เพราะยังไม่มั่นพระทัยว่าฉวนลี่ถิงจะได้อยู่ต่อหลังจากผ่านระยะข้อตกลงแรกหรือไม่เ้าของตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์จึงทรงฝึกฝนอาเฉินไม่ให้ติดน้าสาวมากเกินไปทั้งสองย้ายออกจากเรือนหนึ่งสันติสุขไปอยู่ในเขตตำหนักชั้นใน ใกล้กับเรือนพักของพระองค์ซึ่งมีสวนดอกหมู่ตาน[1]กั้นแบ่งเขตเหล่าข้าหลวงในวังไม่ได้เข้ามาวุ่นวายกับองค์ชายน้อยแล้ว
นอกจากเจิ้งเฉาที่คอยดูแลความเป็อยู่ของเสวี่ยอ๋องและบ่าวไพร่ชายในตำหนักยังมีหญิงวัยกลางคนนามหลินเฝ่ยเจินที่คอยดูแลชีวิตความเป็อยู่ของเหล่านางกำนัลเพราะพักก่อนนางไม่สบาย เจิ้งกงกงจึงเป็คนออกหน้าต้อนรับฉวนลี่ถิงกับองค์ชายน้อยแทนเมื่อถึงเวลาเหมาะสม เสวี่ยอ๋องจึงยกหน้าที่ดูแลบุคคลทั้งสองให้นาง
“ลี่ถิงคารวะท่านน้า”
ทรงแนะนำว่าหลินเฝ่ยเจินนับเป็ญาติห่างๆของท่านยาย นางอายุไล่เลี่ยกับพระมารดาผู้ล่วงลับ หลังจากพระมารดาเข้าวังเป็พระสนมท่านยายก็รับนางมาอยู่ด้วยกันที่สกุลฉางซุน ก่อนจะย้ายมาอยู่ตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์หลังจากท่านยายสิ้นบุญ
หลินเฝ่ยเจินวัยสามสิบแปดกุมมือฉวนลี่ถิงพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเอ็นดู
“ยินดีที่ได้พบหน้าข้าได้ยินเื่ของเ้ามาพอสมควร”
“หวังว่าเื่ที่ท่านได้ยินจะมีเื่ดีมากกว่าร้ายนะเ้าคะ”
“ตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์ไม่นิยมนินทาว่าร้ายนักหรอกชีวิตแสนสั้น จะมัวเสียเวลาสนใจเื่ไม่รื่นหูทำไม”
ฉวนลี่ถิงยิ้มเต็มวงหน้าเอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เมื่อมีผู้ใหญ่ให้ความเอ็นดูเยี่ยงนี้ นางก็รู้สึกอบอุ่นใจ
“ต่อไปนี้ลี่ถิงกับอาเฉินขอรับคำแนะนำจากท่านน้านะเ้าคะ”
“รับรองหลังจากนี้ห้าเดือนเ้ากับองค์ชายน้อยจะต้องมีพัฒนาการที่ดีขึ้นแน่ ไม่อย่างนั้นจะเสียมาถึงเสวี่ยอ๋อง”
“ลี่ถิงน้อมรับคำชี้แนะ”
คนเราเปลี่ยนแปลงบุคลิกด้วยการแต่งตัวหลินเฝ่ยเจินจึงนำช่างตัดเสื้อในตำหนักมาตัดเย็บชุดใหม่ให้ฉวนลี่ถิงส่วนองค์ชายน้อย เสื้อผ้าต่างๆ ถูกส่งมาจากในวังเพื่อความถูกต้องตามระเบียบวังหลัง
