บรรยากาศรอบกายพลันเริ่มต้นสงบลงอีกครั้ง ไร้ซึ่งเสียงว่ากล่าวจากทั้งสองฝ่าย
แม้เปลวเพลิงที่เปรียบดังชุดคลุมจะยังคงลุกโชติ่ ทว่าร่างกายกลับไม่ยอมเคลื่อนไหวราวกับว่ามันเป็เพียงตุ๊กตาตัวหนึ่ง
ปล่อยเอาไว้เช่นนี้คงไม่มีสิ่งใดคืบหน้า ทันใดนั้นกวีพลันฉุกคิดบางสิ่งขึ้นมาได้ ดวงตาคมเหลือบขึ้นมองขณะเอ่ยเบาๆ
“ในตอนที่ชั้นถูกจับตรึงกางเขน เสียงที่ชั้นได้ยินก่อนที่จะหมดสติ นั่นคือเสียงของนายใช่หรือไม่ หากในกรณีที่ใช่ มันหมายความว่ายังไงกันแน่ ?”
เ้าโครงกระดูกมิได้ใจร้ายใจดำจึงได้ตอบคำถามของเขา
“สำหรับคำถามแรก คงต้องบอกว่านายเดาได้ถูกแล้ว ส่วนคำตอบสำหรับคำถามข้อสอง เกรงว่าชั้นเองก็คงไม่สามารถบอกนายได้”
ในขณะที่มันเอื้อนเอ่ย ทุกถ้อยคำล้วนถูกพินิจพิจารณามาก่อนเป็อย่างดี ว่าไม่ว่ามันจะว่ากล่าวถึงสิ่งใด ประโยคและคำพูดทั้งหมดล้วนไม่มีคำบอกใบ้ถึงเนื้อความที่เขา้า
กวีนิ่งเงียบไปไม่พูดไม่กล่าว ต่อหน้าศัตรูที่ทรงพลังเยี่ยงปีศาจร้าย ตัวเขาที่ยามนี้ไร้ซึ่งความสามารถในการเคลื่อนไหวคงมิใช่คู่มือ
แล้วมันก็เริ่มต้นพูดอีกครั้ง
“ทุกความคิดจะแปรเปลี่ยนเป็ทางเลือก ทุกทางเลือกจะก่อให้เกิดการกระทำ ทุกการกระทำจะปรากฏเป็ผลลัพธ์ และทุกผลลัพธ์จะนำพามาซึ่งสิ่งที่ได้มาและสิ่งที่ต้องสูญเสียไป ทว่าจนกว่าเวลาแห่งการตัดสินจะมาถึง ผู้ใดก็มิอาจล่วงรู้ได้ว่าผลลัพธ์จะเป็เช่นไร เราจะได้อะไรกลับมา และในขณะเดียวกัน เราจะสูญเสียสิ่งใดไปเป็การแลกเปลี่ยน”
กวีเฝ้ารับฟังคำรำพึงรำพันของเ้าโครงกระดูกอย่างเงียบสงบ แต่แล้วใบหน้าของเขากลับแปรเปลี่ยนไปเป็ความจริงจัง แววตาคมกริบพร้อมริมฝีปากเริ่มต้นสั่นไหวและกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงอันเ็า
“ไม่ต้องมาอ้อมค้อม ้าอะไรก็บอกมาซะ”
ปีศาจร้ายได้เห็นถึงสีหน้าของกวีจึงเริ่มต้นเผยยิ้ม ราวกับว่าสิ่งที่เขาพึ่งกล่าวช่างน่าหัวร่อ
“ฮ่าๆ ชั้นเนี่ยนะ้าบางสิ่งจากนาย นายต่างหากที่้าบางสิ่งจากชั้น !!”
เสียงหัวเราะของมันราวกับกำลังเย้ยหยัน ทว่ากวีกลับมิอาจเข้าใจในสิ่งที่มัน้าจะสื่อ
แต่แล้วเมื่อเวลาล่วงเลยผ่าน กลับมีข้อความมากมายได้ผุดขึ้นมาภายในหัวของเขาราวกับดอกเห็ด
.
[ ได้รับทักษะใหม่ ‘ดวงเนตรแห่งความหวาดกลัว’ ]
.
[ ได้รับทักษะใหม่ ‘ร่างจำแลงแห่งความตาย’ ]
.
[ ได้รับวัตถุลึกลับ ‘กุญแจของห้วงแห่งแรกเริ่ม’ ]
.
