ตอนที่ 162
เจียงซื่อนับร้อยที่นอนสงบนิ่งอยู่ในโลงศพไม้ พลันลืมตาโพลงขึ้นพร้อมกันอย่างน่าสะพรึงกลัว ความมืดมิดภายในห้องใต้ดินถูกแทนที่ด้วยประกายสีแดงนับร้อยคู่ที่ส่องสว่างขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน ราวกับดวงดาวสีเลือดที่เรียงรายอยู่ภายในโลงศพ
ร่างกายที่แข็งทื่อเริ่มขยับเขยื้อน เสียงเล็บยาวครูดกับเนื้อไม้ดังน่าขนลุก เจียงซื่อนับร้อยตนค่อยๆเงยศีรษะขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าอันขาวซีด ดวงตาของพวกมันฉายแววหิวกระหาย จมูกที่เหี่ยวแห้งเริ่มสูดดมอากาศหากลิ่นของสิ่งมีชีวิต
สถานการณ์ที่เคยเงียบสงบราวกับสุสาน พลิกผันกลายเป็นความโกลาหลที่น่าสะพรึงกลัวในชั่วพริบตาเดียว ตอนนี้ชิงเทียนและพวกพ้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายอย่างแท้จริง เขาต้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อสะกัดกั้นเจียงซื่อนับร้อย ชิงเทียนรวบรวมเปลวเพลิง ก่อนจะประทับสองมือไปยังพื้นดิน เปลวเพลิงขยายวงกว้าง ก่อเกิดเป็นอาณาเขตเปลวเพลิงที่ลุกโหมอย่างรุนแรง
เจียงซื่อนับร้อยตนคำรามอย่างบ้าคลั่ง พวกมันพยายามที่จะบุกทะลวงอาณาเขตเปลวเพลิงที่เป็นดั่งป้อมปราการของชิงเทียน เปลวเพลิงแผดเผาร่างของเจียงซื่อ พวกมันส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดโหยหวน ถึงอย่างนั้นความเร็วในการเผาผลาญร่างเนื่อก็ค่อยๆลดลง
หากเป็นยามที่เจียงซื่อเหล่านี้ยังคงหลับใหล ไร้ซึ่งการป้องกันใดๆ เพลิงอมตะของชิงเทียนย่อมเผาผลาญร่างเนื้อของพวกมันจนมอดไหม้ในชั่วพริบตา ทว่าในยามนี้ เจียงซื่อเหล่านั้นได้ตื่นขึ้นแล้ว สัญชาตญาณดิบกระตุ้นให้พวกมันดึงพลังปราณที่ยังคงหลงเหลืออยู่ภายในกาย สร้างเป็นเกราะปราณห่อหุ้มร่างกาย ซึ่งเพียงพอที่จะต้านทานความร้อนของเปลวเพลิงในระดับหนึ่ง ทำให้ผิวหนังขาวซีดของพวกมันทนทานต่อเพลิงที่ร้อนแรงได้นานขึ้น
ขณะที่ชิงเทียนเผชิญหน้ากับจ้าวเทียนอวี่ ซินเมิ่งหยูมิได้นิ่งเฉย นางร่ายมืออย่างรวดเร็ว พลังปราณสีม่วงเข้มข้นก่อตัวเป็นรูปดอกไม้เพลิงที่ลุกโชติช่วงในอากาศ กลีบดอกไม้แต่ละกลีบหมุนวนอย่างรุนแรงดั่งคมมีดนับพัน ก่อนจะพุ่งแหวกอากาศเข้าโจมตีเจียงซื่อตนหนึ่งที่พุ่งเข้าหาชิงเทียน
เสียงหวีดของพลังปราณแหวกอากาศดังก้อง ทว่าเมื่อกลีบดอกไม้เพลิงกระทบร่างของมัน กลับปรากฏเพียงรอยแผลไหม้บนผิวหนังอันขาวซีดเท่านั้น
เยี่ยกวานจงและกวนเสี่ยวหรงประสานสายตากัน ก่อนจะชักกระบี่คู่กายออกมาอย่างพร้อมเพรียง แสงเย็นเยียบจากคมกระบี่วาววาบ เยี่ยกวานจงพุ่งตัวไปด้านหน้า กระบี่ในมือตวัดเป็นวงกว้าง ปล่อยคลื่นกระบี่ที่คมกริบเข้าใส่เจียงซื่อสองตนที่ยืนขวางทาง กวนเสี่ยวหรงเคลื่อนไหวราวกับผีเสื้อ กระบี่ของนางแทงไปยังจุดสำคัญของเจียงซื่ออย่างแม่นยำ แต่ก็ไม่อาจทะลวงชั้นผิวหนังที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าของมันได้