หญิงสาวผู้มาจากเมืองซานเทียนนั้นแต่เดิมสวมใส่ชุดแบบชาวบ้าน สาบเสื้อปกปิดมิดคอต้องเปลี่ยนมาสวมเสื้อเผยผิวเนื้อ่ลำคอขาวผ่องลงมาถึงเนินอกอวบแล้วรัดรึงใต้ฐานอกด้วยผ้าแพรปล่อยชายยาวถึง่สะโพกแม้มีเสื้อคลุมตัวยาวสวมทับอีกชั้น แต่การเปิดเผยผิวเนื้อ่หนึ่งฝ่ามือนั้นก็ทำให้นางรู้สึกขวยเขินมากอยู่ดี
“ทำไมทำหน้าอย่างนั้น”หลินเฝ่ยเจินถาม ในห้องหับส่วนตัวยังมีอิ๋งอีกับเสี่ยวหงคอยสับเปลี่ยนชุดทั้งหมดที่ตัดเย็บเรียบร้อยมาให้นางลองสวม
ตอนนี้องค์ชายน้อยกำลังเข้าสู่การเรียนรู้จับพู่กันอีกทั้งฝึกขีดเขียนในกระบะทรายกับท่านครูหวงที่เจิ้งกงกงจัดหามาสอนที่ห้องหนังสืออีกฝั่งของตัวเรือนมีเสี่ยวลู่กับเสี่ยวหลิงคอยดูแล และมีขันทีวัยสิบห้าปีคนหนึ่งชื่อเสี่ยวิคอยตามติดทุกฝีก้าวแม้กระทั่งยามนอน เพื่อให้เขาคุ้นเคยการมีบริวารชายคอยรับใช้ใกล้ตัว
“มัน...เอ่อทำไมพวกท่านสวมชุดแบบนี้ แล้วข้ารู้สึกว่าน่ามองกว่ากันเยอะ”
“ใครบอกว่าเ้าสวมแล้วไม่น่ามอง”ผู้าุโกล่าวพร้อมกับจับหญิงสาวหันซ้ายหันขวา เพื่อจะมองให้เต็มตา
“ชุดสีแดงกลีบบัวขับผิวของท่านมากเลยนะเ้าคะ”อิ๋งอีเอ่ยชม
“ใช่ๆ ท่านงดงามมากเลย”เสี่ยวหงชมบ้าง
คนถูกชมหน้าแดงหันกลับไปมองตัวเองในกระจกทองเหลืองบานใหญ่
“ข้ารู้สึกไม่เป็ตัวของตัวเอง”จากคนที่ไม่เคยใส่ใจกับรูปโฉมภายนอกมากไปกว่าการก้มหน้าทำงานในโรงย้อมผ้าทำให้ฉวนลี่ถิงรู้สึกถึงความวุ่นวายเกินเหตุกับการที่หญิงชาวบ้านเช่นนางต้องสวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์อันวิจิตร
“สักเดี๋ยวเ้าก็ชินคิดเสียว่าเป็หนึ่งในหน้าที่เพราะขนาดองค์ชายยังต้องสวมใส่เสื้อผ้าเต็มยศไม่ต่างจากเ้าเลย ร้อนก็ต้องทนหนักก็ต้องทน” หลินเฝ่ยเจินแนะนำด้วยใจเมตตา
“ลี่ถิงจะพยายามเ้าค่ะ”
อาเฉินปรับตัวได้ดีกว่าที่นางคิดนอกจากหัดขีดเขียน เขายังหัดใช้ตะเกียบช้อนไม้ที่ถือในมือก็ตักอาหารเข้าปากเองได้แล้ว การแยกห้องนอนกับนางปัญหาก็เริ่มลดลงเมื่อเขามีขันทีคอยอยู่เป็เพื่อน ไม่ว่าจะกิน เรียน เล่น นอนก็มีเสี่ยวิอยู่เคียงข้าง
เสวี่ยอ๋องบอกนางอีกว่าแม้จะเข้าวังไปแล้ว เสี่ยวิก็จะติดตามอาเฉินของนางไปด้วย
ตัวนางเองนั้นถูกท่านน้าหลินฝึกมารยาทการกินอยู่การเดินเหินอย่างไรให้สง่าสมความเป็กุลสตรี ล้วนนำมาสอนนางจนครบถ้วนกระบวนความ