“นี่มันหมายความว่ายังไง ?” หนึ่งคำถามได้ปรากฏขึ้นมาในหัวของกวี เสียงของเขาพลันถูกเปล่งขึ้นเพื่อเอื้อนเอ่ยถามกลับไป
ทว่ากลับไร้ซึ่งคำตอบรับใด ๆ ที่พอจะมีประโยชน์ มีเพียงรอยยิ้มพร้อมเสียงหัวเราะเบา ๆ อันลี้ลับชวนให้สงสัยตรงมุมปากของมัน
“ไม่มีเหตุผลอะไรซับซ้อน ชั้นก็แค่อยากจะช่วยให้พวกเรารอดพ้นจากชะตากรรมอันโหดร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้นก็เท่านั้น”
พลันเสียงนั้นสิ้นสุดลง เรือนร่างโครงกระดูกก็ค่อย ๆ สลายหายไปอย่างเชื่องช้า
“เดี๋ยวก่อน !!” เขายังไม่ทันได้คำตอบ เมื่อเสียงเงียบลง เรือนร่างโครงกระดูกของมันก็สูญสลายกลายเป็เพียงเศษเถ้าธุลีดิน
กวีเร่งเปิดหน้าสมุดนิทานขึ้นมาเพื่อพิสูจน์ว่าเื่เมื่อครู่คือความจริง
ในหน้าที่สาม ทักษะลึกลับได้ถูกเพิ่มเข้ามาใหม่มากถึงสองทักษะ
.
[ชื่อทักษะ: ดวงเนตรแห่งความหวาดกลัว
ระดับ: 7
ประเภท: ผู้กล้า(เลือกใช้งาน)
มานาใช้งาน: 0
ผลของทักษะ: ทำให้ศัตรูในระยะร้อยเมตรติดสถานะ ‘หวาดกลัว’ ลดความคล่องตัว20% และลดความสามารถในการตัดสินใจลง20% ศัตรูที่ได้รับสถานะไปแล้วหนึ่งครั้งจะไม่ได้รับผลทับซ้อนอีก]
.
[ชื่อทักษะ: ร่างจำแลงแห่งความตาย
ระดับ: ??
ประเภท: ปีศาจ(เลือกใช้งาน)
มานาใช้งาน: 60
ผลของทักษะ: เปลี่ยนร่างกายเป็โครงกระดูก ในขณะที่อยู่ในรูปลักษณ์นี้ ผู้ใช้จะได้รับผลสองอย่าง 1.ค่าสถานะทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นสิบหน่วย เพื่อเป็การแลกเปลี่ยน พลังชีวิตของผู้ใช้จะลดลง1%ทุก ๆ สิบวินาที 2.ได้รับสถานะ ‘ลอยตัว’ ทำให้ผู้ใช้สามารถล่องลอยอยู่ในอากาศได้]
.
เพียงแค่ได้เห็นก็อยากจะร่ำไห้ออกมา แม้จะเป็ทักษะประเภทผู้กล้าที่ตำนานได้กล่าวขาน กระนั้นกลับทำได้เพียงลดความคล่องตัวของศัตรูให้น้อยลง
เพียงแต่ว่า ครู่ต่อมาเขากลับเปลี่ยนความคิดให้แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
.
< ไม่สิ พอลองมาคิดดูให้ดี ในเมื่อมันไม่ใช้มานา อีกทั้งยังสามารถใช้กับศัตรูประเภทหมู่ แบบนี้อาจจะมีประโยชน์ก็ได้ >
.
แม้ว่ามันจะไร้ซึ่งประสิทธิภาพทางด้านการจู่โจม ทว่าหากใช้ให้ดีและถูกสถานการณ์ การพลิกตาหมากให้ฝ่ายตนได้เปรียบก็มีไม่น้อย
ในทางตรงกันข้าม อีกหนึ่งทักษะกลับน่าสนใจเสียยิ่งกว่า พลังที่ได้รับหลังการปลดปล่อยทักษะคงเพิ่มพูนทวีอย่างมากมายมหาศาล
กระนั้นมันก็มีข้อด้อยอยู่หนึ่งหรือสองข้อ
.
< ก็จริงที่มันทรงพลัง แต่ในเมื่อต้องแลกเปลี่ยนกับการสูญเสียพลังชีวิตทุก ๆ สิบวินาที การต่อสู้ในระยะยาวคงลืมไปได้เลย แม้ว่ามันจะดีมากแต่ก็มีข้อเสียมากเช่นกัน >
.
