หมู่บ้านอู้หยวน ตั้งอยู่บนเนินเขารายล้อมไปด้วยธรรมชาติ ทั้งูเาและแม่น้ำที่ไหลพาดผ่านกลางหมู่บ้านอันเงียบสงบ และวิถีชีวิตของผู้อาศัยอันเรียบง่าย ระหว่างบ้านเรือนทั้งสองที่ขึ้นเรียงรายขนาบข้างไปตามแม่น้ำ มีสะพานไม้ขนาดใหญ่พาดผ่านทั้งสองฝั่งเพื่อให้ผู้คนสัญจรไปมาได้สะดวก ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใสไร้การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นให้ความรู้สึกอบอุ่นต่อผู้พบเห็น ด้วยความอุดมสมบูรณ์ทั้งในน้ำและบนบก ข้าวปลาอาหารจึงสามารถจับจ่ายหมุนเวียนอยู่ภายในหมู่บ้านแห่งนี้ไม่มีขาดตกบกพร่อง
ท่ามกลางความงดงาม ณ หมู่บ้านแห่งนี้ บนยอดเขาสูงกลับมีสำนักเล็กๆ แห่งหนึ่งหากจะเรียกว่าสำนักก็ออกจะดูใหญ่โตไปด้วยซ้ำ เนื่องจากมีสองศิษย์และหนึ่งอาจารย์เพียงเท่านั้น อาคารเพียงหนึ่งหลังที่ทำจากไม้สูงเพียงสามชั้น ลานด้านหน้าอาคารกว้างพอควร ต้นไม้ใหญ่นับร้อยปีหลายต้นแผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาเป็อย่างดี สังเกตให้ดีกลับมีเงาร่างสองสายะโข้ามไปมาระหว่างกิ่งเ่าั้ ความเร็วและทักษะวิชาตัวเบาจัดได้ว่าเป็ยอดยุทธ์ที่หาตัวจับได้ยากผู้หนึ่งก็ว่าได้
ทั้งคู่เพียงใช้ปลายเท้าแตะลงบนกิ่งไม้ ก็ส่งตัวเองทะยานไปไกล วิชายุทธ์ที่ร่ำเรียนถูกใช้ออกมาอย่างช่ำชอง หญิงสาวที่มีนามว่าอ้ายผิง ในชุดเก่าสีซีด ถือดาบไม้ในมือฟาดไปยังสหายร่วมอาจารย์อย่างเกาฮ่าวซวนหลายทีจนเขาร้องโอดครวญ “อ้ายผิง เ้าเบาๆ ได้หรือไม่ ตัวข้าช้ำเขียวไปหมดแล้ว” ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาวัยราวๆ สิบหกปีบ่นอุบอิบพร้อมทำใบหน้าบูดบึ้ง
“ท่านอาจารย์บอกให้ข้าฝึกเ้าให้หนักๆ เ้าจะได้เก่งสมชายชาตรีไม่ดีหรือ ซวนซวน” หญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกันเอ่ยหยอกล้อใบหน้ายิ้มแย้ม ในขณะที่ยังคงความเร็วไล่ตามชายหนุ่มไว้เช่นเดิม
“สตรีหน้าตาย ข้าชื่อฮ่าวซวน เกาฮ่าวซวน ซวนซวนอันใดของเ้าข้าไม่ใช่เด็กนะ สตรีบ้านใดเป็เช่นเ้ากัน” เอ่ยเพียงเท่านั้นจึงได้ยินเสียงหัวเราะร่าของหญิงสาวตอบกลับมา ั้แ่จำความได้ ชายหนุ่มไม่เคยเห็นอ้ายผิงทำตัวสมกับเป็หญิงเสียที หากไม่กลั่นแกล้งเขา ก็ฝึกยุทธ์อ่านตำราหลากหลายแขนง หอตำราที่ว่าใหญ่โตกลับไม่มีเล่มใดไม่เคยผ่านสายตาของสตรีนางนี้
อ้ายผิงขบขันในท่าทีของสหายผู้นี้นัก แรกเริ่มตอนเด็กขี้แยอย่างไร โตมาเป็ชายหนุ่มแล้วก็ไม่ได้ต่างจากเดิมมากนัก ยิ่งทำให้คนขี้แกล้งเช่นนางอยากแกล้งขึ้นไปอีก
