่นหลังของนางให้สำลักน้ำออกมา

             ยังดีที่เสี่ยวหมี่ยังสำลักน้ำเข้าไปไม่มาก เมื่อไอออกมาแล้วก็รู้สึกดีขึ้น

             ยามนี้นางกำลังพาดร่างไปบนหน้าขาของเฝิงเจี่ยน ถึงแม้จะสวมเสื้อตัวในอยู่ แต่เพราะเปียกน้ำจึงเน้นให้เห็นสัดส่วนอย่างชัดเจน แลดูเย้ายวนอย่างที่สุด

             เฝิงเจี่ยนคิดจะดึงอาภรณ์มาคลุมร่างนางไว้ กลับพบว่าบนแผ่นหลังนางเหมือนจะมีรูปอะไรบางอย่างขนาดเล็กเท่าพุทราจีน สีแดงดึงดูดสายตา แต่เมื่อตั้งใจจะพิจารณาดูให้ชัดเจน จู่ๆ มันก็หายไป เหลือเพียงผิวขาวนวลให้เห็นวับๆ แวมๆ ราวกับเมื่อครู่เขาตาฝาดไปก็ไม่ปาน

             เฝิงเจี่ยนตกใจมาก ยื่นมือออกไปคิดจะลูบมัน เสี่ยวหมี่กลับร้องไห้ออกมา “ฮือฮือ ในทะเลสาบมีงู ฮือฮือ ข้าสำลักน้ำเกือบตาย ฮือฮือ”

             ถึงแม้เฝิงเจี่ยนจะโมโหแค่ไหนก็ไม่อาจตำหนินางได้ในเวลานี้ เขาดึงอาภรณ์ตัวนอกมาคลุมร่างนางไว้ให้มิดชิดแล้วขยับเข้าไปใกล้กองไฟอีกหน่อย พลางเอ่ยปลอบโยนว่า “ไม่ต้องกลัว ไม่เป็นไรแล้ว”

             เสี่ยวหมี่เพิ่งรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด ทั้งอับอายและหวาดกลัว นางร้องไห้ไม่หยุด เฝิงเจี่ยนหมดหนทางจึงดึงร่างนางเข้ามากอดไว้หลวมๆ 

             รอจนเสี่ยวหมี่หายสะอื้น เสื้อผ้าของพวกเขาทั้งสองก็แห้งเกือบจะสนิทแล้ว

             เสี่ยวหมี่เพิ่งรู้สึกตัวว่าท่าทางของพวกเขาค่อนข้างประดักประเดิด จึงขยับตัวอย่างอึดอัด

             เฝิงเจี่ยนกำลังอดทนพยายามข่มสัญชาตญาณแห่งสัตว์ป่าของตนเองลงไปอย่างสุดความสามารถ ไม่รู้สะกดจิตตัวเองไปกี่ร้อยรอบแล้ว เมื่อเห็นว่าสตรีในอ้อมแขนสงบลงแล้ว จึงเอ่ยเสียงแหบแห้งว่า “อย่าขยับ รอสักพัก”

             เสี่ยวหมี่ร่างกายแข็งค้าง นางไม่กล้าขยับตัวแม้แต่นิดเดียว

             ครู่หนึ่งเฝิงเจี่ยนถึงค่อยๆ ปล่อยตัวนาง เขายืนขึ้นเอ่ยว่า “ข้าจะไปล่าไก่ป่า”

            จากนั้นก็หายตัวไปไม่เห็นเงา

             เสี่ยวหมี่มองไปที่โขดหินเห็นไก่ป่าที่ถูกมัดข้อเท้าไว้กำลังดิ้นรนเต็มแรง ก็อดหัวเราะพรืดออกมาไม่ได้ ความหวาดกลัวเมื่อครู่พลันหายไปกว่าครึ่ง

     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ] ที่คุณอ่าน

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730