เขาไม่ปล่อยให้รายละเอียดเล็ก ๆ หลุดมือ หากเมื่อใดที่กวี้าใช้ทักษะร่างจำแลงแห่งความตาย มันควรจะเป็่เวลาที่เขาไม่หลงเหลือทางเลือกใดอีก
และแล้วห้วงเวลาก็เริ่มหมุนวนอีกครั้ง
“ฆ่าพวกมันซะ แล้วไปจัดการไอ้คนทรยศที่อยู่ข้างหลังนั่น !!”
การเข่นฆ่าได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง คมดาบได้เข้าเชือดเฉือนเนื้อหนังของศัตรู เสียงลั่นไกพลันดังก้องกังวานติดตามมาพร้อมเข้าพรากชีวิตของผู้คน
ทุกสิ่งพลิกผันจากหน้ามือเป็หลังมือ หากเป็่เวลาเมื่อครู่นี้ กวีคงไม่มีความลังเลใด ๆ อยู่ในหัวของเขา
.
< เอาไงดีล่ะ ตอนนี้เรามีพลัง ด้วยความสามารถ ณ ปัจจุบัน ความเป็ไปได้ที่เราแค่คนเดียวจะหนีรอดไปได้ก็พอมีอยู่ หรือเราควรจะช่วยเหลือท่านแอนนา แต่ถึงอย่างนั้น เธอคงไม่มีวันยกโทษให้เราอยู่ดี >
.
กวีคิดหนัก การตัดสินใจอยู่ข้างซีซ่าก็ถือเป็หนึ่งในทางรอด เพียงแต่ว่า ยามนี้ทุกสิ่งได้กลับตาลปัตร แม้ยังมีความเป็ไปได้ที่ฝ่ายแอนนาจะพ่ายแพ้ ทว่านั่นคือกรณีที่เขานั้นไร้ซึ่งพลัง ด้วยสิ่งที่ได้รับมา สถานการณ์ในยามนี้ก็อาจมีโอกาสชนะที่สูงขึ้นเล็กน้อย
แต่แล้ว กวีพลันฉุกคิดบางสิ่งขึ้นมาได้อย่างกะทันหัน
.
< จะว่าไป ถ้าเ้าพวกนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะฆ่าท่านแอนนาั้แ่แรก ขืนเธอถูกส่งมอบให้แก่ประเทศนอทัส ยังไงเธอก็ต้องใช้อำนาจและเส้นสายทั้งหมดเพื่อไล่ตามเราไปจนสุดขอบโลก สุดท้ายแล้วเราก็ต้องเป็ศัตรูกับทหารทั้งประเทศ แบบนี้ไม่ดีแน่ !! >
.
ชายหนุ่มตระหนักได้ถึงสิ่งสำคัญในระดับที่อาจกำหนดความเป็ความตาย ขืนยังเป็เช่นนี้ต่อไป แม้ว่าเขาจะเลือกอยู่ฝ่ายกลุ่มโจรงูเห่าดำ สุดท้ายแล้วชีวิตก็ต้องมีอันเป็ไปในสักวัน
ความเป็จริงช่างแสนโหดร้าย ยามนี้ไม่เพียงต้องหลบซ่อนตัวจากประเทศอินดูเอล หากต้องเผชิญหน้ากับประเทศนอทัสอีกทาง ชีวิตที่เหลือคงราวกับการตกลงสู่ขุมนรกทั้งเป็
“เอาล่ะ..”
‘ชั้นตัดสินใจได้แล้ว’
ท่ามกลางแสงจันทราที่ส่องสว่างนำทางในความมืดมิด เสียงของกวีพลันถูกเปล่งออกมาดังก้องกังวานในยามศึก
“เ้าหนู แกว่าอะไรนะ ข้าได้ยินไม่ค่อยชัดเลย ?”
โจรทั้งสองมิอาจเข้าใจ หนึ่งในพวกเขาเริ่มต้นถามไถ่ ทันใดนั้นเอง ทั้งสองคนกลับััได้ถึงจิตสังหารอันแรงกล้าจากชายคนหนึ่งที่ยามนี้ไร้ซึ่งพลัง
“เ้าหนู แกคิดจะทำอะไรของแก !!”