กู่ไท่หยางกัดฟันแน่น เขาพยายามอดทนต่อความเจ็บปวด ก่อนจะถ่ายเทพลังปราณทั้งหมดไปยังแขนอีกข้าง หมัดเพลิงสีแดงฉาน พุ่งเข้าปะทะกับร่างเจียงซื่อที่เข้ามาใกล้ จนมันกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว
แม้เปลวเพลิงของชิงเทียนจะสามารถสกัดกั้นเจียงซื่อส่วนใหญ่ไว้ได้ แต่พวกมันก็ยังคงพยายามบุกทะลวงเข้ามาอย่างไม่ย่อท้อ สหายแต่ละคนของชิงเทียนต่างก็ใช้ความสามารถของตนเองปกป้องปราการเปลวเพลิงนี้ไว้ เพื่อประวิงเวลาให้ชิงเทียนสามารถจัดการกับภัยคุกคามตรงหน้าได้
ขณะที่ชิงเทียนยังคงตรึงเปลวเพลิงป้องกันเจียงซื่อนับร้อยที่คลุ้มคลั่ง จ้าวเทียนอวี่เบื้องหน้าก็คำรามก้องด้วยความเกรี้ยวกราด ร่างของมันพุ่งเข้าใส่ชิงเทียนด้วยความเร็วราวกับพายุ
สถานการณ์เริ่มเลวร้ายลงทุกขณะ ชิงเทียนจำเป็นต้องใช้สมาธิอย่างสูงเพื่อควบคุมอาณาเขตเปลวเพลิง พร้อมกับรับมือกับการโจมตีอันหนักหน่วงของจ้าวเทียนอวี่ไปด้วย ส่งผลให้สีหน้าของเขาฉายแววความเหนื่อยล้า
ชิงเทียนรวบรวมพลังปราณทั้งหมดไปยังดาบชิงหลง เข้าปะทะกับจ้าวเทียนอวี่อย่างดุดัน คมดาบในมือปะทะกับกรงเล็บคมกริบอย่างรุนแรง พลังจากการปะทะแผ่กระจายจนอากาศโดยรอบสั่นสะเทือน
จ้าวเทียนอวี่เคลื่อนไหวราวสัตว์ร้าย ทุกการกระโจนรวดเร็วจนเกิดภาพติดตา กรงเล็บทั้งสองข้างฟาดฟันอย่างบ้าคลั่ง
ชิงเทียนแทงดาบออกไป กระแสลมหมุนวนรอบใบดาบชิงหลง เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เมื่อผสานกับเพลิงอมตะของจูเซวี่ย คมดาบก็แปรเปลี่ยนเป็นหอกเพลิงทรงพลัง ความร้อนของมันทำให้อากาศโดยรอบบิดเบี้ยว ทันทีที่มันปะทะกับกรงเล็บจ้าวเทียนอวี่ คลื่นพลังก็ระเบิดออกทำให้เขาและจ้าวเทียนอวี่กระเด็นไปคนละทาง
เจ้าเทียนอวี่แยกเขี้ยวอย่างดุร้าย คลื่นพลังสีแดงหมุนวนอยู่ในปากที่กำลังอ้ากว้าง ลำแสงทำลายล้างพุ่งเข้าหาชิงเทียนที่ลอยอยู่กลางอากาศ
“อริยะคันฉ่องต้านสวรรค์”
ชิงเทียนร่ายมือสร้างรูปแบบป้องกัน กระจกขนาดยักษ์พลันก่อตัวกลางความว่างเปล่า มันเข้าปะทะกับลำแสงทำลายล้าง ทว่าแทนที่พลังนั้นจะสะท้อนกลับ รอยร้าวกลับปรากฏบนผิวกระจก ก่อนที่มันจะแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ
ชิงเทียนรีบยกมือทั้งสองขึ้นป้องกันแรงระเบิดทว่าคลื่นพลังทำลายล้างอันมหาศาลกลับทะลุทะลวงแนวป้องกันเข้ามาอย่างง่ายดาย ร่างของเขาสั่นไหวอย่างรุนแรง พร้อมกับสำรอกโลหิตออกมาคำโต
ซินเมิ่งหยูที่เห็นชิงเทียนได้รับบาดเจ็บ สีหน้าพลันซีดลงในทันที เธอรีบพุ่งตัวเข้ามาประคองร่างของชิงเทียนด้วยความเป็นห่วง
"ชิงเทียน เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?"
