ตอนที่ 18 คำทำนาย (4)
ม่านราตรีคืบคลานเข้าปกคลุมท้องนภาเหนือวังฉิน ดารากระจ่างหลายดวงฉายปรากฏ ก่อนกลืนผสานกับสีของราตรีแห่งนี้อย่างเงียบเชียบ
โหรหลวงแห่งแคว้นฉินมองดูท้องฟ้ายามค่ำคืนด้วยสายตาฉงน ระงับความสงสัยไว้ในใจไม่อยู่ หรือว่าสิ่งที่กล่าวไว้ในตำราโบราณล้วนไม่เป็นเท็จ
ทันใดนั้น ดาวฤกษ์สุกสกาวดวงหนึ่งได้พาดผ่านเหนือผืนฟ้าแคว้นฉิน เปล่งรัศมีส่องประกายแวววาว ก่อนเคลื่อนคล้อยห่างออกไปไกลช้าๆ จนหายลับไปที่ริมขอบฟ้า
โหรหลวงมือไม้ลนลานรีบจดบันทึกตำแหน่งทิศทางที่ดาวฤกษ์เคลื่อนห่างไป ลอบอุทานว่าแปลกประหลาดอยู่ในใจ
ในตำราโบราณมีคำกล่าวไว้ ‘เวหาปรากฏพิสดาร ย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวง’ จากสงครามความวุ่นวายในยุคสมัยที่ผันผ่าน อาศัยปรากฏการณ์โคจรของดวงดาวทำนายชะตานี้ จึงทั้งแม่นยำและได้ผล
ครั้งนี้ดาวฤกษ์เคลื่อนผ่านเหนือน่านฟ้าแคว้นฉิน ทว่ามิได้รั้งอยู่ แต่มุ่งหน้าตรงไปยังแคว้นจ้าวทางบูรพาทิศ นี่หมายความเช่นไรกันแน่
โหรหลวงแอบครุ่นคิด เรื่องนี้เห็นทีต้องรีบกราบทูลฉินฮ่องเต้เป็นการดีที่สุด!
…
ณ วังฉิน ฉินฮ่องเต้กำลังพิโรธเดือดดาลอยู่ในท้องพระโรง ขันทีและขุนนางทั้งหลายต่างไม่กล้ากระทั่งจะหายใจแรง กลัวผู้เป็นนายเหนือหัวจะพานบันดาลโทสะมาลงเอาที่ตน
จางหานกำลังคุกเข่าอยู่กลางโถงอันกว้างใหญ่ เนื่องจากไม่สามารถจับตัวจางเอ่อร์กับองค์หญิงสวินมาได้ ยามนี้เหงื่อเย็นจึงยิ่งไหลโซม!
“เจ้าคนโง่เง่า! กับแค่คุณชายจางเอ่อร์คนเดียวยังจับตัวมาไม่ได้!”
จางหานเองก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่าจางเอ่อร์จะมีวิชาตัวเบายอดเยี่ยมปานนี้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องกระโดดข้ามหน้าผา ขนาดตกอยู่ในสภาพมือไร้อาวุธก็ยังหลบพ้นฝนธนูยิงกระหน่ำไปได้!
จางหานครุ่นคิดแล้วทำได้เพียงอธิบายแก้ตัว “จางเอ่อร์ผู้นั้นมากวาจา พูดยั่วยุท้าทาย ใช้กลอุบายสกปรกจึงเคราะห์ดีหนีรอดไปได้! ครั้งหน้า...”
ทว่าถ้อยคำของจางหานยังพูดไม่ทันจบก็ได้ยินว่านอกตำหนักมีโหรหลวงมาขอเข้าเฝ้า
“รีบเชิญเข้ามา!” ฉินฮ่องเต้เชื่อเรื่องปรากฏการณ์ดวงดาวมาตลอด ด้วยเหตุนี้จึงให้ความสำคัญกับโหราจารย์เป็นพิเศษ ทั้งยังพระราชทานตำแหน่งโหรหลวงแก่เขา
ขอเพียงเป็นวาจาโหราจารย์ ฉินฮ่องเต้ล้วนเชื่อถืออย่างสนิทใจ ถึงขั้นยังอนุญาตให้โหราจารย์พำนักในวังเป็นการพิเศษ สามารถเสนอความคิดเห็นได้ทุกเมื่อ!