หนึ่งในสองโจรได้กล่าวพร้อมมือขวากำแขนกวีจนแน่นขนัด ในขณะที่พลังงานสีเทาได้เริ่มต้นหลั่งไหลออกมาจากร่างของเด็กหนุ่ม
“ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น กาลิ รีบฆ่ามันซะ !!”
เสียงของอีกหนึ่งในสองโจรได้ถูกเปล่งขึ้นเป็เสียงะโ พร้อมมือขวาเร่งชักดาบเพื่อหวังปลิดชีพศัตรูให้เร็วที่สุด
แต่แล้วมือที่กุมแขนกวีของโจรทั้งสองกลับปล่อยให้หลุดรอดไป เพียงไม่นาน ร่างกายของชายหนุ่มพลันเลือนหายในชั่วพริบตา
“ฉึบ-”
เสียงคล้ายกับใบมีดแหลมคมเข้าเชือดเฉือนเนื้อหนัง พลันสิ้นเสียง ศีรษะของหนึ่งในสองโจรได้ขาดสะบั้นออกจากคอพร้อมกับเรือนร่างได้ล้มลงสู่พื้นทราย
“อูโน่ !!”
ทุกสิ่งเกิดขึ้นรวดเร็วเพียงไม่กี่วินาที หนึ่งในสองโจรที่เหลือพลันเร่งกวาดสายตามองหาศัตรู มือขวากำดาบจนแน่นขนัด ดวงตาคู่นั้นเบิกกว้างพร้อมเพลิงแค้นพลันลุกโชติ่อย่างถึงที่สุด
“แสดงตัวออกมาสิวะไอ้ปอดแหก !!”
เสียงะโดังก้องกังวานอย่างบ้าคลั่ง กระนั้นเสียงการต่อสู้จากเบื้องหน้ากลับกลบเสียงของมันจนหมดสิ้น
ไม่มีผู้ใดได้ยินเสียงหรือล่วงรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แม้ว่าพวกพ้องจะคอขาดไปแล้วหนึ่งคนก็ตาม
เ้าโจรผู้โชคร้ายได้หยุดร่างกายให้ชะงักไปอย่างกะทันหัน ร่างของมันสั่นระริกขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้
“ดวงเนตรแห่งความหวาดกลัว”
เสียงแ่เบาดังขึ้นลอยมาจากบริเวณข้างกายมัน เข่าของเ้าโจรได้ทรุดลงอย่างไร้สาเหตุ ร่างกายสั่นเทาเป็เ้าเข้าพร้อมดาบในมือขวาได้ร่วงหล่นลงสู่พื้นทราย
“แกเป็ตัวอะไรกันแน่ ?”
เสียงของมันถูกเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอันสั่นคลอน บริเวณเบื้องหน้าปรากฏเรือนร่างปริศนาของสัตว์ปีศาจ ทั่วกายปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงสีทมิฬลุกโชติ่ มีเพียงโครงกระดูกที่ไร้ซึ่งเนื้อหนังห่อหุ้ม พลันได้จดจ้องไปยังรูม่านตาอันกลวงโบ๋ของมัน แสงสว่างสีแดงฉานพลันเปล่งประกายออกมาอย่างเยือกเย็นราวกับน้ำแข็ง
นั่นคือกวีในร่างปีศาจจำแลง กระดูกส่วนกรามของเขาเริ่มต้นขยับพร้อมมีเสียงทุ้มต่ำได้ถูกเปล่งออกมา
“ชั้นไม่จำเป็จะต้องตอบแก เพราะคนตายไม่มีสมองให้จำอยู่แล้ว”
เมื่อถ้อยคำสิ้นสุดลง มือขวาโครงกระดูกพลันตวัดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
“ฉึบ-”
เพียงชั่วครู่พริบตา ทิวทัศน์ที่เ้าโจรมองเห็นได้มืดลงไปอย่างฉับพลัน ราวกับว่ามีใครบางคนได้ปิดสวิตซ์การมองเห็น
ศีรษะของมันลอยเด่นขึ้นสู่ท้องนภา เรือนร่างได้ล้มลงนอนอยู่บนพื้นทราย เืสีแดงไหลเกลื่อนนอง พร้อมกับร่างอสูรได้เลือนหายไปอย่างรวดเร็วพลางทิ้งเอาไว้เพียงหนึ่งถ้อยคำ
“ก่อนอื่นก็..”
‘สองศพ’