“มือท่านเรียวได้รูปมากเลยนะเ้าคะจะเสียก็แต่...” อิ๋งอีชะงักอึกอักไม่กล้าจะวิจารณ์ตรงๆ นักใจหนึ่งก็พานอยากตบตัวเองที่เป็คนปากไว
“มือข้าหยาบกระด้างมากใช่ไหม”ฉวนลี่ถิงยกมือตัวเองขึ้นมอง ความหยาบกร้านบนสองมือไม่ได้ทำให้นางรู้สึกอับอายมันคือความภาคภูมิใจในงานของตัวเอง พลางเอ่ยคำ
“ครอบครัวข้าทำโรงย้อมปัก ทอ ย้อม ข้าทำเป็หมด และทำมาั้แ่อายุแปดเก้าขวบ ปีสองปีมานี้หนักหน่อยต้องขนผ้าขึ้นรถม้าตระเวนไปขายต่างเมืองด้วย”
“ต่อให้หยาบกว่านี้ ก็ไม่ยากเกินแก้ไข”หลินเฝ่ยเจินกล่าวยิ้มๆ
ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่แค่เสื้อผ้าที่ถูกเปลี่ยน เวลาต่อมาหลินเฝ่ยเจินจัดแจงเื่ความสวยงามตลอดทั้งเรือนร่างของฉวนลี่ถิงอย่างเห็นเป็เื่สำคัญยิ่งเรือนผมถูกจัดช่อจัดทรงด้วยเครื่องประดับประดามี ดวงหน้าแต้มแต่งด้วยแป้งและชาดสวยหมดจด
หญิงสาวจากซานเทียนไม่เคยคิดว่านอกจากวาระพิเศษงานมงคลตัวนางจำเป็ต้องแต่งหน้าแบบนี้อยู่กับบ้านด้วยผิวพรรณเนื้อตัวถูกขัดถูบำรุงบำเรอั้แ่หัวจรดเท้าจนผิวนางแดงเถือกไปทั้งตัวเมื่อขึ้นจากถังน้ำ
“ไม่น่าจะทำถึงขนาดนี้”นางยังมิวายบ่นอุบ แม้ขั้นตอนการขัดสีฉวีวรรณจะผ่านมาถึงโค้งสุดท้ายแล้ว
“ความสวยความงามเป็เื่ควรคู่กับสตรีนะเ้าคะ”เสี่ยวหงบอก ขณะบรรจงสางเส้นผมยาวสลวยด้วยหวีให้นายหญิงของตน
“กับการอยู่ดูแลอาเฉินข้าไม่เห็นว่าความสวยความงามของข้ามันจะจำเป็สักเท่าไร”
“จำเป็สิ” หลินเฝ่ยเจินบอก อย่างน้อยก็มีสิ่งสวยๆ งามๆ จรรโลงจิตใจเพิ่มใครมิชมชอบของสวยงามกันบ้าง เสวี่ยอ๋องของนางก็คนหนึ่งละวันแรกที่ทรงเห็นฉวนลี่ถิงเปลี่ยนมาสวมชุดถูกต้องตามธรรมเนียมของวังหลวง ใช่ว่าไม่มีแววตื่นตะลึงปรากฏบนดวงเนตรคมคู่นั้น
นานทีปีหนเสวี่ยอ๋องของนางจะเผื่อสายพระเนตรไว้มองสตรีนอกจากราชกิจในมือไยนางจะไม่คิดส่งเสริมกันเล่า
“ไม่แต่งให้องค์ชายดูท่านก็แต่งให้คนอื่นในตำหนักดูก็ได้นี่เ้าคะ” อิ๋งอีพูดเหมือนรู้ใจในสิ่งที่หลินเฝ่ยเจินกำลังคิด
ใคร...ใครจะอยากดูนางแต่งตัวที่นี่มีสิ่งสวยงามน่าพิสมัยมากกว่าหญิงบ้านนอกเช่นนางเสียอีกพวกนางกำนัลก็ล้วนสะสวยหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ฉวนลี่ถิงค้านในใจแต่ไม่อยากจะอิดเอื้อนทำตัวเื่มากอันใดอีก ท่านน้าหลินคิดเห็นอะไรว่าดีนางก็ว่าตามนั้น
[1]ดอกโบตั๋น