เมื่อทั้งสองมองเห็นชายชราบนพื้นราบ จึงค่อยชะลอความเร็วลงมายังพื้นดินเบื้องล่าง พร้อมโค้งคำนับทำความเคารพผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็อาจารย์ “ท่านอาจารย์ ท่านดูเอาเถิด นางไม่ยอมให้ข้าได้พักหายใจบ้างเลย นอกจากจะหาความงามอย่างกุลสตรีไม่ได้แล้ว ยังใจจืดใจดำอีก” ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาเอ่ยขึ้นพร้อมทำปากยู่ สายตาเหลือบมองหญิงสาวที่อยู่ข้างกาย ฝึกยุทธ์กันยามใดมีแต่เขาถูกไล่ตีอยู่ฝ่ายเดียว
คนถูกเอ่ยถึงว่าไม่งดงาม ไม่ได้เดือดร้อนในคำพูดของสหายแต่อย่างใด เพียงไหวไหล่เบาๆ เป็เชิงไม่ใส่ใจเพียงเท่านั้น “เอาล่ะ วันนี้พอเท่านี้ก่อน” ชายชราใบหน้ายิ้มแย้มดูใจดีเอ่ยขึ้น พินิจมองเด็กสาวที่เพิ่งเลยวัยปักปิ่นมาเพียงหนึ่งปี ทั้งชีวิตเขามีศิษย์ส่วนตัวใช้มือเพียงข้างเดียวนับเท่านั้น อ้ายผิงแม้เป็หญิงแต่นับได้ว่าเก่งกาจยิ่งนัก ทั้งในด้านความรู้และวรยุทธ์หากเป็รุ่นราวคราวเดียวกันล้วนแต่ไร้ผู้ใดเปรียบได้
เย็นวันนั้นอาจารย์เรียกอ้ายผิงมาเพื่อคุยเป็การส่วนตัว พร้อมยื่นป้ายประจำตัวสลักชื่อที่ทำขึ้นจากไม้หายากชนิดหนึ่งให้ อ้ายผิงรับมาพินิจมองเพียงชั่วครู่จึงสบตาอาจารย์ของตนเป็เชิงคำถาม “ต่อไป เ้ากับมารดาต้องออกเดินทางแล้ว นี่คือโชคชะตาของเ้า ป้ายประจำตัวของข้าเ้าก็เก็บเอาไว้เถิด ในภายหน้าอาจเป็ประโยชน์ให้เ้าได้”
“ท่านอาจารย์หมายความว่าข้ากับท่านแม่จะไม่ได้อยู่ที่นี่อีกแล้วหรือเ้าคะ แล้วพวกข้าต้องเดินทางไปที่ใด” อ้ายผิงถามอาจารย์ของนางด้วยความสงสัย ใช่ว่าหญิงสาวไม่รู้ ว่าเขา้าให้นางออกไปเผชิญกับโลกภายนอกด้วยตัวเอง โดยไม่มีอาจารย์ในสักวันหนึ่ง แต่เื่นี้กลับรวมถึงท่านแม่ของนางด้วย อ้ายผิงจึงครุ่นคิดว่าเพราะเหตุใด
“เ้าเป็คนฉลาด อีกประเดี๋ยวมีคนมารับเ้าจะรู้เอง ต่อไปนี้การตัดสินใจในเื่ต่างๆ จะเป็ของเ้า อาจารย์ขออวยพรให้เ้าโชคดี หากมีโอกาสเราต้องพบกันอีก” ผู้เป็อาจารย์เอ่ยเพียงเท่านั้น ก็โบกมือให้ลูกศิษย์คนโปรดไปเตรียมตัว อ้ายผิงไม่ใช่คนเข้าใจอะไรยากนัก ทุกสิ่งที่อาจารย์ของนางตัดสินใจล้วนแล้วแต่เป็สิ่งอันควร ชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งนี้ยามมีปัญหาเกี่ยวกับวิกฤตหรือภัยใดๆ ล้วนได้รับการเสนอแนะในทางที่ถูกที่ควรอยู่เสมอ อาจารย์ของนางนับว่าเป็ผู้รอบรู้และผู้เยี่ยมยุทธ์โดยแท้จริง ความนับถือและเลื่อมใสถูกสลักในใจของนางไปเสียนานแล้ว หากนี่เป็โชคชะตาของนางจริงตามคำกล่าวของอาจารย์ นางคงต้องออกเดินทางต่อไปด้วยตัวเอง...
