“เช้าแล้วเหรอเนี่ย” หลันฮวาเมื่อลืมตาก็หันมองรอบๆ พบว่าพระอาทิตย์กำลังขึ้น และเห็นท่านแม่กำลังเดินมาหานางพร้อมกับรอยยิ้ม
“ทำไมวันนี้ฮวาเออร์ลูกแม่ถึงตื่นเช้าจังเลยลูก” นางที่ตื่นมาเพื่อทำอาหาร ช่วยสามีทำสวน และเมื่อเห็นพระอาทิตย์ขึ้นเลยเดินมาดูบุตรทั้งสามคน
“ท่านแม่เ้าค่ะ ลูกมีเื่จะพูดด้วยเ้าคะ” หลันฮวาตัดสินใจบอกเื่ที่นางไปพบท่านปู่ให้ครอบครัวฟัง แต่จะบอกเฉพาะบางเื่เท่านั้น โดยเฉพาะเื่ของหลันฮวาที่เสียชีวิตนางไม่คิดจะบอกครอบครัว
“เื่อะไรเหรอลูก” นางถามบุตรสาวอย่างสงสัย
“เอาเป็ว่าหลังทานอาหารดีกว่าเ้าค่ะ ลูกอยากบอกพร้อมกันทั้งครอบครัวของเราเ้าค่ะ” นางไม่อยากพูดหลายครั้งจึงจะพูดพร้อมกันที่เดี๋ยวเลย
“ได้สิ แม่จะรอฟังนะลูก”
หลังจากนั้นอันฉีก็เดินไปช่วยสามีทำงานสวน โดยประคองหลันฮวาเดินออกมาพรอมกัน เพราะหลันฮวาเอ่ยปากพูดกับมารดาว่าอยากเดินออกกำลัง เพื่อที่จะให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น อันฉีจึงต้องพาหลันฮวาออกมาด้วย แม้ว่าอยากจะให้หลันฮวาพักผ่อนให้มากๆ
“ฮวาเออร์ลูกทำไมลูกไม่พักผ่อน ทำไมถึงออกมาอย่างนี้ละลูก” จางิ่ที่เห็นบุตรสาวเดินมาพร้อมภรรยา ก็รีบเดินเข้าไปช่วยประคองบุตรสาวทันที่ พร้อมทั้งถามไถ่บุตรสาว
“ท่านพ่อเ้าคะ ลูกเพียงแค่อยากออกมาสูดอากาศข้างนอก และออกกำลังกายเพียงเท่านี้เ้าคะ” นางเอ่ยกับท่านพ่อของนาง
“ถ้าอย่างนั้นลูกมานั่งที่แคร่ไม้ รอพ่อกับแม่ทำงานสักครู่นะ เดี๋ยวเราค่อยไปกินข้าวพร้อมกัน น้องหญิงแล้วหวังจิ้งกับหวังิ่ละยังไม่ตื่นหรือ” จางิ่ที่พูดกับบุตรสาวแล้วหันไปถามภรรยาที่อยู่ข้างๆ
“ยังเลยเ้าคะ แต่น้องว่าอีกสักพักก็คงตื่นและวิ่งออกมาหาเราเองล่ะเ้าค่ะ” นางตอบคำถามสามี
“งั้นเรารีบไปทำงานกันเถอะ จะได้เสร็จเร็วๆ ฮวาเออร์ลูกนั่งอยู่ตรงนี้นะ” หลังจากนั้นท่านแม่ก็รีบไปรดน้ำผักและตอนหญ้า ท่านพ่อผ่าฟืนอยู่ไม่ไกลกัน
ส่วนหลันฮวาก็เริ่มกวาดตามองรอบๆ พื้นที่รอบๆมีความชุ่มชื่นเนื่องหิมะพึ่งละลาย ทำให้สามารถเพาะปลูกได้ นางต้องรีบทำอะไรสักอย่างก่อนที่ฤดูหนาวจะกับมา นางมีเวลาเพียงสี่เดือนเท่านั้น ไม่อย่างนั้นครอบครัวนางต้องอดยากเป็แน่
หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีเงาสองเงากำลังเดินมาหานาง
“วันนี้ทำไมน้องน้อยของพี่ทั้งสองตื่นเร็วจังเลย”หวังจิ้งเอ่ยถามน้องน้อย
“น้องน้อยเ้าหายแล้วใช่หรือไม่” หวังิ่ไม่น้อยหน้าเอ่ยถามน้องน้อยทันที
“ข้ารู้สึกดีขึ้นแล้วเ้าคะ ท่านพี่”
“ถ้าอย่างนั้นน้องรองเ้าอยู่เป็เพื่อนน้องน้อยนะ ข้าจะไปช่วยท่านแม่ถอนหญ้า” หวังจิ้งบอกหวังิ่ให้อยู่เป็เพื่อนน้องน้อยส่วนตนจะไปช่วยท่านแม่
“ได้ขอรับพี่ใหญ่”หวังิ่รับคำพี่ใหญ่
หลังจากนั่นหวังจิ้งก็เดินไปช่วยท่านแม่ถอนหญ้า เตรียมแปลงรอท่านแม่เพื่อรอปลูกผัก โดยผักที่ครอบครัวปลูกก็มี ผักกาดขาว กะหล่ำ หัวไชเท้า ถั่วเหลือง
“พี่รองเ้าคะ ที่ดินของเรามีเยอะไหมเ้าคะ” หลันฮวาเอ่ยถามพี่รองของตน
“ที่ดินของพวกเรามีมาก พี่รองเคยได้ยินท่านพ่อกับท่านแม่พูดกันว่าพวกเรามีที่ดินมากถึงห้าสิบไร่ เพราะว่าที่ดินที่นี้นั้นถูกมาก”เพราะว่าตอนที่ครอบครัวย้ายมาอยู่ใหม่ๆ อันฉีกับจางิ่ชื้อที่ดินเพียง หนึ่งร้อยเงินเท่านั้นหรือหนึ่งทอง
“ว่าแต่น้องน้อยถามทำไมหรือ”หวังจิ้งพูดขึ้นอย่าสงสัย
“เดี๋ยวน้องจะบอกพร้อมกัน รอท่านพ่อ ท่านแม่ และพี่ใหญ่ ทำงานเสร็จก่อนนะเ้าคะ” จากนั้นหลันฮวาก็นั่งคิดอะไรในใจต่อ โดยมีเสียงพูดของหวังิ่อยู่ตลอดเวลา
เมื่อท่านพ่อท่านแม่และพี่ใหญ่ทำงานเสร็จแล้ว ก็เดินมาหาทั้งสองที่นั่งเล่นกันอยู่บนแคร่ไม้
“พวกเราไปกินข้าวกันเถอะ” จางจิ้งเอ๋ยชวนทุกคนกับเข้าบ้าน เพื่อกินข้าวที่ภรรยาเตรียมเอาไว้ั้แ่เช้าแล้ว
เมื่อทุกกินข้าวเสร็จ ทุกคนก็มานั่งล้อมวงเพื่อรอฟังเื่ที่หลันฮวาที่พูดต่อจากนี้
“น้องน้อยเ้ามีเื่อะไรอย่างนั้นหรือ” หวังิ่ที่รอฟังไม่ไหวจึงเอ่ยปากถามขึ้น
“เื่ที่ข้าจะพูดถึงคือว่า พวกท่านคงไม่ลืมว่าตัวข้านั้นเคยป่วยและเกือบเสียชีวิต และตอนที่ข้ากำลังจะตายนั้น มีท่านเทพท่านหนึ่งมาให้พรแก่ลูกเ้าค่ะ” หลันฮวาตัดสินโกหกบางส่วน เพื่อให้ครอบครัวสบายใจ
“พรอะไรหรือฮวาเออร์” จางิ่ถามบุตรสาว
“พรที่ท่านเทพให้ก็คือ”