ชิงเทียนยกมือขึ้นปาดเลือดที่มุมปาก พร้อมฝืนยิ้มบางๆ ให้นาง
"ยังไหวอยู่ แต่คงต้านได้อีกไม่นานนัก"
ซินเมิ่งหยูกัดริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจล้วงเข้าไปในอกเสื้อ หยิบเอาเครื่องลางหยกสีขาวนวลออกมา เครื่องลางชิ้นนี้ดูเรียบง่ายแต่กลับแผ่ไอพลังปราณที่บริสุทธิ์และเข้มข้นออกมาอย่างน่าประหลาด
"ป้ายหยกสลายมารนี้ เป็นสมบัติประจำตัวของข้า มันเป็นเครื่องลางเซียนขั้นสูง มีพลังในการปัดเป่าพลังมืด ข้าหวังว่ามันจะช่วยเจ้าจัดการกับเจียงซื่อตนนั้นได้" ซินเมิ่งหยูยื่นป้ายหยกให้กับชิงเทียนด้วยแววตาแน่วแน่
ชิงเทียนมองป้ายหยกในมืออย่างตกตะลึง เขาเงยหน้ามองซินเมิ่งหยูด้วยความรู้สึกหลากหลาย นี่คือสมบัติประจำตัวของนาง การมอบสิ่งนี้ให้กับเขา เท่ากับเป็นการแสดงความเชื่อมั่นในตัวเขาอย่างแท้จริง
"ขอบคุณเจ้ามาก ข้าสัญญาว่าจะใช้มันอย่างระมัดระวัง" ชิงเทียนรู้แล้วว่าซินเมิ่งหยูเชื่อใจเขามากเพียงใดถึงได้มอบสมบัติล้ำค่าเช่นนี้ให้
ชิงเทียนกำป้ายหยกไว้ในมือ ศรสีแดงเพลิงปรากฏขึ้นในมือ ดาบชิงหลงถูกนำมาใช้แทนลูกธนู ทันทีที่เขาง้างคันศร พลังปราณจากป้ายหยกก็ไหลเข้าสู่ใบดาบ แปรเปลี่ยนเป็นมังกรเพลิงที่ดูทรงพลังและบริสุทธิ์กว่าเดิมหลายเท่า
"เทพมังกรกลืนสวรรค์!"