ในบ้านไม้ขนาดเล็กที่พอให้สองคนอยู่หลังหนึ่ง ภายในแม้เครื่องเรือนมีไม่มากนักแต่ก็ถือว่าครบครัน ข้าวของน้อยชิ้นวางอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย บัดนี้ถูกสองแม่ลูกเก็บลงในตะกร้าสานขนาดใหญ่มีสายสะพายหลัง ที่คนเป็มารดาสานขึ้นมาเองกับมือ เสื้อผ้าที่มีรอยขาดปะชุนถูกพับจนเรียบร้อยแล้วจึงเก็บเข้าไปในตะกร้าคนละใบ
มารดามองบุตรสาวของตนที่แม้เลยวัยออกเรือนไปแล้วก็ยังไม่คิดออกเรือน คุณสมบัติการเป็กุลสตรีหรือก็ไม่มีให้เห็น ใบหน้ารูปร่างการแต่งกายหรือผิวพรรณล้วนไร้การใส่ใจอย่างสิ้นเชิง
“ผิงเอ๋อร์ อาจารย์ของเ้าให้เราเก็บข้าวของรอเดินทางเช่นนี้ ท่านไม่ได้บอกหรือว่าเราต้องไปที่ใด” มารดาเอ่ยถามบุตรสาว ในใจกระวนกระวายอย่างไรบอกไม่ถูก
“ท่านอาจารย์ไม่ได้บอกเ้าค่ะท่านแม่ แต่ข้าเชื่อว่าท่านคงมีเหตุผล ท่านไม่ต้องห่วงนะ ข้าสามารถปกป้องท่านได้” อ้ายผิงตอบกลับด้วยรอยยิ้มเพื่อให้มารดารู้สึกสบายใจขึ้นบ้าง ไม่นานจึงมีเสียงเคาะประตูสามถึงสี่ครั้ง พร้อมเสียงเรียกชื่ออ้ายผิง ไม่ทันที่เ้าตัวจะเดินไปเปิดประตู ฝ่ายนั้นก็พรวดพราดเข้ามาเสียแล้ว
“ซวนซวน มีอะไรถึงพรวดพราดเข้ามาเช่นนี้” อ้ายผิงเห็นท่าทีตื่นเต้นปนเหนื่อยหอบของสหาย จึงเดินไปรินน้ำเปล่าแล้วเอามายื่นให้ ฝ่ายนั้นรีบกลืนน้ำลงคอเพื่อดับกระหาย
“มีคนมาตามหาแม่ของเ้า เขาบอกว่าเป็ถึงเสนาบดีของแคว้นเรา แล้วก็เป็... เป็บิดาของท่านน้า” ประโยคหลังเกาฮ่าวซวนหันไปพูดกับผู้เป็มารดาของสหาย อ้ายผิงได้ยินดังนั้นสายตาจึงละจากเกาฮ่าวซวนไปยังมารดาของตน ที่บัดนี้เผยสีหน้าตื่นใและหน้าซีดไปเสียแล้ว
“ที่แท้...อาจารย์เ้า้าให้เราแม่ลูกเดินทางไปเมืองหลวงหรือ”
ท่ามกลางความวุ่นวาย ณ ใจกลางของหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ ผู้คนยืนล้อมหน้าล้อมหลังของคนต่างถิ่นที่บอกว่าเป็บิดาของแม่นางชุนลี่ และเป็ถึงเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ของแคว้น ชุนลี่และอ้ายผิงมองเห็นหลิวต้าิแต่ไกล คนเป็มารดาตารู้สึกในดวงตาร้อนผ่าว อ้ายผิงจึงกอบกุมมือของมารดาตนเอาไว้แแ่ จับจูงไปยังผู้ที่เป็ศูนย์กลางความสนใจนั้น
หลิวต้าิมองผ่านสองแม่ลูกไปโดยปริยาย แม้แต่หน้าบุตรสาวก็ยังจำไม่ได้ จนมีชาวบ้านเอ่ยชื่อนางขึ้น เขาจึงหันมาสบตา ความทรงจำเกี่ยวกับบุตรสาวนางนี้เลือนลางเต็มที ประกอบกับการแต่งกายที่ดูซอมซ่อ ชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบเต็มไปด้วยรอยปะชุน ด้านข้างยังมีหญิงสาวที่ดูอย่างไรก็ขี้ริ้วขี้เหร่ยิ่งนัก เมื่อเทียบกับหลานสาวคนโปรดอย่างหลิวหนิงฮวา แม้จะเป็่วัยเดียวกันก็ตาม คิ้วของหลิวต้าิกระตุกเมื่อคิดว่าหญิงสาวนางนี้ คือคนที่เขาคิดจะส่งไปเป็เครื่องบรรณาการพรรคมาร
“ท่านตา มารับเราสองแม่ลูกใช่หรือไม่” อ้ายผิงเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ นางไม่ใช่คนเ้าคิดเ้าแค้นหากไม่ใช่เื่ที่ใหญ่มาก แม้ที่ผ่านมาอ้ายผิงกับมารดาต้องใช้ชีวิตไม่ได้สุขสบายนัก แต่นางก็มีความสุขมากพอ
เพราะอยู่ที่นี่จึงได้พบอาจารย์...
