ในตอนนี้เวทย์มนตร์ัโบราณของโอดินได้สำแดงพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่เหนือจินตนาการ
พายุวินาศพันหาวซึ่งเป็หนึ่งในศาสตร์ต้องห้ามได้ก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ
มันเริ่มขยายอาณาเขตออกจากศูนย์กลางด้วยความเร็วที่สายตาไม่อาจติดตาม กลืนกินทุกสรรพสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า ทั้งเศษซากแห่งวิหาร พื้นดิน ต้นไม้ ทะเลสาบ อาคารสูงเสียดฟ้าและแม้กระทั่งโครงสร้างพลังงานของมนุษย์ที่เคยเป็ดั่งป้อมปราการสุดท้าย
ทุกสิ่งล้วนถูกบดขยี้และหลอมรวมเข้าไปในพายุอันเวียนวนของการทำลายล้างไม่มีที่สิ้นสุด
ลำแสงสีทองซึ่งส่องสะท้อนจากเกล็ดพายุหมุนถูกดึงให้หมุนวนในเส้นทางที่ไม่อาจคาดเดา
กระแสลมทุกเส้นภายในพายุนั้นคือรังสีมีดคมที่ตัดฟ้าเฉือนโลก ราวกับอาคมแห่งการพิพากษาที่ลงโทษทุกสิ่งอย่างเท่าเทียม
“นะ.. นะ.. นี่..”
เหล่าผู้วิวัฒน์ที่ยังเหลือรอดอยู่ในอาณาเขตนั้นน้อยนิดนัก
ไม่ถึงหมื่นคนด้วยซ้ำ
แต่ละคนทำได้เพียงยืนมองภาพตรงหน้าอย่างสิ้นหวัง
บางคนทรุดลงกับพื้น บางคนยืนตัวแข็งราวรูปปั้นไร้ิญญา บางคนเงยหน้ามองฟ้าในขณะที่หยาดน้ำตาไหลรินไม่มีวันหยุด
พวกเขาไม่ได้หลั่งน้ำตาเพราะความเ็ปทางกาย แต่เป็ความแตกสลายของศรัทธา ความสิ้นหวังและความรู้สึก
“นี่คือจุดจบของเผ่าพันธุ์มนุษย์ของพวกเรายังงั้นเหรอ..”
“หะ.. เหอะๆ.. ผิดแล้ว.. นะ.. นี่มันต้องเป็ความฝันแน่ๆ”
“ใช่แล้ว! มันเป็เพียงแค่ความฝันเท่านั้น ข้าเพิ่งนอนเมื่อวันก่อนเอง แล้วก็ยังคงหลับอยู่.. ขะ.. ข้าอยู่ในความฝัน..”
ชายคนหนึ่งพึมพำอย่างไร้สติ ดวงตาเบิกโพลง สีหน้าเต็มไปด้วยความคลั่งไคล้และไม่ยอมรับความจริง
ขณะที่ผู้หญิงอีกคนกอดร่างของบุตรชายไว้แน่น ร้องไห้โดยไร้เสียง เปลือกตาอันชื้นแฉะของเธอเงยมองขึ้นไปยังพายุั์ที่กำลังโหมกระหน่ำราวกับ้าถามฟ้าว่าทำไมมนุษย์จึงต้องได้รับบทลงโทษอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้
“ทุกสิ่งจบสิ้นแล้ว มนุษยชาติกำลังจะถูกกวาดล้างลงทั้งหมด.. นี่พวกเรา.. ทำผิดพลาดไปหรือยังไงกัน?”
เพียงแค่พริบตาเดียว พลังอำนาจของโอดินก็ได้กวาดซัดทำลายล้างอาณาเขตของป้อมปราการไปทั่วทั้งหลายสิบกิโลเมตร
พายุสีทองอันเรืองรองได้ก่อตัวขึ้นสูงเสียดฟ้า ม้วนเมฆหมอกให้กลายเป็เกลียวและบดบังแม้กระทั่งแสงแห่งสุริยัน
มันคือภาพของจุดจบ ภาพของการล่มสลายที่ไม่มีใครอาจลืมเลือน
พายุที่ไม่เพียงแต่กวาดล้างกายเนื้อ แต่ยังดูดกลืนศรัทธาและความหวังทั้งหมดของเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้สลายไปพร้อมกัน
และในใจกลางของพายุอันยิ่งใหญ่นั้น ชายผู้หนึ่งล่องลอยอยู่กลางสายลมที่หมุนวนโหมกระหน่ำ นั่นก็คือโอดิน
ร่างของเขาเปล่งรัศมีสีเงินที่แผ่พุ่งออกจากจิติญญาไร้สิ่งใดหยุดยั้ง เส้นผมสีขาวปลิวว่อนขณะที่เสื้อคลุมสะบัดอย่างเกรี้ยวกราด ดวงตาสีเงินของเขาสว่างเจิดจ้าด้วยพลังิญญาที่พลุ่งพล่าน แม้ใบหน้าจะไร้ซึ่งอารมณ์ ทว่าในแววตานั้นกลับเต็มไปด้วยความชิงชังอันไม่อาจลบล้าง
เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำแต่ว่าก้องสะท้อนไปทั่วทั้งฟากฟ้า
“ในเมืุ่์ทั้งหมดได้จบสิ้นไปแล้ว.. งั้นต่อไปก็เป็ตาของพวกแก.. เผ่าพันธุ์ผู้ยิ่งใหญ่!!”