ฉินฮ่องเต้ไม่สนใจเรื่องจางเอ่อร์อีกต่อไป รีบเรียกตัวโหรหลวงเข้ามาทันที
“ฝ่าบาท!” โหรหลวงเข้ามาในสภาพอาภรณ์ไม่เรียบร้อยนัก เร่งฝีเท้ามาด้วยสีหน้าตื่นเต้น ครั้นมาถึงเบื้องหน้าฮ่องเต้ก็คุกเข่าลงกับพื้นไม่ยอมลุก สูดหายใจลึกก่อนกล่าวคำ
“ยินดีด้วยพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท! แคว้นฉินมีนิมิตหมายมงคลรวมผนึกใต้หล้าเป็นหนึ่งเดียวได้พ่ะย่ะค่ะ!”
“จริงหรือ!” ฉินฮ่องเต้ได้ยินเช่นนั้น สีหน้าพลันแช่มชื่น ประคองตัวโหราจารย์ผู้นั้นให้ลุกขึ้นพร้อมกล่าว “อ้ายชิง[1] ทำนายเห็นปรากฏการณ์ดวงดาวอะไรบางอย่างหรือ”
โหราจารย์พยักหน้า แต่แล้วกลับถอนหายใจออกมา “กระหม่อมเฝ้าดูดวงดาวยามค่ำคืน พลันเห็นดาวฤกษ์ส่องประกายในวังหลวง กำลังจะมาทูลรายงาน ดาวฤกษ์ดวงนั้นกลับเคลื่อนผ่านตกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ หายไปอย่างไร้ร่องรอย! หากดาวฤกษ์วางตรงตำแหน่งอีกครั้ง แคว้นฉินของเราจะต้องรวมผนึกใต้หล้าเป็นหนึ่งเดียวได้แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!”
“ดาวฤกษ์รึ เหตุใดดาวฤกษ์จึงเคลื่อนตกไปได้” เห็นโหราจารย์กล่าวคำเช่นนี้ ฉินฮ่องเต้ก็รีบถามต่อทันที เวลานี้จิตใจเขาเรียกได้ว่าตื่นเต้นหาใดเปรียบ
โหราจารย์คิดใคร่ครวญ และคล้ายกำลังคำนวณอะไรบางอย่างโดยละเอียด ครู่หนึ่งก็เหมือนจะได้คำตอบแล้ว จึงพูดขึ้น “ฝ่าบาท ขอบังอาจทูลถาม วันนี้ในตำหนักบรรทมมีองค์หญิงแคว้นจ้าวมาเยี่ยมเยือน หลังจากนั้นก็รีบร้อนจากไปใช่หรือไม่”
“ถูกต้อง วันนี้ในตำหนักของข้ามีแค่องค์หญิงจ้าวเสวี่ยสวินผู้นั้นเข้ามา! เพียงแต่...”
วาจาเอ่ยมาถึงตรงนี้ ฉินฮ่องเต้กลับลังเลเล็กน้อย แต่แล้วก็ตัดสินใจกล่าวต่อ “ต่อมานางถูกคุณชายจางเอ่อร์ผู้นั้นชิงตัวไป คิดแล้วก็น่าชิงชังนัก!”
โหราจารย์ฟังถ้อยคำของฉินฮ่องเต้ขณะคิดคำนวณไปด้วย ทันใดนั้นก็พยักหน้ากล่าว “ดาวฤกษ์เคลื่อนผ่านไปตกทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เมืองหลวงของแคว้นจ้าวอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเสียนหยางพอดี...ดาวฤกษ์ดวงนี้จะต้องเป็นองค์หญิงสวินแห่งแคว้นจ้าวผู้นั้นไม่ผิดแน่พ่ะย่ะค่ะ!”
ฉินฮ่องเต้ขมวดคิ้ว เอ่ยถามอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก “เช่นนั้นแล้วหมายความเยี่ยงไร”
โหราจารย์ถวายบังคมฉินฮ่องเต้อีกรอบ สูดหายใจลึกก่อนกล่าวคำ “ล่มเมืองสบแสวงกลางหิมะ ล่มแคว้นสาดแสงส่องไร้นาม ได้ครองนวลแก้มงาม ทั่วใต้หล้าร่มเย็น! ท่ามกลางกลียุคอันวุ่นวาย ผู้ใดได้ครองจ้าวเสวี่ยสวิน ผู้นั้นได้ครอบครองใต้หล้า!”