เพราะอยู่ที่นี่จึงได้มีสหายที่ดี...
“ใช่แล้ว มาให้ตาดูเ้าใกล้ๆ หน่อย ชุนลี่เ้าก็ด้วย” คนถูกเรียกท่านตาอย่างเต็มปากเต็มคำรู้สึกฉงนยิ่ง ในระหว่างการเดินทางเป็เวลากว่าสองวัน เขาเฝ้าเตรียมแผนการและถ้อยคำมากมาย เพื่อหว่านล้อมให้ทั้งสองยินยอมเดินทางกลับไปยังตระกูลหลิว ทว่าเด็กคนนี้กลับไม่มีแม้แต่การต่อต้านอย่างที่คิดเอาไว้
สองแม่ลูกเดินเข้าไปใกล้ชายชรา ผู้เป็มารดากำลังรู้สึกใจสั่น ราวกับตกอยู่ในม่านหมอกหนา กระนั้นแล้วเพียงก้มหน้าหลบสายตาเท่านั้น ชุนลี่มีส่วนผิดนางรู้ดี ถึงเขาจะใจร้ายไปเสียหน่อย แต่เขาคือผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูนางจนโต แม้ไม่ได้รู้สึกรัก แต่ก็มิได้รู้สึกชิงชัง “ท่านพ่อ นางชื่ออ้ายผิง หลานสาวของท่าน” ชุนลี่แนะนำบุตรสาวของตนให้หลิวต้าิได้รู้จัก ทั้งสามจึงพูดคุยสัพเพเหระและถามสารทุกข์สุกดิบกันอยู่ครู่หนึ่ง
ใบหน้าเสแสร้งแสดงถึงความโศกเศร้าเสียใจของเสนาบดีหลิว ดูน่าขบขันในสายตาของอ้ายผิงยิ่งนัก แต่นางย่อมยอมปล่อยเรือตามน้ำ ใบหน้าที่ดูแล้วไม่งดงามเผยรอยยิ้มเพราะความขบขัน หาใช่ความปีติยินดีอย่างที่หลิวต้าิคิด
“ข้าขอโทษที่ปล่อยให้เ้ากับหลานลำบาก ชุนลี่ พาบุตรสาวของลูกกลับตระกูลเราเถิด” เสนาบดีหลิวเอ่ยเข้าประเด็นโดยไว ด้วยไม่สามารถรีรอใดๆ ได้อีก
“ท่านรอพวกข้าสักประเดี๋ยว” ชุนลี่เอ่ยขึ้นพร้อมจับจูงมือของบุตรสาวกลับบ้านหลังน้อยที่บัดนี้มีตะกร้าสานวางอยู่มุมหนึ่งของห้อง “อ้ายผิง เ้าว่าอย่างไร อาจารย์เ้าให้เราไปจากบ้านหลังนี้เพื่อไปเมืองหลวงแน่หรือไม่”
“เป็เช่นนั้น แต่หากท่านแม่ไม่สบายใจ ข้าไปบอกเขาว่าไม่ไปดีหรือไม่” อ้ายผิงตอบผู้เป็มารดา ถึงการเดินทางตามที่อาจารย์บอกอาจสำคัญ แต่อย่างไรเสีย หากมารดาของนางไม่สบายใจ อ้ายผิงย่อมทำเพื่อมารดาอยู่แล้ว
หากแต่ผู้เป็มารดาส่ายหัวเล็กน้อยจึงตอบ “เื่ก็ผ่านมานานแล้ว แม่ไม่ได้จงเกลียดจงชังเขาด้วย เพราะแม่เองก็มีส่วนผิดเช่นกัน อีกอย่างหากเ้าได้เติบโตในเมืองหลวงคงไม่มีโอกาสทำตามใจตัวเองเช่นนี้ เ้าจะไม่ได้พบอาจารย์ ไม่ได้ฝึกยุทธ์ แต่จะได้เรียนศาสตร์ทั้งสี่แทน” จบประโยคก็พบว่าบุตรสาวของนางทำสีหน้าเหยเกกับคำท้ายประโยคไปเสียแล้ว
สุดท้ายทั้งคู่จึงตัดสินใจได้ ตะกร้าสานใบใหญ่คนละใบถูกสะพายขึ้นบนหลัง สองแม่ลูกยืนมองบ้านหลังน้อยที่อ้ายผิงเติบโตมา แม้จะใจหายไปเสียหน่อย แต่อ้ายผิงยังคงเลือกที่จะหันหลังเดินจากไป ไปยังอนาคตที่เป็โชคชะตาของนาง…