การท้าทายนี้สำแดงออกมาเป็คลื่นพลังิญญาที่ยิ่งใหญ่เหนือกว่าขอบเขตที่ผู้วิวัฒน์จะสามารถรับรู้ได้
แรงสั่นะเืของมันแผ่กระจายออกไปเป็ระลอกคลื่นอันว่างเปล่าที่รุนแรงและหนักอึ้ง ทำให้ฟ้าดินะเือย่างรุนแรง พื้นดินปริแตก เมฆหมุนเวียนกลายเป็สีดำ ทุกชีวิตััได้ถึงเสียงเรียกนั้น
และไม่นานนัก ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเผ่าพันธุ์มากมายที่เข้ามารุกรานทั้งหลายก็แสยะยิ้มแล้วทะยานมาอย่างรวดเร็ว แรงดันอันทรงพลังทำให้มิติเบื้องบนเกิดรอยปริแตก ม่านแสงเปิดออกเผยให้เห็นร่างของตัวตนแห่งการทำลายล้างที่ได้ยินคำท้าทายนั้น
ในที่สุด หนึ่งในตำนานผู้เป็ตัวแทนของการกวาดล้างก็ได้เดินทางมาถึงพร้อมกับเสียงหัวเราะอันน่าสะพรึง
“ฮ่าฮ่าฮ่าาาา โอดินนนนนน!”
“ข้าได้ยินชื่อเสียงของแกมานานแล้ว! แต่ก็ไม่คิดเลยว่าแกจะอ่อนแอถึงเพียงนี้!”
เสียงคำรามสั่นะเืบังเกิดพร้อมกับร่างขนาดมหึมาที่ทะยานลงมาจากฟากฟ้า ร่างของมันใหญ่โตดั่งขุนเขาทั้งลูก ิัสีดำอมแดงเต็มไปด้วยเกล็ดโลหิตที่ขยับได้อย่างมีชีวิต ดวงตาคู่ใหญ่แดงฉานเปล่งรัศมีอาฆาต ปีศาจโลหิตเบเฮมอทปรากฏตัวด้วยรังสีแห่งความตาย
ฝ่ามือขนาดมหึมาของมันเหวี่ยงออกพร้อมหวีดร้องอันดังกึกก้องราวกับปีศาจนับล้านะโพร้อมกัน
“วิถียุทธ์ต้องห้าม กรงเล็บโลหิตนรก!”
ฝ่ามือของมันอัดแน่นไปด้วยคลื่นโลหิตอันรุนแรง รัศมีของมันชักนำให้ฟ้าแยก เมฆดำกระเจิง พลังจิตในอากาศแตกกระจาย กลิ่นคาวเืฉีกทุกมิติให้บิดเบี้ยว ในขณะที่กรงเล็บพุ่งเข้าหาตาพายุตรงกลาง
“ปังงงงงงงงงงงงงง!”
ในวินาทีนั้นพายุของโอดินซึ่งแผ่ปกคลุมฟ้าดินก็ต้องพังทลายลงไปอย่างฉับพลัน เศษซากของเกลียวลมแห่งักระจัดกระจายไปทุกทิศทาง แสงสีทองจางหาย เสียงคำรามของัเงียบงัน สัญลักษณ์แห่งพลังเวทย์โบราณถูกทำลายลงไปในทันที
“ทำลายเวทย์มนตร์ัโบราณของข้าได้ในครั้งเดียว?!”
โอดินเองก็ถึงกับชะงักงัน และหยุดนิ่งกลางห้วงอากาศ
ท่ามกลางกลิ่นอายแห่งการปะทะ ชายหนุ่มจ้องมองไปยังตัวตนเบื้องหน้าที่ปรากฏตัวด้วยสีหน้าเรียบนิ่งแต่สายตาทอประกายบางสิ่ง
“เข้าใจแล้ว! งั้นพวกแกก็คือผู้วิวัฒน์แห่งเผ่าพันธุ์ที่อยู่บนจุดสูงสุดสินะ?”