สิ้นเสียงคำราม มังกรเพลิงสีขาวนวลกลับกลายเป็นสีทองอร่าม พุ่งทะยานออกจากปลายศร พร้อมปลดปล่อยพลังศักดิ์สิทธิ์ที่น่าสะพรึงกลัว เจียงซื่อจ้าวเทียนอวี่ที่กำลังพุ่งเข้ามา สัมผัสได้ถึงภัยคุกคาม มันพยายามจะหลีกหนี แต่สุดท้ายก็ไม่อาจรอดพ้นจากอานุภาพของมังกรทองที่เข้ากลืนกินร่างของมันไปในที่สุด
ชิงเทียนถอนหายใจยาว ความเหนื่อยล้ากัดกินร่างกายเขาอย่างรุนแรง สายตาของเขาจับจ้องไปยังกองเพลิงที่ยังคงลุกไหม้ ท่ามกลางเถ้าถ่านและเปลวไฟที่โหมกระหน่ำ แต่แล้วสีหน้าของเขาก็ต้องเปลี่ยนไปในทันที หลังจากเห็นร่างหนึ่งกำลังย่างเท้าออกมาจากกองเพลิง
แม้ทั่วทั้งร่างจะเต็มไปด้วยบาดแผล ผิวหนังหลายส่วนไหม้เกรียมจนเผยให้เห็นกระดูก ดวงตาของจ้าวเทียนอวี่เปล่งประกายอำมหิต มันคำรามด้วยความเกรี้ยวกราด ปากที่อ้ากว้างของจ้าวเทียนอวี่ปรากฏแสงสีแดงเข้มขึ้นอีกครั้ง ทว่า คราวนี้เป้าหมายของมันกลับเปลี่ยนไป
"รีบหยุดมันเร็วเข้า!" ชิงเทียนตะโกนลั่น บอกให้ทุกคนรีบเข้าไปขัดขวางจ้าวเทียนอวี่ที่กำลังเล็งลำแสงพลังไปที่เพดานถ้ำ แต่ก็สายเกินไป ลำแสงสีแดงพุ่งขึ้นไปเจาะเพดานถ้ำจนเกิดเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ จ้าวเทียนอวี่ไม่รอช้า พุ่งทะยานร่างที่บอบช้ำผ่านรูนั้นหายลับขึ้นไป
เจียงซื่อตนอื่นๆ ที่สัมผัสได้ถึงสัญญาณชีพมากมายเบื้องบนเริ่มคลุ้มคลั่ง มันพยายามปีนป่ายขึ้นไปตามรูบนเพดานถ้ำ เพื่อออกล่าเหยื่ออันโอชะ
ทุกคนรับรู้ถึงเค้าลางแห่งหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ บัดนี้ เจียงซื่อนับร้อยที่ถูกผนึกไว้ใต้ดินเป็นเวลานานได้ถูกปลดปล่อยสู่อิสระแล้ว ความกระหายเลือดของพวกมันแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ และสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าคือ พวกเขาทั้งหมดตระหนักดีว่า ต้นเหตุของเรื่องนี้มิใช่ใครอื่น หากแต่เป็นพวกเขาเองที่รุกร้ำเข้ามาในสถานที่ต้องห้ามแห่งนี้ เป็นพวกเขาที่ประมาทและนำพาหายนะมาสู่เมืองนาวาพิสุทธิ์
เหนือพื้นดิน แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงบนเมืองที่เคยสงบสุข ทว่าบัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นฉากแห่งความหวาดผวา ร่างซีดเซียวดวงตาสีแดงก่ำของเจียงซื่อนับร้อยคลานออกมาจากรูขนาดใหญ่บนพื้นดิน พวกมันส่งเสียงคำรามต่ำในลำคอ พุ่งเข้าใส่ผู้คนที่กำลังแตกตื่นวิ่งหนีเอาชีวิตรอด
"กรี๊ด! พวกมันออกมาจากไหนกัน!" เสียงร้องหวีดดังมาจากหญิงสาวนางหนึ่งที่สะดุดล้มลงกับพื้น เจียงซื่อตนหนึ่งพุ่งเข้าหาเธออย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มที่อยู่บริเวณนั้นพยายามจะเข้าช่วยเหลือ แต่ก็ถูกเจียงซื่ออีกตนกระโจนเข้าใส่จากด้านหลัง
"ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยพวกเราด้วย!" เสียงร้องไห้เล็กดังระงมท่ามกลางความอลหม่าน เด็กน้อยใบหน้าเปรอะเปื้อนน้ำตาเกาะขาผู้เป็นมารดาแน่น ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ขณะที่ผู้เป็นแม่พยายามพาลูกน้อยวิ่งหนี พลางหันมองเจียงซื่อที่กำลังคลานเข้ามาใกล้ทุกที สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและหวาดกลัวสุดขีด
ภาพที่น่าสยดสยองปรากฏขึ้นทั่วทุกหนแห่ง เจียงซื่อกัดกิน ทึ้งร่างชาวเมือง เหยื่อที่ล้มลงต่างส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัว เลือดสีแดงสดไหลนองพื้นดิน กลิ่นคาวคลุ้งกระจายไปทั่วอากาศ