เมื่อได้ยินวาจาของโหราจารย์ ฉินฮ่องเต้พลันตื่นตะลึง เมื่อนึกถึงรูปโฉมงามล่มเมืองและสติปัญญาเก็บงำซ่อนประกายขององค์หญิงสวินแล้วก็ยิ่งมั่นใจไร้ข้อสงสัย
ฉินฮ่องเต้รีบสั่งการจางหานนำกำลังทหารไปจับกุมตัวคนทั้งสอง ที่สำคัญคือต้องพาจ้าวเสวี่ยสวินผู้นั้นกลับมาวังฉินให้ได้!
“ฝ่าบาท...เช่นนั้นจางเอ่อร์เล่า” จางหานรับคำสั่งแล้ว ทว่ายังคงไม่ลืมจางเอ่อร์ที่ทำให้ตนต้องเสียหน้าผู้นั้น
“ฮึ!” มิคาดว่าพอฉินฮ่องเต้ได้ยินชื่อจางเอ่อร์จะพลันบันดาลโทสะขึ้นมา หากไม่ใช่เพราะคุณชายจางเอ่อร์ บัดนี้องค์หญิงสวินก็คงกลายเป็นคนของเขาไปเรียบร้อยแล้ว! ไหนเลยจะพลาดดาวฤกษ์ดวงนี้ไปได้!
คิดมาถึงตรงนี้ ฉินฮ่องเต้ก็เอามือตบโต๊ะ พูดเสียงลอดไรฟัน “หากผู้ใดฆ่าจางเอ่อร์ได้ ข้าจะปูนบำเหน็จทองพันชั่งแก่คนผู้นั้น!”
“กระหม่อมน้อมรับบัญชา!” จางหานอารมณ์เดือดพล่าน ได้ยินดังนั้นแล้วยิ่งฮึกเหิม! เขาจะฆ่าจางเอ่อร์ให้จงได้! ไม่เพียงได้ปลดปล่อยความแค้นในใจ แต่ยังได้รางวัลเป็นทองพันชั่งอีกต่างหาก!
จางหานถวายบังคมฉินฮ่องเต้แล้วเร่งรุดไปยังค่ายทหาร จัดวางกองกำลังในทันที!
…
ทางด้านจ้าวเสวี่ยสวินกับจางเอ่อร์ดูเหมือนว่าเร่งรีบเดินทางมาเป็นเวลาหนึ่งวันแล้ว แม้ยังออกไปไม่พ้นอาณาเขตของแคว้นฉิน แต่ก็ใกล้ถึงชายแดนเต็มที
ไม่ว่าทหารแคว้นฉินเหล่านั้นจะเร่งไล่ตามมาอย่างไร เกรงว่าคงตามพวกเขามาไม่ทันในชั่วครู่ชั่วยาม
เพียงแต่บริเวณชานเมืองยามค่ำคืนนั้นไม่สะดวกต่อการเร่งทำเวลาเดินทาง ในป่าเขาเต็มไปด้วยพุ่มหนามทุกแห่งหน นอกจากนี้ยังอาจมีสัตว์ป่าออกหากิน
จางเอ่อร์เห็นเสวี่ยสวินผ่านเหตุการณ์พลิกผันมาตลอดทั้งวัน สภาพจิตใจและร่างกายอ่อนล้าเต็มทีแล้ว จึงหาบริเวณหนึ่งในป่าลึกก่อกองไฟให้เสวี่ยสวินพิงตัวใต้ต้นไม้พักผ่อน
อาจเพราะเหนื่อยล้าถึงขีดสุดแล้วอย่างแท้จริง เสวี่ยสวินเองก็ไม่ได้อิดออดปฏิเสธ กล่าวเพียง “พี่ชาย ท่านก็พักผ่อนสักหน่อยเถอะ วันนี้ท่านเหนื่อยมามากแล้ว”
“ได้! ข้ารู้แล้ว เจ้ารีบนอนเถิด!” จางเอ่อร์พยักหน้าและยิ้มให้นาง ดวงตาเรียวยาวเต็มไปด้วยห้วงอารมณ์อ่อนละมุน
เสวี่ยสวินผงกศีรษะให้จางเอ่อร์ ก่อนหลับตาลงอย่างผ่อนคลาย
เชิงอรรถ
^ แปลว่า ‘ขุนนางที่รัก’ เป็นคำที่จักรพรรดิใช้เรียกขุนนางชั้นผู้ใหญ่